โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

VI ลงทุนแบบไหนในยามสงคราม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
VI ลงทุนแบบไหนในยามสงคราม

ในยามที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระดับที่อาจจะเป็นวิกฤติได้อย่างเช่นภาวะสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นนั้น คำถามสำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มและทุกคนในตลาดก็คือ เราควรจะทำอย่างไร?

แน่นอนว่าแต่ละกลุ่มและแต่ละคนคงทำไม่เหมือนกัน บทความนี้จะพูดถึงแนวโน้มทั่วไปว่านักลงทุนในแต่ละกลุ่มมักจะทำอย่างไร ไล่ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างประเทศ โบรกเกอร์ เฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนรายใหญ่ และ VI เป็นต้น มักจะทำอย่างไรและผลกระทบต่อตลาดมักจะเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าทำไมตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดจึงเป็นเช่นนั้นในยามที่ตลาดกำลังปั่นป่วน ตกลงมารุนแรงและก็เด้งขึ้นมารุนแรง รวมถึงการฟื้นตัวที่มักจะตามมาหลังเกิดวิกฤติ

เริ่มตั้งแต่นักลงทุนรายย่อย โดยปกติก็มักจะเป็นคนที่เล่นหุ้นตามกระแสหรือตามแห่อยู่แล้วที่คนไทยชอบเรียกว่าเป็น “แมลงเม่า” ที่ชอบบินเข้าหากองไฟ คือถ้ามี “ไฟ” หรือมี “ข่าวร้อน” เกิดขึ้นที่ไหน แมงเม่าก็จะบินเข้าไปหาโดยที่ไม่รู้ว่ามันเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นั่นก็คือ เข้าไปเล่นในหุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นร้อนแรงแทบทุกตัว พวกเขากลัวมากว่าจะ “ตกรถ” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า FOMO หรือ “Fear of Missing Out”

ในยามที่ตกใจเนื่องจากเหตุการณ์อย่างสงครามนั้น พวกเขามักจะ “ขายหุ้น” แต่แทนที่จะตกใจและขายทันที นักลงทุนรายย่อยกลับมักจะเป็นคนที่ขายช้ากว่ารายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบัน เหตุผลอาจจะเป็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะแย่หนักจริงหรือเปล่า ส่วนหนึ่งเพราะข้อมูลมีน้อยหรือได้รับภายหลังและการวิเคราะห์ยังไม่ชำนาญพอ สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยใช้ในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรก็คือ “ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้น” เป็นหลัก จึงทำให้ขายช้า หุ้นตกลงมา 10-20% แล้วจึงเริ่มขาย

เมื่อขายเสร็จและราคาหุ้นตกลงมาระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ หุ้นมีการปรับตัวขึ้นทางเทคนิคหรือที่เรียกว่า “Correction” นักลงทุนรายย่อยก็จะกลับมาซื้อ “เร็วเกินไป” เพราะหลังจากซื้อแล้ว ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็กลับตกลงมาอีกและต่ำกว่าจุดเดิมที่เข้าไปช้อนเก็บหุ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอย่างเช่นในตลาดหุ้นไทยยุคก่อน ในขณะที่ปัจจุบันนั้น ตลาดหุ้นเวียตนามดูเหมือนว่าจะมีรายย่อยมากกว่า และจึงผันผวนกว่า

นักลงทุนกลุ่มที่สองคือ นักลงทุนสถาบัน พวกเขาก็คือกองทุนรวมทั้งหลายรวมถึงกองทุนของข้าราชการและกองทุนประกันสังคมที่มีขนาดใหญ่และบริหารโดยนักลงทุนมืออาชีพที่เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้เน้นว่าจะต้องทำผลตอบแทนดีเลิศ แต่ต้องไม่ขาดทุนหนักหรือมีความเสี่ยงสูง พูดง่าย ๆ เน้นความปลอดภัยมากกว่าผลตอบแทนสูงมาก ๆ

กรอบการลงทุนของสถาบันก็คือ มองระยะยาว เน้นการลงทุนตาม “พื้นฐาน” ทางธุรกิจของหุ้นเป็นหลัก และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเปรียบเทียบหรือ “Benchmark” กับค่าเฉลี่ยหรือดัชนีตลาดที่อ้างอิง พูดง่าย ๆ ลงทุนโดยพยายามให้ได้ผลตอบแทน “เกาะ” หรือตามผลตอบแทนของดัชนีตลาด พยายามเอาชนะตลาด แต่ต้องไม่เสี่ยง ที่สำคัญกว่าก็คือ อย่าให้แพ้ เพราะเดี๋ยวจะตกงานหรือโบนัสหาย

