โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 5)

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

ไชยันต์ ไชยพร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 4 ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 หนึ่งวันหลังจากคณะทหารที่นำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พลโทผิณ ชุณหะวัณ เป็นนายทหารนอกราชการและเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2490 โดยผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย

หากพิจารณามาตรา 9, 11, 26, 33, 74, 96 โดยผิวเผิน ย่อมทำให้เข้าใจไปได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากกว่ารัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ที่ถูกคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ยกเลิกไป ที่ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจมากก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะอภิรัฐมนตรี และประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรี อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจในการเลือกและตั้งสมาชิกวุฒิสภาอีกด้วย และคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมาจากการเสนอชื่อโดยประธานคณะอภิรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในวาระแรกเริ่มที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภาจะทำหน้าที่นิติบัญญัติแทนรัฐสภา

เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เวลา 23.30 น. หลวงกาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหารพร้อมด้วยพันโทถนอม กิติขจร นายประพันธ์ ศิรากาญจน์และนักเรียนนายร้อยทหารบก 20 คน ได้รับมอบหมายให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไปให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนาม โดยเข้าเฝ้ากรมขุนชัยนาทนเรนทรที่วังวิทยุ (โดยมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับสนอง) หลังจากกรมขุนชัยนาทฯได้ลงพระนามแล้วหลวงกาจสงครามได้ไปหาพระยามานวราชเสวีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกคนหนึ่งที่บ้านถนนสาทรแต่ไม่พบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2490 จึงขาดผู้สำเร็จราชการอีกคนหนึ่งลงนาม [1] ต่อกรณีดังกล่าวนี้ อนุชา อชิรเสนาไว้เขียนไว้ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการประกาศใช้โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงคนเดียว ซึ่งขัดต่อประกาศตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของรัฐสภาที่กำหนดว่าการลงนามในเอกสารราชการนั้นต้องให้ผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองคนลงนาม แต่กรณีนี้ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ทรงลงพระนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเพียงคนเดียว ส่วนพระยามานวราชเสวีไม่ได้ลงนามด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถึงขนาดที่บางท่านเห็นว่าเป็น ‘โมฆะ’ เลยทีเดียว” [2] แต่อนุชา อชิรเสนาก็ได้กล่าวไว้ด้วยว่า “แม้ว่าในทางกฎหมายนั้นจะมีผู้เห็นว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490) มีความรุนแรงถึงขนาดเป็นโมฆะก็ตาม แต่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับในทางความเป็นจริง ทั้งนี้ หากพิเคราะห์ในทางการเมือง ผู้เขียนมีความเห็นว่าการลงพระนามในรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มของประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นถือเป็นเงื่อนไขแห่งความสำเร็จของการรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 กล่าวอีกนัยหนึ่งหากปราศจากพระนามของประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มเสียแล้ว การรัฐประหารครั้งนี้คงยากที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่านั้นการรัฐประหารครั้งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการรัฐประหารที่ได้รับการรับรองความชอบธรรมจากสถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วย ทำให้การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประสบผลสำเร็จในทางความเป็นจริง ทั้งที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” [3]

มีผู้กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม และการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เกิดขึ้นจากการประนีประนอมร่วมมือกันระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายรอยัลลิสต์ในการโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยที่มีปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำ โดยมีการกล่าวว่า “การรัฐประหาร 2490: ความสำเร็จของความร่วมมือของคณะรัฐประหารกับ ‘กลุ่มรอยัลลิสต์’” [4] และ “หลังการรัฐประหาร 2490 ที่พลังของ ‘กลุ่มรอยัลลิสต์’ กลับขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง” [5] ดังที่ในการลงพระนามของกรมขุนชัยนาทนเรนทร ณัฐพล ใจจริงได้เขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ของเขาเรื่อง “การเมืองไทยสมัยรัฐาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2491-2500” (ดุษฎีบัณทิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552) ในหน้า 63 ว่า “การรัฐประหารครั้งนี้ไม่อาจสำเร็จได้หากปราศจากสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของกรมพระยาชันนาทนเรทร ผู้สำเร็จราชการฯ และทรงมีบทบาทในการรับรองการรัฐประหารอย่างแข็งขัน” (รวมถึงในหนังสือของเขาชื่อ ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี: การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500 ฉบับพิมพ์ครั้งแรกก็มีการระบุในลักษณะดังกล่าว)

