โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอกสิทธิ์” แนะรัฐบาลปลดล็อก 3 ข้อคอขวด หนุน มาตรการด้านพลังงาน ชี้โซล่าร์ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนที่สุด

Manager Online

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

“เอกสิทธิ์” แนะรัฐบาลปลดล็อก 3 ข้อคอขวด หนุน มาตรการด้านพลังงาน ชี้โซล่าร์ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนที่สุด-เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้ประเทศไทยได้ มอง เอกชน-ปชช.ควรปรับตัวให้ทัน

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการบริหารบริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียล พาร์ค จำกัด(SEP)และกลุ่ม GK-Land กล่าวว่า ในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานที่ทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ตนมองในฐานะตัวแทนฝั่งนายจ้างและในบทบาทงานการเมือง ต้องยอมรับก่อนว่า Solar Energy ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือ 'ขีดความสามารถในการแข่งขัน' (Competitiveness) ของประเทศ หากเราต้องการส่งเสริมให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้โซลาร์เซลล์อย่างแพร่หลาย เราต้องปลดล็อก 3 ข้อจำกัดหลักที่เป็นเสมือน 'คอขวด' ในปัจจุบัน ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ที่ปัจจุบันขั้นตอนการขออนุญาตมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ทั้งเรื่องการขออนุญาตดัดแปลงอาคาร หรือการขนานไฟกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีมาตรฐานและระยะเวลาที่ไม่แน่นอนในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เราจึงต้องผลักดัน "One Stop Service" สำหรับการขอติดตั้งโซลาร์เซลล์ ปรับปรุงกฎหมายให้การติดตั้งขนาดเล็ก (Household scale) ทำได้ง่ายขึ้นโดยใช้การ "แจ้งเพื่อทราบ" แทนการ "รออนุมัติ" ที่ยาวนาน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายผังเมืองและระเบียบควบคุมอาคารให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ต้องปลดล็อก ข้อจำกัดด้านโครงสร้างราคาและกลไกตลาด - เนื่องจากราคารับซื้อไฟคืน (Net Billing/Net Metering) ในภาคครัวเรือนยังไม่จูงใจพอเมื่อเทียบกับต้นทุนการติดตั้ง และในภาคอุตสาหกรรมเอง การซื้อขายไฟฟ้าเสรีระหว่างกัน (Peer-to-Peer Energy Trading) ยังทำได้จำกัดมากเนื่องจากติดข้อกำหนดเรื่องสายส่ง เราจึงควรพิจารณาระบบ Net Metering ที่เป็นธรรม คือการหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้กับที่ใช้จริงอย่างแท้จริง เพื่อลดระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และเปิดเสรีการใช้สายส่ง (Third Party Access) เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ SME ได้อย่างมหาศาล และปลดล็อก ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Financial Accessibility) - แม้ราคาแผงโซลาร์จะลดลง แต่การลงทุนเบื้องต้น (Upfront Cost) ยังเป็นภาระสำหรับประชาชนระดับฐานรากและ SME รายย่อย ดังนั้น ผมในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้าง ผมมองว่ารัฐควรมี "Green Loan" ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ หรือมาตรการทางภาษีที่จับต้องได้มากกว่าเดิม เช่น การนำค่าติดตั้งไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 100-200% หรือการสนับสนุนให้บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนให้ประชาชน

“หากเราปลดล็อกเรื่อง 'ง่าย-คุ้ม-เข้าถึงได้' เราจะไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน แต่เราจะสามารถงสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เน้นเรื่อง RE100 (พลังงานหมุนเวียน 100%) ให้ไหลเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย”

