สงครามฉุดส่งออกรถยนต์ น้ำมันแพง EV ยังตอบโจทย์
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ เดือนก.พ. ว่า จำนวนการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 117,952 คัน ลดลงร้อยละ 0.37 จากเดือนก่อนแต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 3.43 เนื่องจากการผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.83 และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.98 ส่งผลให้ 2 เดือนแรก(ม.ค.-ก.พ.)มีการผลิต 236,338 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.87
ด้านการผลิตเพื่อส่งออก เดือนก.พ. 2569 ผลิตได้ 81,006 คัน เท่ากับร้อยละ 68.68 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 4.59 และเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 160,692 คัน เท่ากับร้อยละ 67.99 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 5.37
ขณะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 36,946 คัน เท่ากับร้อยละ 31.32 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 0.97 และเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 75,646 คัน เท่ากับร้อยละ 32.01 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 10.19
สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 34.75 และลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 2.17 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ยอดขายลดลงร้อยละ 18.56 จากเดือนเดียวกันปี 2568 จากการสิ้นสุดโครงการ EV 3.0
นอกจากนี้เหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอลกับอิหร่านซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2% ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย
ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์เดือนก.พ. มีจำนวน 28,635 คัน เท่ากับร้อยละ 59.36 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 6.84 โดยตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 รถยนต์มียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 25.49
ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วร้อยละ 39.02 แต่ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.05 โดยช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ มียอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 139,600 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 2.76
ทั้งนี้ตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงที่ยังไม่มีการสู้รบกัน แต่รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มูซ ไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์ ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับสามของการส่งออกรถยนต์ รถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก มากเป็นอันดับหนึ่งในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดีต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 จากปี 2567 เท่ากับร้อยละ 21.17 ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน รถ PPV 23,359 คัน
ด้านยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 5,744 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 22.12 โดยเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 51,412 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.74 ขณะที่ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 14,641 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 21.50
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ EVได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถขนส่ง แต่ในขณะเดียวกันหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถก็ได้
ขณะนี้ประเด็นที่เป็นห่วงคือการส่งออกรถยนต์ เพราไทยส่งออกไปตะวันออกกลางในสัดส่วน 21%ของยอดส่งออกทั้งหมด เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้คงต้องกระทบแน่นอน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะตะวันออกกลางอย่างเดียวแต่เป็นทุกตลาด เพราะการขนส่งมีข้อจำกัด ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น มีผลต่อเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้า ทำให้อำนาจซื้อลดลงได้
สำหรับไทยยอดขายในประเทศจะได้รับผลกระทบด้วยถ้าราคาน้ำมันแพงขึ้น แต่ EV น่าจะได้รับการสนใจ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการทบทวนเป้าหมายอดขายขอติดตามสถานการณ์ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน สิ่งที่น่าห่วงตอนนี้คือก๊าซฮีเลียมจากกาตาร์ขาดแคลนมีผลกระทบต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งต้องดูว่าการ์ตายังส่งออกได้หรือไม่ ขณะที่ไลน์การผลิตรถยนต์ในหลักการจะมีสำรองชิ้นส่วนอยู่ได้นาน 3 เดือน ก็น่าจะมีเพียงพอ หากไม่มีเหตุการณ์ยืดเยื้อมากกว่านี้ ส่วนราคาขายรถยนต์มีโอกาสปรับสูงขึ้น หลังมีต้นทุนการผลิตทั้งค่าขนส่ง โลจิสติกส์ สูงขึ้น 3 เท่า รวมถึงค่าเซอร์ชาร์จของเรือขนส่งที่เพิ่มขึ้น