คำว่า “รับรองการรัฐประหารอย่างแข็งขัน” ณัฐพลได้อ้างอิงมาจากเอกสารของ Edwin F. Stanton เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผู้เขียนพบว่า Stanton ใช้คำว่า acquiesce ซึ่งผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษบางท่านแปลว่า ยอมรับอย่างไม่ค่อยสมัครใจหรือยอมรับอย่างไม่ค่อยเห็นด้วย และ Stanton เขียนว่า กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงยอมรับรัฐประหารภายใต้แรงกดดัน (under pressure) ดังนั้น การแปลถ้อยความ acquiesce ว่า รับรองอย่างแข็งขันเป็นการแปลที่ผิดพลาด และข้อความที่ Stanton เขียนในเอกสารของเขาคือ “Later the Prince Regent (กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) told met it seemed to be in the best interest of the country to acquiesce in what had been done in order to avoid bloodshed.” ซึ่งผู้เขี่ยวชาญภาษาอังกฤษอีกท่านแปลว่า “ดูจะเป็นประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อประเทศที่จะยอมจำนน (acquiesce) ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด”

นอกจากนี้ ในหนังสือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ที่บันทึกโดย ว.ช. ประสังสิต (2492) กล่าวในหน้า 225-227 ว่า “คณะรัฐประหารจึ่งได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 ซึ่งคณะรัฐประหารได้เตรียมร่างไว้แล้ว มอบให้นาวาเอก กาจ กาจสงครามกับพันโทถนอม กิตติขจร เป็นผู้แทนนำไปให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนาม ครั้นเวลา 1.00 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 จี่งนาวาอากาศเอก [6] กาจ กาจสงคราม พันโทถนอม กิตติขจร ประจำกองโรงเรียนนายร้อยทหารบก พร้อมด้วยนักเรียนนายร้อยมีกำลัง 20 คน และนายประพันธ์ ศิริกาญจน์ เป็นผู้ติดตาม ได้เดินทางไปเฝ้าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่วังถนนวิทยุ ตำบลศาลาแดง เพื่อถวายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 ให้ลงพระนาม และคณะผู้แทนปรึกษากันว่า การที่คณะผู้แทนจะเข้าไปเฝ้าแต่โดยลำพังในเวลาวิกาลเที่ยงคืนดึกดื่น เกรงว่าจะเป็นการอคารวะและไม่เป็นการสมควร ทั้งอาจทำให้เข้าพระทัยผิดและตกพระทัยได้ จะทำให้การใหญ่เสียไป จำเป็นต้องหาเจ้านายที่เป็นเชื้อพระวงศ์ ที่สนิทคุ้นเคยกับประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นผู้นำไปเฝ้าจึงจะได้ผลดี ในทันทีนั้น นาวาอากาศเอกกาจ กาจสงครามก็นึกขึ้นได้ว่า หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญสิริ จักรพันธ์อาจทรงเป็นผู้นำในเรื่องนี้ได้ดี จึ่งทูลขอร้องหม่อมเจ้า จักรพันธ์ เพ็ญสิริ จักรพันธ์ กับหม่อมวิภา จักรพันธ์ ให้เป็นผู้นำเข้าเฝ้า [7]….ครั้นประธานผู้สำเร็จราชการทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ นายนาวาอากาศเอก กาจ กาจสงคราม กับคณะผู้แทนได้เข้าเฝ้าทูลประพฤติเหตุและวัตถุประสงค์ที่มาขอเฝ้าให้ทรงทราบ ในชั้นแรกประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทรงอึดอัดขัดข้องในการที่จะทรงลงพระนามในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2490 นาวาอากาศเอก กาจ กาจสงครามได้ทูลชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่างๆ มีการโต้ตอบกันอยู่จนเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ประธานผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้ทอดพระเนตร์รัฐธรรมนูญจนเป็นที่พอพระทัย จึ่งลงพระนามเมื่อเวลา 2.28 น. คณะผู้แทนคณะรัฐประหารรู้สึกปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถวายบังคมลาไปหาพระยามานวราชเสวี ผู้สำเร็จราชการอีกคนหนึ่ง ที่บ้านตำบลถนนสาธร เพื่อขอให้ลงนามในรัฐธรรมนูญ ครั้นไปถึงบ้านพระยามานวราชเสวี พระยามานวราชเสวีไม่เต็มใจรับรอง ได้หลบหนีออกทางหลัง”

