ตะวันออกกลางถอยหลังกลับสู่ยุคความขัดแย้งในอดีต คืออวสานของ “ดูไบโมเดล”หรือไม่
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
ก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามอิหร่าน ดูไบถือเป็นเครื่องจักรการเติบโตของการค้าปลีก การขายสินค้าแบรนด์เนมในตะวันออกกลาง เกือบครึ่งหนึ่งมาจากดูไบ ในยามปกติ “ดูไบมอลล์” ตั้งอยู่ใต้ตึก Burj Khalifa อาคารสูงสุดของโลก มักเป็นแหล่งที่มหาเศรษฐีของโลก สามารถหาซื้อนาฬิกา Rolex กระเป๋า Hermes รองเท้า Ferragamo หรือแม้กระทั่ง อัญมณีรูปไข่ Faberge Egg ราคา 80,000 ดอลลาร์
เมื่ออิหร่านทำการโจมตีด้วยโดรนทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ผู้นำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ไปเยือนศูนย์การค้าดูไบมอลล์ เพื่อช่วยพิสูจน์ว่า ดูไบยังมีความสงบเรียบร้อย ขณะที่คนที่อาศัยในดูไบสามารถมองจากที่พัก เห็นขีปนาวุธถูกยิงขึ้นไปสกัด โดรนของอิหร่าน วิดีโอของทางการ UAE เผยแพร่ภาพที่ประธานาธิบดี UAE และเจ้าชายดูไบ เดินผ่านร้านค้าต่างๆ และโบกมือให้กับคนงานในร้านค้า
ตะวันออกกลางถอยหลังสู่อดีต
นิตยสาร Foreign Affairs ที่ทรงอิทธิพลด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ พิมพ์บทความชื่อ The Gulf Goes Backward โดยกล่าวว่า เป็นเวลาหลายปี ที่อิหร่านมีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ก็แสดงออกมาอย่างจำกัดที่ไม่มากเกินไป แต่นับจากที่สหรัฐฯและอิราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน การตอบโตของอิหร่านไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไปแล้ว แนวรบถูกขยายรวมไปถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ทั่วประเทศอ่าวเปอร์เซีย
พัฒนาการความขัดแย้ง ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนนโยบายของอิหร่าน สองสัปดาห์แรกของสงคราม กระทรวงกลาโหมของ UAE ประกาศว่า ได้ยิงสกัดขีปนาวุธหลายร้อยลูกและโดรนกว่า 1,600 ลูกจากอิหร่าน แม้จะสามารถสกัดการโจมตีดังกล่าวได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ 5% ของขีปนาวุธและโดรนอิหร่าน สามารถผ่านแนวป้องกัน และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ถูกดึงให้กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้ง
การโจมตีของอิหร่านต่อเป้าหมายเศรษฐกิจทั่วอ่าวเปอร์เซีย เป็นสัญญาณแสดงว่า โครงสร้างความมั่นคงของภูมิภาคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เดิมนั้น ระเบียบความมั่นคงภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ตั้งบนบนพื้นฐานการเจรจาหารือ แต่สงครามทำให้เกิดความเป็นจริงใหม่ คือความขัดแย้งเข้ามามีอิทธิพลกำหนดสภาพภูมิรัฐศาสตร์ หากสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่านไม่ล้มลงในอนาคตอันใกล้ ความขัดแย้งไม่มั่นคงจะเป็นตัวกำหนดภูมิรัฐศาสตร์ ของภูมิภาคนี้ในอีกหลายปีข้างหน้า
สงครามและการขยายแนวรบของอิหร่านทั่วภูมิภาค ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ แบบการเผชิญหน้า ตะวันออกกลางจะกลับไปสู่ยุคเก่าในอดีต ที่มีปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้ และความร่วมมือเกิดขึ้นได้ยาก ตะวันออกกลางจะเข้าสู่ยุคการไม่มีเสถียรภาพ สะท้อนที่การเผชิญหน้าทางทหาร ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่วนความร่วมมือระหว่างกันก็มีอย่างคับแคบ
ศูนย์กลางการบินถูกทดสอบ
รายงานของสำนักข่าว Reuters เรื่องศูนย์กลางการบินของดูไบกำลังถูกทดสอบว่า นับเป็นเวลากว่า 40 ปีที่ ศูนย์กลางการบิน ของดูไบ ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ โดยการตั้งสายการบิน Emirates ขึ้นมาในปี 1985 เริ่มต้นจากเครื่องบินเช่า 2 ลำ มีเส้นทางบิน 2 เส้นทาง จนกลายเป็นศูนย์กลางการบิน ที่มีเครือข่ายเส้นทางบินทั่วโลก ครอบคลุม 110 ประเทศ และมีเที่ยวบินรวมกันปีหนึ่ง 454,000 เที่ยวบิน
สงครามอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เห็นเลยว่า การเดินทางทางอากาศทั่วโลก ต้องพึ่งพาศูนย์กลางการบินที่ดูไบมากขนาดไหน สายการบิน Emirates มีเที่ยวบินออกจากดูไบวันหนึ่งกว่า 500 เที่ยวบิน บริษัทวิจัยการบิน Cirium เปิดเผยว่า ช่วง 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2026 เที่ยวบินเข้าและออกของภูมิภาคนี้ ถูกยกเลิกไปกว่า 29,000 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 51,000 เที่ยว Qatar Airways ต้องนำเครื่องบินลำตัวกว้างสิบกว่าลำ บินไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบินในสเปน
นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า หากสงครามภูมิภาคไม่ดำเนินไปยาวนาน แม้ว่าในระยะสั้นจะเกิดความไม่แน่นอนขึ้นก็ตาม ศูนย์กลางการบินของชาติต่างๆในอ่าวเปอร์เซีย จะฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอำนาจของเครือข่ายการบินที่กว้างขวาง และความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางการบินโลก
แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง ไม่มั่นใจในการกลับมาเป็นศูนย์กลางการบินอีกครั้งของดูไบ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินหลังโควิด-19 เกิดจากอุปสงค์การเดินทาง (demand) มีมากกว่าอุปทานการบิน (supply) แต่วิกฤติครั้งนี้ ความเสี่ยงเกิดขึ้นกับตัวอุปสงค์การเดินทางเอง นักเดินทางจะพิจารณาเลือกเที่ยวบินตรง มากกว่าที่จะมาต่อเที่ยวบินที่ดูไบหรือโดฮา
เพราะฉะนั้น เที่ยวบินแบบศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง จะได้รับผลกระทบมาก สายการบิน Turkish Airlines อาจเป็นผู้ชนะในระยะสั้น เพราะศูนย์กลางการบินของ Turkish Airlines ที่อิสตันบูล อยู่นอกดินแดนความขัดแย้ง นอกจากนี้ Airbus เองเริ่มผลิตเครื่องบินระยะไกล A350 ที่สนองความต้องการของสายการบิน Quantas ที่จะใช้บินตรง ซีดนีย์-ลอนดอน
นานเท่าไหร่ Emirates จะฟื้นตัว
บทความของ New York Times เรื่อง สงครามทำให้สายการบินประสบความสำเร็จสูงอย่าง Emirates ต้องจอดเครื่องบิน โดยกล่าวว่า สงครามอิหร่านทำให้สายการบินตะวันออกกลาง ต้องยกเลิกเที่ยวบินนับหมื่นกว่าเที่ยวบิน และแผนการเดินทางของผู้โดยสารนับล้านคน ต้องพังทะลายลง
คำถามใหญ่อยู่ที่ว่า สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Emirates จะต้องใช้เวลานานขนาดไหนที่จะฟื้นตัวกลับมา
Mike Malik ผู้บริหารของบริษัทวิจัยการบิน Cirium กล่าวว่า สายการบินตะวันออกกลางสร้างตัวเองขึ้นมา จากการเป็นแหล่งดึงดูดของผู้โดยสารต่อเที่ยวบินเมื่อบางอย่าง เช่น สงครามเกิดขึ้น ศูนย์กลางการบินถูกปิดลงไป ง่ายๆก็คือคุณทำให้ระบบนี้พังลง
ภูมิศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของสายการบินตะวันออกกลาง ประชากรโลกอาศัยอยู่ในรัศมีการบิน จากฐานบินของสายการบินที่ดูไบ โดฮา และอาบูดาบี ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนเที่ยวบิน เช่น จากลอนดอน-ซีดนีย์ Emirates, Qatar Airways และ Etihad ยังได้เงินสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาล จุดนี้อธิบายว่า ทำไมสายการบินอื่นในภูมิภาคนี้ ที่มีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์เช่นเดียวกัน จึงดำเนินงานไม่ได้ดีเท่า
จากข้อมูลของ Cirium สายการบินตะวันออกกลางมีส่วนแบ่งตลาดสูง ของผู้โดยสารบินออกและเข้ายุโรป คือขนผู้โดยสาร 1 ใน 3 จากยุโรปมาเอเชีย และ 1 ใน 2 ของผู้โดยสารจากยุโรปไปออสเตรเลีย ตัวเลขของสมาคมสายการบิน IATA ระบุว่า…
ปี 2025 ผู้โดยสารทั้งหมด 227 ล้านคน ที่บินผ่านศูนย์กลางการบินในอ่าวเปอร์เซีย สายการบินภูมิภาคนี้ได้กำไรสูงสุด คือ 29 ดอลลาร์ต่อผู้โดยสารหนึ่งคน
Tony Stanton ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาการบิน Strategic Air กล่าวว่า “สำหรับสายการบินระดับตราสินค้าชั้นนำ การทดสอบชื่อเสียงแท้จริง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเกิดการสะดุด (disruption) ขึ้นมาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา สามารถรักษาความเชื่อมั่น ความเรียบร้อย และการกำกับควบคุมได้หรือไม่”
เอกสารประกอบ
The Gulf Goes Backward, March 18, 202, foreignaffairs.com
Middle East conflict puts Dubai aviation hub’s market muscle to the test, March 3, 2026, reuters.com
War Has Grounded High-Flying Gulf Airlines Like Emirates, March 15, 2026, nytimes.co