ดังนั้น ในยามวิกฤตหรือเกิดสงคราม พวกเขาก็จะต้อง “ปรับพอร์ต” มากกว่าจะขายทิ้งแบบไม่ลืมหูลืมตา บางกองก็อาจจะเปลี่ยนตัวหุ้น จากที่แย่ลงหนักเพราะสงคราม หันมาลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัยหรือได้ประโยชน์จากสงครามบ้าง โดยทั้งหมดก็ต้องมีน้ำหนักหุ้นตามน้ำหนักของหุ้นในดัชนีที่อ้างอิง ทั้งหมดนั้นก็มีส่วนในการสนับสนุนตลาดหุ้นไม่ให้เกิดความผันผวนมากเกินไปโดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนรายย่อยทำให้ตลาดปั่นป่วนมากขึ้น

กลุ่มที่สามคือ นักลงทุนต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วก็คือนักลงทุนสถาบันที่อยู่ในต่างประเทศ ดังนั้น เขาก็มีความคิดหรือพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างเหมือนนักลงทุนสถาบัน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ พวกเขาสามารถลงทุนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ดังนั้น การซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยจึงสามารถและมีการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วและทันที ซึ่งทำให้พฤติกรรมของพวกเขาต่างจากนักลงทุนสถาบันไทยอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นก็คือ พวกเขามองภาพใหญ่หรือภาพ Macro เช่นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ และเรื่องของ ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นตัวกำหนดว่าจะเข้าซื้อหรือขาย

ในส่วนของภาพเล็กที่เป็นหุ้นรายตัว พวกเขาเน้นว่าจะต้องเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เพราะปริมาณการลงทุนของพวกเขาสูงและมีความจำเป็นที่จะต้องเข้า-ออกเร็ว โดยเฉพาะในยามวิกฤติ ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะเล่นเฉพาะหุ้นแบ้งค์ พลังงานและสื่อสาร เป็นหลัก ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเป็นกิจการที่มี “พื้นฐานดี” ตามแนวทางการลงทุนแบบ “สถาบัน” ด้วย

พฤติกรรมของนักลงทุนต่างประเทศที่แตกต่างมากจากนักลงทุนสถาบันจะอยู่ที่ความรวดเร็วในการเทรดที่ “ขายก่อนและขายเร็วที่สุด” เพราะเขาสามารถย้ายเงินได้ในชั่วข้ามคืน ด้วยระบบโปรแกรมเทรดดิ้งและค่าคอมมิชชั่นที่ต่ำเตี้ยติดดิน การทำแบบนั้นทำให้พวกเขารอดจากราคาหุ้นที่จะตกลงมาแรงมากเพราะแรงขายของพวกเขาที่ปัจจุบันเป็นนักลงทุนที่มีพลังการซื้อขายที่สูงที่สุดกว่า 50% ของตลาด

นักลงทุนต่างประเทศต้องถือว่าเป็นกลุ่มที่ชี้นำดัชนีตลาดหุ้น ใครคิดจะซื้อ-ขายหุ้นในยามนี้โปรดดูด้วยว่าต่างชาติกำลังจะซื้อหรือขายสุทธิ อย่าคิดซื้อ-ขายสั้น

กลุ่มที่สี่คือบริษัทหลักทรัพย์หรือ “Prop Trade” นี่คือกลุ่มที่เล่นซื้อขายสั้น ๆ ทำ Arbitrage หรือหากำไรเล็ก ๆ น้อยแต่แน่นอนจากความต่างของราคาซื้อ-ขายทางเทคนิค ยิ่งเดี๋ยวนี้มีตราสารใหม่ ๆ ออกมามากมาย พวกเขาก็ต้องซื้อ-ขายบ่อยขึ้นและมากขึ้นเพื่อสนับสนุนตราสารเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีในแง่ที่ช่วยเพิ่มสถาพคล่องให้กับตลาด และในยามสงคราม พวกเขาก็ยิ่งทำมากขึ้นทั้งซื้อและขายชอร์ต แต่ผลต่อดัชนีหุ้นคงมีไม่มาก