ในหนังสือ ประเทศไทยจะต้องเป็นคอมมูนิสต์ (2493) ที่เขียนโดย “คนสภา” หน้า 282-283 ได้กล่าวว่า “ครั้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 เวลา 1.00 น. นาวาอากาศเอก กาจ กาจสงคราม พันโทถนอม กิตติขจร ประจำกองโรงเรียนนายร้อยทหารบก พร้อมด้วยนักเรียนนายร้อยทหารบกรวมกำลัง 20 คน และนายประพันธ์ สิริกาญจน์เป็นผู้ติดตามไปด้วยผู้หนึ่ง เพื่อไปเฝ้ากรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่วังถนนวิทยุ ศาลาแดง โดยการนำของหม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธ์ กับหม่อมวิภา จักรพันธ์ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ที่คุ้นเคยสนิทสนมกับท่านประธานผู้สำเร็จฯ มานานแล้ว เมื่อไปถึงวังที่วิทยุแล้ว ท่านหม่อมทั้งสองพระองค์ก็ได้เข้าไปในวังกราบทูลเรื่องราวให้ท่านประธานผู้สำเร็จทรงทราบเป็นส่วนตัวเสียก่อน ครั้นพระองค์ ท่านได้ทรงทราบและทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ แล้วหลวงกาจ กาจสงครามพร้อมด้วยคณะผู้แทนได้เข้าเฝ้าทูลวัตถุประสงค์ในการที่เข้าเฝ้าครั้งนี้ให้ท่านประธานผู้สำเร็จทรงทราบตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย ในชั้นแรก หลวงกาจฯ ได้แจ้งถึงเหตุและผลกับท่านประธานผู้สำเร็จอยู่นานเกือบสองชั่วโมง ท่านหัวหน้าตุ่มแดงได้พยายามทูลชี้แจงในทุกๆ ปัญหาที่พระองค์ท่านมีความข้องพระทัย และทูลชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างนี้ ผู้ร่างได้พยายามเทอดทูลและให้สิทธิแก่งวงศ์จักรีมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ท่านประธานผู้สำเร็จราชการได้ทรงทอดพระเนตรรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวทบไปทวนมาอยู่หลายครั้ง พระองค์ท่านจึงได้วางพระทัยรับรองในรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2490 เวลา 2.28 น. …” นอกจากเอกสารเรื่อง Brief Authority: Excursions of a Common Man in an Uncommon World (1956) ของ Edwin F. Stanton อดีตเอกอัคราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยและหนังสือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ที่บันทึกโดย ว.ช. ประสังสิต (2492) และหนังสือ ประเทศไทยจะต้องเป็นคอมมูนิสต์ (2493) แล้ว ในเอกสารเรื่อง The November 1947 Coup: Britain, Pibul Songgram and the Coup ของ Nik Anuar Nik Mahmud เป็นนักวิชาการและศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ชาวมาเลเซียที่มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประวัติศาสตร์การเมืองของไทยและมาเลเซีย (ซึ่งเป็นหนังสือที่ณัฐพล ใจจริงใช้อ้าอิงอยู่ด้วย) ได้เขียนถึงเหตุการณ์ตอนที่กรมขุนชัยนาทนเรนทรลงพระนามรับรองรัฐธรรมนูญไว้ในหน้า 49 ว่า “[Prince Rangsit] had been forced practically at the point of a tommy gun” ซึ่งแปลความเป็นไทยได้ดังต่อไปนี้

“กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องลงพระนามภายใต้การขู่บังคับด้วยอาวุธปืน” หรือ

“ทรงถูกบังคับ [ให้ลงพระนาม] โดยมีปืนทอมมี่จ่อบังคับอยู่แทบจะในทันที” หรือ

“ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการลงพระนามของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น เป็นไปโดยกึ่งบังคับภายใต้การคุกคามด้วยอาวุธโดยคณะรัฐประหาร”

นอกจากนี้ Mahmud ยังเขียนต่อไว้ด้วยว่า “He (กรมขุนชัยนาทฯ) said that he would never trust Pibul who, like, Pridi, was very much at the mercy of certain extremely unscrupulous persons. He intimated that the longer the present Cabinet remained dependent upon Pibul for protection the more difficult they would find it to shake off.” ซึ่งแปลความได้ว่า

“พระองค์ (กรมขุนชัยนาทฯ) ทรงระบุว่ามิอาจไว้วางใจจอมพล ป. ได้ เนื่องจากจอมพล ป. เองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับกรณีของนายปรีดีฯ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แสดงทัศนะเชิงชี้แนะว่า ยิ่งคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันต้องพึ่งพาการคุ้มครองจากจอมพล ป. นานเพียงใด การจะสลัดตนให้พ้นจากอิทธิพลดังกล่าวในภายหลังก็จะทวีความยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น”

จากที่กล่าวไปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของ Stanton หรือของ ว.ช. ประสังสิต หรือของ คนสภา หรือของ Mahmud ไม่สามารถกล่าวได้เลยว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงร่วมมือกับคณะนายทหารในการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และแม้ว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะส่อไปในทางให้พระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์มากหากพิจารณาโดยผิวเผิน แต่พระองค์ก็มิได้ทรงลงพระนามด้วยความเต็มพระทัย แต่กลับจะไม่เต็มพระทัยที่จะลงนาม แต่ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ ทั้งพระองค์ยังไม่ทรงไว้วางพระทัยที่รัฐบาลและการเมืองไทยอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และทัศนะเชิงชี้แนะของพระองค์ก็เป็นจริง ดังที่ Stanton ได้เขียนไว้ในหน้า 210 ว่า “Most knowledgeable observers felt that the new Government could not last; that, once having served the purposes of the military group, it would be pushed aside, the curtain lifted, and the real power, Field Marshal Phibul, would emerge.” ซึ่งแปลความได้ว่า

“ผู้สังเกตการณ์ที่มีความรอบรู้ส่วนใหญ่ต่างตระหนักดีว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้ (รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ที่แต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว) ไม่อาจดำรงอยู่ได้ยาวนาน กล่าวคือ เมื่อใดที่รัฐบาลปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของคณะทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกผลักให้พ้นไป เมื่อนั้นม่านการเมืองจะถูกเปิดออกเพื่อเผยให้เห็นผู้ถือครองอำนาจที่แท้จริง นั่นคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะปรากฏตัวขึ้นในฐานะผู้นำ”

ในขณะที่ตอนแรกของการทำรัฐประหาร ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารคือ พลโทผิณ ชุณหะวัณ นายทหารนอกราชการเพื่อนร่วมรุ่นของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และหลังจากรัฐประหารเพียงหนึ่งวัน พลโทผิณก็ตั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490