นายเอกสิทธิ์ ระบุด้วยว่า ในฐานะที่ตนอยู่ในแวดวงการลงทุน Solar Floating โดยตรง เห็นว่าเทคโนโลยีนี้คือ 'Game Changer' ของไทย เพราะเรามีศักยภาพด้านพื้นที่ผิวน้ำทั้งในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่อุตสาหกรรมจำนวนมาก ข้อเสนอของตนต่อรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่การขอความช่วยเหลือ แต่เป็นการเสนอให้รัฐ 'ร่วมสร้างนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่' ผ่าน 3 เสาหลัก คือ การทำ Solar Floating Hybrid (การบูรณาการพลังงานผสมผสาน) - รัฐบาลควรเร่งขยายผลการทำ Solar Floating Hybrid ร่วมกับเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) มากขึ้น เพราะการผลิตไฟฟ้าจากน้ำและแสงแดดร่วมกันช่วยลดความผันผวนของพลังงานสะอาด (Intermittency) และเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานสายส่งเดิมที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด โดยไม่ต้องเสียพื้นที่ทางการเกษตรเหมือนการติดตั้งบนดิน (Solar Farm) การปลดล็อกกฎหมายการใช้พื้นที่ผิวน้ำ (Clearance on Water Surface Rights) - เนื่องจากปัจจุบันระเบียบการขอใช้พื้นที่ผิวน้ำยังมีความทับซ้อนระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน, กรมเจ้าท่า หรือกระทรวงทรัพยากรฯ รัฐบาลควรจัดทำ "Zoning & Fast-track License" สำหรับโครงการพลังงานสะอาดบนผิวน้ำโดยเฉพาะ ดังนั้นความชัดเจนด้านกฎหมายจะช่วยลดความเสี่ยงให้นักลงทุน และทำให้สถาบันการเงินมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อเพื่อโครงการขนาดใหญ่ได้เร็วขึ้น และการสนับสนุน Supply Chain และนวัตกรรมในประเทศ (Local Content & Innovation) - รัฐบาลควรมีมาตรการจูงใจให้เกิดการผลิตอุปกรณ์ เช่น ทุ่นลอยน้ำ (Floaters) หรือระบบยึดโยง (Mooring System) ภายในประเทศ แทนการนำเข้า 100% ผมในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้าง ผมมองว่านี่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) หากรัฐสนับสนุนให้เกิดการผลิตในไทย เราจะไม่ได้แค่พลังงานสะอาด แต่จะได้การจ้างงานและทักษะฝีมือแรงงานขั้นสูงเพิ่มขึ้นด้วย

“Solar Floating ไม่ได้เป็นแค่การผลิตไฟ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต 'Infrastructure of the Future' หากรัฐบาลกล้าที่จะปลดล็อกและสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Floating Solar ในภูมิภาค ASEAN ได้อย่างแน่นอน และนั่น คือ ความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนที่สุดของประเทศ”

ส่วนผู้ประกอบการและภาคเอกชน ควรต้องปรับตัวในสภาวะวิกฤตพลังงานที่เราเผชิญอยู่ มองว่านี่ไม่ใช่แค่ 'พายุ' ที่รอวันสงบ แต่มันคือสภาวะปกติใหม่ หรือที่เราเรียกว่า 'The New Normal' ของต้นทุนการผลิต ภาคเอกชนไทยไม่สามารถบริหารธุรกิจแบบเดิมที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลราคาถูกได้อีกต่อไป ข้อเสนอแนะที่ดีต่อผู้ประกอบการมี 3 ระยะสำคัญ ระยะสั้น: การทำ Energy Audit และเพิ่ม Efficiency (ประสิทธิภาพสูงสุด) ผู้ประกอบการต้องเริ่มปรับตัวจาก "Data-Driven Energy Management" คือการตรวจสอบการใช้พลังงานในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียด (Energy Audit) เพื่อกำจัดจุดรั่วไหล เราต้องเลิกมองว่าค่าไฟคือ "Fixed Cost" แต่ต้องมองว่าเป็นต้นทุนที่ควบคุมได้ (Variable Cost) การใช้ระบบ Smart Metering หรือ AI เข้ามาคำนวณช่วงเวลาการเดินเครื่องจักร (Peak/Off-Peak)จะช่วยลดต้นทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนสูงระยะกลาง: การเปลี่ยนผ่านสู่ Distributed Generation (การผลิตพลังงานเอง) - ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ซื้อ" (Consumer) มาเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้การลงทุนใน Solar Rooftop หรือ Solar Floating ในนิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด ซึ่งตนในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้าง ผมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรวมกลุ่มกันเป็น "Energy Cluster" เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการจัดซื้อเทคโนโลยีพลังงาน หรือแม้แต่การทำระบบ Microgrid ร่วมกันภายในกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อแชร์พลังงานสะอาดในช่วงเวลาที่แต่ละโรงงานใช้ไฟไม่พร้อมกัน