กลุ่มต่อมาที่ต้องพูดถึงก็คือ Value Investor หรือ VI ในภาวะสงคราม ว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไรในภาวะปกติและเมื่อเกิดวิกฤต

แน่นอนว่า VI คือคนที่ยึดมั่นแรงกล้าในการที่จะซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือ “Intrinsic Value” โดยแทบไม่สนใจเรื่องของภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ เราไม่สนใจ “เสียงรบกวนในระยะสั้น” หรือเหตุการณ์ร้ายที่เข้ามารบกวนระยะสั้นที่จะมีเข้ามาตลอดเวลา

และอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นพฤตกรรมแบบบัฟเฟตต์ที่คนจำนวนมากอาจจะไม่ตระหนักก็คือ VI มักจะมีเงินสดเตรียมพร้อมสำหรับการฉกฉวยโอกาสอันงดงามที่จะเกิดขึ้น พูดง่าย ๆ VI ไม่ลงทุนง่าย ๆ เพียงเพราะมีหุ้นดีให้เลือกลงทุน แต่ VI ระดับเซียนแบบบัฟเฟตต์นั้น ต้องการ “หุ้นดีเยี่ยมและราคาถูกมาก ๆ” ที่นาน ๆ จะปรากฏขึ้นมาให้ซื้อซักที และถ้าคุณไม่มีเงินพอ มันก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น จงมีเงินสดพร้อมไว้เสมอ

สงครามอาจจะเป็นเวลาที่ VI จะเข้าซื้อหุ้นที่อาจจะตกลงมาแรงเกินไปเพราะคนตกใจขายหุ้น ทำให้ราคาต่ำกว่าพื้นฐานมาก อย่างไรก็ตาม การอดทนรอได้ ก็เป็นศิลปะที่สำคัญสำหรับ VI พันธุ์แท้ ที่จะต้องใจเย็นและมีความอดทนสูงมาก และหุ้นที่จะซื้อก็จะต้องเป็นหุ้นที่โดดเด่นและแข็งแกร่งมากที่มีราคาตกลงมามากอานิสงค์จากตลาดหุ้นที่ตกมาแรงจนกลายเป็นวิกฤติ

กลุ่มสุดท้ายก็คือ นักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ของไทยที่เป็นกลุ่มที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากตลาดหุ้นอื่น ๆ ในโลก แต่จะมีลักษณะคล้าย ๆ กับ Hedge Fund ในต่างประเทศที่เน้นแนวทางการลงทุนแบบ VI ว่าที่จริง เซียนหุ้นรายใหญ่ของไทยเองนั้น ในระยะหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ก็ยึดแนว VI เช่นเดียวกัน

นี่คือกลุ่มนักลงทุนจำนวนน้อยที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนการลงทุนของไทยในช่วงเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่า 10 ปีก่อนที่จะซาลงในช่วง 5-6 ปีมานี้

พฤติกรรมการลงทุนของพวกเขาส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นการผสมผสานระหว่างการเทรดหุ้นระยะสั้นกับการลงทุนโดยใช้แนวทาง VI โดยที่เซียนหุ้นที่ยังอายุน้อยก็มักจะเทรดมากกว่าเซียนที่มีอายุมากและเป็น VI พันธุ์แท้กว่า

ในช่วงของสงครามครั้งนี้ กลยุทธ์ก็อาจจะเป็นเรื่องของการเลือกซื้อหุ้นเป็นรายตัวหรือ Selective Buy ในหุ้นที่แข็งแกร่งและดีมานานและยังดีอยู่โดยที่ในอดีตนั้น ราคาหุ้นยังสูงเกินไปหรือไม่ถูกพอ ถ้าสงครามทำให้หุ้นตกลงมามากจนน่าสนใจมากและจ่ายปันผลตอบแทนได้เกิน 3% ขึ้นไป ผมก็คิดว่านี่อาจจะเป็นโอกาสซื้อที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยและมาเกิดในครั้งนี้

บางคนอาจจะซื้อเข้าไปแล้ว แล้วก็อาจจะขาดทุนไปแล้วเพราะว่า “เข้าเร็วเกินไป” อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ราคาหุ้นจะกลับขึ้นมาแน่นอน เพราะด้วยอัตราปันผลที่งดงามอย่างที่ไม่เคยปรากฎ ประกอบกับปันผลที่จะไม่ลดลงค่อนข้างแน่ในระยะยาว หุ้นแบบนี้มักจะ “ไม่พลาด”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...