หากณัฐพล ใจจริง อ้างว่า ตนเองเป็นผู้ตีความเองว่า กรมพระยาชัยนาทนเรนทรน่าจะรับรองอย่างแข็งขัน โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของพระองค์ที่ผ่านมา และจากกรณีที่พระองค์เคยต้องข้อหากบฏ และพระองค์มีพฤติกรรมสนับสนุนฝ่ายเจ้า แต่การอ้างว่าเป็นการ “ตีความ” ที่ผิดพลาดโดยมีความหมายในทางตรงกันข้ามกับความหมายที่แท้จริงของคำ ย่อมแสดงให้เห็นถึงอคติที่ณัฐพลมีต่อกรมพระยาชัยนาทนเรนทรและสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการนองเลือดหรือไม่ ? อันเป็นสถานการณ์ที่กดดันให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ต้องจำพระทัยลงพระนามในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดจากการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายรัฐประหาร จากการค้นข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ในช่วงเวลานั้น ได้ความดังต่อไปนี้

หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ฉบับประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2490 รายงานเหตุการณ์ ดังนี้

ค้นทำเนียบปรีดี” (พาดหัว)

“ประมาณ 1 น. เศษ ของวันที่ 9 รถเกราะ 4 คันได้บ่ายหน้าไปยังทำเนียบท่าช้าง เชิญตัวรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ออกมาพบ แต่ตำรวจรักษาการณ์ชัดขวาง จึงได้เกิดยิงกันขึ้นเล็กน้อย กระสุนปืนประจำรถเกราะถูกกำแพงเป็นรู 5-6 นัด แล้วรถเกราะก็ดันประตูหลุดเข้าไปในเขตต์ทำเนียบ ปืนประจำรถเกราะยิงถูกตึกเป็นรูอีก 4-5 แห่ง แต่ไม่มีใครเป็นอันตราย คณะทหารสั่งให้ตำรวจยามปลดอาวุธแล้วเข้าพบกับนางพูลสุข พนมยง์ เพราะรัฐบุรุษอาวุโสไม่อยู่ แต่มีผู้ทราบจากปากคำชาวเรือซึ่งจอดอยู่ชายน้ำใกล้ๆ ทำเนียบว่า ขณะเกิดการยิงกันหน้าทำเนียบนั้น นายปรีดีได้ลงเรือหลบไปก่อนแล้ว หลังจากเข้าตรวจค้นดูทุกๆห้อง และพลเอกหลวงอดุลเดชจรัสได้ไปถึง คณะทหารก็กลับไป” (สุชิน ตันติกุล, ผลสะท้อนทางการเมืองของรัฐประหาร พ.ศ. 2490, วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญารัฐศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2517, หน้า 72.)

ส่วน “หนังสือพิมพ์เอกราช ฉบับพิเศษ อาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2490

อดุลย์ถอนทหารต่อสู้ ปรีดีหนีลงไปทางน้ำ!

เหตุการณ์ที่ท่าช้าง เวลาราว 3 น. หน่วยหนึ่งของคณะปฏิวัติ ได้พุ่งเข้าสู่ทำเนียบท่าช้าง และเจรจากับยามประตูขอพบตัวนายปรีดี ได้มีการยิงตอบมานัดหนึ่ง เป็นเหตุให้เกิดปะทะกันเล็กน้อย เมื่อใช้กำลังรถเกราะบุกผ่านประตูเข้าไปได้ ปรากฏว่านายปรีดีได้หนีไปเสียแล้วโดยทางน้ำ

หนังสือพิมพ์เอกราชข่าวพิเศษเที่ยง จันทร์ 10 พฤศจิกายน 2490

นายปรีดีลงเรือเร็ว หนีออกทะเล ยิงสู้กันเพื่อจับตัวปรีดี ที่ท่าช้าง ทหารเข้ายึดการปกครอง..!” ในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า “ในหนังสือหลากบทชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่เขียนโดย “นรุตม์” ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 วันจริงน่าจะเป็นคืนวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เหตุการณ์ระทึกใจได้เกิดขึ้นที่ทำเนียบท่าช้าง ดังที่ได้ถ่ายทอดคำบอกเล่าของคู่ชีวิตรัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์ มีความว่า

