AirAsia MOVE เผยข้อมูลนักท่องเที่ยวช่วง “สงกรานต์ 3 ปีซ้อน” Gen Y แชมป์เที่ยวฉ่ำ ปี 69 สายลุยเดี่ยว-นอนยาวมาแรง
ในวันที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ “การท่องเที่ยว” กลับยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่กิจกรรมที่ผู้คนยังเลือก “ใช้เงินเพื่อซื้อประสบการณ์” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลใหญ่อย่างสงกรานต์ ที่ไม่ได้เป็นแค่วันหยุดยาว แต่กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญของการตัดสินใจใช้จ่าย เดินทาง และพักผ่อนของคนไทยในแต่ละปี
คำถามคือ…พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน? และใครคือคนที่กำลัง “ขับเคลื่อน” การเดินทางในวันนี้
ข้อมูลล่าสุดจาก AirAsia MOVE ที่รวบรวมอินไซต์นักเดินทางช่วงสงกรานต์ตลอด 3 ปี (2567–2569) สะท้อนภาพที่ชัดขึ้นว่า โครงสร้างนักท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขึ้นมามีบทบาทของ Gen Y ที่ยังคงเป็นกำลังหลักของตลาด และการเติบโตของ “Solo Traveller” ที่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่กำลังกลายเป็นพฤติกรรมหลักของนักเดินทางยุคใหม่
AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยว เปิดเผยอินไซต์ ” Songkran Travel Trends (2567-2569)” วิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (10-18 เมษายน) ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของนักเดินทางกลุ่มหลัก โดยเฉพาะพลังของ Gen Y (Millennials) และเทรนด์การเที่ยวคนเดียว (Solo Traveller) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
1. ใครคือนักท่องเที่ยวเบอร์หนึ่ง : Gen Y ครองบัลลังก์นักเดินทาง 3 ปีซ้อน
จากการเปรียบเทียบข้อมูลของนักเดินทาง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ากลุ่ม Gen Y (Millennials) คือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจน
สัดส่วนผู้เดินทางสูงสุด: ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Gen Y ครองสัดส่วนในแง่ของจำนวนที่นั่งจำหน่ายได้ (Seats Sold) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในทุกปี และยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งจำนวนที่นั่งที่จำหน่ายได้ของกลุ่ม Gen Y มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปี 2567
แชมป์ตลอดกาลในปี 2569: แม้ภาพรวมตลาดจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่กลุ่ม Gen Y ยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่อง โดยครองสัดส่วนการจองที่นั่งสูงกว่ากลุ่ม Gen Z และ Gen X เกือบ 1 เท่าตัว
ระยะเวลาพำนัก: นักท่องเที่ยว Gen Y ส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาพักผ่อนยาว 3-5 วัน
พฤติกรรมการจอง: นิยมวางแผนล่วงหน้าประมาณ 31-60 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จองผ่านระบบ Digital
2. Top Destinations: เช็คอินที่ไหนกันบ้าง
คนไทยยังคงให้ความสำคัญกับ “ไทยเที่ยวไทย” เป็นอันดับ 1 ในทุกๆ ปี แต่เทรนด์การเดินทางไปต่างประเทศเริ่มมีการขยายตัวสู่หลากหลายจุดหมาย
Domestic: เส้นทางยอดฮิตยังคงเป็นเชียงใหม่ (CNX), ภูเก็ต (HKT), และหาดใหญ่ (HDY)
International: ญี่ปุ่นครองแชมป์จุดหมายต่างประเทศที่คนไทย Gen Y และ Gen X เลือกไปมากที่สุด ตามมาด้วย เวียดนาม และจีน ซึ่งมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 และ 2569
3. Insight การใช้จ่าย: ยอมจ่ายเพื่อความสบาย