และระยะยาว: การปรับโมเดลธุรกิจตามแนวทาง Low Carbon Economy (เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ) - การปรับแผนธุรกิจสู่ BCG Model (Bio-Circular-Green) เป็นเรื่องจำเป็น เพราะในอนาคตอันใกล้ มาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (เช่น CBAM ของยุโรป) จะส่งผลต่อการส่งออกไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องปรับภาพลักษณ์และกระบวนการผลิตให้เป็น Green Supply Chain เพื่อรักษาฐานลูกค้าต่างชาติและเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Green Financing) ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว วิกฤตพลังงานครั้งนี้คือ 'บททดสอบความแกร่ง' ของภาคธุรกิจไทยครับ ใครที่ปรับตัวสู่พลังงานสะอาดได้เร็วกว่า ไม่เพียงแต่จะรอดพ้นจากภาระต้นทุนที่ผันผวน แต่คุณจะได้รับ 'ตั๋วผ่านทาง' ไปสู่ตลาดโลกยุคใหม่ที่ให้ค่ากับความยั่งยืนมากกว่าใครเพื่อน

นอกจากนี้ ผลกระทบที่มีต่อประชาชนที่กำลังเผชิญกับ 'ศึกสองด้าน' คือค่าพลังงานที่สูงขึ้นและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยับตัวตาม ในฐานะที่ตนทำงานใกล้ชิดกับทั้งภาคการผลิตและภาคกำหนดนโยบาย มองว่าการปรับตัวของประชาชนไม่ใช่แค่การ 'ประหยัด' แบบดั้งเดิม แต่คือการ 'บริหารจัดการวิถีชีวิตใหม่' ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานเชิงรุก เราต้องเปลี่ยนจากความรู้สึกว่าค่าไฟคือ "ค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้" มาเป็น "ต้นทุนที่เราควบคุมได้" การเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ดาวเด่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากทำทั้งประเทศจะลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิลได้มหาศาล ที่สำคัญที่สุดคือการศึกษาเรื่อง "Time of Use (TOU)" หรือการเลือกใช้ไฟในเวลาที่ราคาถูก สำหรับบ้านที่มีการใช้ไฟสูง จะช่วยลดรายจ่ายได้เห็นผลทันที

ขณะเดียวกัน ต้องเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด เมื่อต้นทุนการผลิตและขนส่งสูงขึ้น สินค้าบางอย่างย่อมปรับราคาตาม เราต้องเน้นการบริโภคแบบ "เน้นคุณค่ามากกว่ากระแส" ขอสนับสนุนให้ประชาชนหันมาอุดหนุนสินค้าในท้องถิ่นมากขึ้น เพราะสินค้าเหล่านี้มี "ระยะทางขนส่ง" ที่สั้นกว่า ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันน้อยกว่าสินค้าที่ต้องส่งมาจากต่างประเทศ การวางแผนความมั่นคงทางการเงินและการลงทุนในอนาคต หากครัวเรือนใดพอจะมีกำลัง ผมแนะนำให้มองการติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยถือว่าเป็นการ "ออมเงินรูปแบบใหม่" เพราะในปัจจุบันมีสินเชื่อเพื่อพลังงานสะอาดสำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ดอกเบี้ยต่ำมาก การเปลี่ยนค่าไฟรายเดือนมาเป็นค่างวดการติดตั้งโซลาร์เซลล์ คือการ Fix ต้นทุนพลังงานให้คงที่ไปอีก 20-25 ปี เป็นการสร้าง 'เกราะป้องกัน' ให้ครอบครัวไม่ให้หวั่นไหวตามราคาพลังงานโลกในอนาคต

“วิกฤตครั้งนี้เราไม่ได้สู้เพียงลำพัง ภาคการเมืองและภาคเอกชนกำลังเร่งแก้ไขที่ต้นเหตุของราคา แต่ในระดับครัวเรือน การปรับตัวอย่างเข้าใจและมีสติ จะเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดที่ทำให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยความมั่นคง”นายเอกสิทธิ์ กล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...