แม้พฤติกรรมการเดินทางจะเปลี่ยนไป แต่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้โดยสารในปี 2569 กลับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 3200 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการเลือกซื้อบริการเสริมที่มากขึ้น:
น้ำหนักกระเป๋า: เป็นบริการเสริมที่ครองสัดส่วนการใช้จ่ายสูงสุดในกลุ่มบริการเสริมทั้งหมด นั่นหมายถึงกลุ่มนี้มีกำลังพร้อมจับจ่ายในทริป
การสั่งอาหารล่วงหน้า: มีแนวโน้มเติบโตขึ้น โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ความต้องการสั่งอาหารบนเครื่องพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า
4. “Solo Traveler” เทรนด์ใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ
ดาต้าเผยให้เห็นว่า นักเดินทางกลุ่ม Solo Traveller (เดินทางคนเดียว) มีสัดส่วนการจอง (Booking Contribution) สูงที่สุดถึง 65% – 75% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และนักเดินทางกลุ่มนี้เริ่มวางแผนจองล่วงหน้าสั้นลงโดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม 31-60 วัน ก่อนเดินทาง
ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในปี 2569
เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรม “Solo & Gen Y” ที่ครองสัดส่วนการเดินทางสูงที่สุด AirAsia MOVE แนะนำให้ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ดังนี้:
Solo-Friendly Packages: นักเดินทางที่จองแบบ คนเดียว (Solo Traveller) มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของยอดจองทั้งหมด ผู้ประกอบการโรงแรมควรออกแบบแพ็กเกจสำหรับผู้เข้าพักคนเดียว หรือเพิ่มกิจกรรมที่ Solo Traveller สามารถเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น
Long-Stay Offers: เนื่องจาก Gen Y นิยมพัก 3-5 วัน โรงแรมควรทำแพ็กเกจ Stay Longer, Pay Less เพื่อดึงดูดกลุ่มนี้
Digital First: ข้อมูลระบุว่าการจองผ่าน Mobile App และ OTA มีสัดส่วนสูงมาก ผู้ประกอบการต้องมั่นใจว่าระบบจองออนไลน์และ Mobile UX ของตนเองลื่นไหลที่สุด
Targeting Japan & Vietnam Lovers: สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ควรเน้นโปรแกรมท่องเที่ยวญี่ปุ่นและเวียดนามที่เจาะกลุ่ม Gen Y ที่ชอบถ่ายภาพและสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น
เตรียมพร้อมบริการสะดวกซื้อ: เนื่องจากนักท่องเที่ยวยินดีจ่ายเพื่อความสะดวก (เช่น น้ำหนักกระเป๋า/อาหาร) โรงแรมอาจเสนอโปรโมชั่นเสริม เช่น บริการส่งกระเป๋า หรือแพ็กเกจอาหารที่พร้อมเดินทาง
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า “การท่องเที่ยวไทย” ไม่ได้เปลี่ยนแค่ปลายทาง แต่กำลังเปลี่ยนตั้งแต่ “วิธีคิดของคนเดินทาง” ไปจนถึง “โมเดลธุรกิจของผู้ประกอบการ” จากเดิมที่เน้นขายห้อง ขายตั๋ว หรือขายแพ็กเกจ กำลังขยับไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น
ในโลกที่คนเลือกเดินทางคนเดียวมากขึ้น ใช้จ่ายเพื่อความสะดวกมากขึ้น และให้คุณค่ากับเวลาและประสบการณ์มากขึ้น ผู้เล่นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจต้องคิดใหม่ว่า สิ่งที่ขายจริงๆ ไม่ใช่แค่ “การเดินทาง” แต่คือ “ความรู้สึกระหว่างทาง” ที่ลูกค้าอยากได้
และสงกรานต์ปีนี้…อาจไม่ใช่แค่เทศกาลของการกลับบ้านอีกต่อไป แต่คือสนามแข่งขันสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว ที่ต้องเข้าใจลูกค้าให้เร็วพอ ก่อนที่พฤติกรรมจะเปลี่ยนไปเร็วกว่านั้นอีก