เกือบสองยาม แสงไฟสว่างโร่สาดจ้าเข้ามาในห้องนอน ปลุกให้ดิฉันสะดุ้งตื่นขึ้น เป็นไฟจากรถถังที่จอดอยู่แถวหน้าประตูมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ฯ ด้านถนนพระอาทิตย์ ดิฉันลุกขึ้นเปิดประตูออกมา เห็นห้องนั่งเล่นชั้นบนมีหนังสือพิมพ์วางระเกะระกะอยู่ แต่ไม่พบนายปรีดี เลยเดินลงมาข้างล่าง พบนายปลั่ง มีจุล ซึ่งเป็นคนในบ้านคนหนึ่ง

‘เอ๊ะ! ปลั่งท่านไปไหนล่ะ’ ดิฉันเอ่ยถามขึ้น

ที่ท่านผู้หญิงถามถึง ‘ท่าน’ ซึ่งหมายถึงนายปรีดี พนมยงค์ นั้นก็เพราะท่านผู้หญิงได้ขึ้นไปนอนก่อนและนายปรีดี พนมยงค์ มีภารกิจต้องพบกันบุคคลสำคัญในรัฐบาลและกองทัพ ดังที่มีคำบอกเล่าก่อนหน้านั้นว่า ‘ตกตอนค่ำ ดิฉันรู้สึกไม่สบาย จึงขอตัวขึ้นมานอนพักผ่อนบนบ้านก่อน ไม่ได้อยู่ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนายปรีดี ซึ่งกำลังมีแขก 2 คน คือ หลวงอดุลย์ฯ กับหลวงธำ รงฯ ที่มาปรึกษาเรื่องการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี’

คำถามของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่ถามนายปลั่ง มีจุลนั้นได้คำตอบว่า

‘ท่านไปแล้วครับ’ ยังไม่ทันจบคำตอบ

มิทันขาดคำ เสียงปืนแผดสนั่นขึ้นกราวใหญ่ที่บริเวณชั้นบนของบ้านด้านริมถนน ลูกปาลวิ่งออกมาจากห้องนอนด้วยความตกใจ พลางฉุดดิฉันหลบขึ้นมานอนหมอบราบกับพื้นในห้องนอนของลูก ๆ ผู้หญิงที่อยู่ด้านริมแม่น้ำ และคอยถามว่าแม่เป็นอย่างไรบ้าง เพราะพวกเราปิดไฟอยู่ในความมืด เนื้อตัวทุกคนไหวระริกด้วยความตื่นเต้นและตกใจกลัว เหตุการณ์ระดมยิงนี้เกิดขึ้นที่บ้านพักของ ‘รัฐบุรุษอาวุโส’ นายปรีดี พนมยงค์ ตอนนั้นนายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี หน่วยทหารที่มาต้องการมาจับนายปรีดี พนมยงค์ เพราะคงเห็นว่าเป็นบุคคลนอกรัฐบาลที่ยังมีคนในรัฐบาลเกรงใจและเป็นผู้ที่มีผู้คนเคารพนับถือด้วยว่าเป็นหัวหน้าเสรีไทยต่อสู้ญี่ปุ่นมาในยามสงคราม……….. ดังที่กล่าวมาแล้วว่าเป็นเพราะ ผบ.ทหารบก พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส นั้นท่านไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาด เมื่อท่านรู้ว่าลูกน้องทหารบกของท่านนำกำลังออกมา ท่านก็ไม่ได้ต้านทานอะไรมาก หากเพียงแต่ไล่กลับเข้ากรมกอง อันกลุ่มทหารที่ท่านไล่กลับคือกลุ่มที่นำโดย พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ ที่มุ่งจะไปจับ นายปรีดี พนมยงค์ การที่ ผบ.ทหารบกได้ขวางรถของ พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ จนเขาต้องลงจากรถมาเผชิญหน้ากับท่านนั้น ได้มีผู้เขียนเล่าเอาไว้น่าสนใจ ผู้เขียนเล่าก็คือ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ ท่านเขียนเล่าไว้ใน ‘13 ปี กับบุรุษเหล็กแห่งเอเชีย’ โดยอ้างว่า พล.อ.อดุล อดุลเดชจรัส ได้ถาม พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ ว่าจะไปไหน เมื่อ พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ ตอบว่าจะไปที่ทำเนียบท่าช้าง พล.อ.อดุล อดุลเดชจรัส จึงสั่งให้ทหารถอดลูกเลื่อนปืนของทหารออกทั้งหมด ดังที่ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ เขียนว่า ‘แล้วลูกเลื่อนปืนทุกกระบอกของทหารบนรถก็เข้าไปนอนกองอยู่ในรถเก๋งสีดำของนายพลตาดุทั้งหมด’

พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ ได้สรุปเรื่องตอนนี้ว่า ‘คืนนั้น พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ คุมทหารที่แบกปืนไม่มีลูกเลื่อนทั้งคันรถไปจับท่านปรีดี แต่การปฏิวัติก็สำเร็จ และเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง’ การที่กลุ่มทหารที่นำโดย พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ ไปถึงทำเนียบท่าช้างแล้วไม่พบ นายปรีดี พนมยงค์ ก็อาจเป็นเพราะไปถึงช้าจึงคาดกันกับนายปรีดี พนมยงค์ ที่หลบลงเรือจ้างออกไปจากทำเนียบท่าช้างก่อนหน้าที่กลุ่มทหารจะไปถึงไม่กี่นาที แต่การระดมยิงทำเนียบท่าช้างด้วยกระสุนจริงในวันที่ พ.ท.ละม้าย อุทยานานนท์ และทหารไปที่ทำเนียบท่าช้างก็เป็นเรื่องที่มีผู้อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้ว่าจริงอีกเช่นกัน ส่วนทางด้านตำรวจนั้นน่าสนใจข้อเขียนของ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ เพราะเป็นคำให้การของนายตำรวจหนุ่มซึ่งในวันเกิดเหตุเป็นร้อยตำรวจโท เขาเล่าเองว่าทางตำรวจสันติบาลได้มีการนัดหมายกันล่วงหน้าหากมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นจะทำอย่างไร ‘วันหนึ่งพี่เชื้อก็ประชุมพวกเราทั้งหมดและบอกแผนการให้ทราบทั่วกันว่า ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นก็ให้พวกเราทุกคน พร้อมด้วยอาวุธครบมือไปรวมกำลังพบกันที่บริเวณเมรุวัดเทพศิรินทร์เพื่อฟังคำสั่งต่อไป และให้ใช้สัญญาณอันเดียวกันกับที่เคยใช้เมื่อทำงานเสรีไทย…’

ในคืนวันเกิดเหตุ ร.ต.ท.พุฒ บูรณสมภพ ก็อยู่ที่เวทีลีลาศสวนอัมพรและเขาก็จำคำนัดหมายได้ จึงได้รีบเดินทางมาที่วัดเทพศิรินทร์ แต่ก็ไม่พบใคร ดังที่ ร.ต.ท.พุฒ บูรณสมภพ ในวันนั้นเล่าเรื่องต่อว่า ‘ผมหันไปมองทางเมรุซึ่งอยู่ใกล้ ๆ แล้ว ชักจะไม่ดี ผมก็เลยขับรถออกมาจากที่นั่น เฉี่ยวไปที่กองตรวจก่อน เพราะอยู่ใกล้…เงียบ…? ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ผมบึ่งไปที่สันติภาพก็เงียบอีก ไม่รู้จะไปไหนอีกแล้ว ผมก็กลับบ้าน’ โดยคุณพุฒ บูรณสมภพ บอกว่ามาทราบภายหลังว่าเขาเปลี่ยนที่นัดหมายกันใหม่ไปที่บ้านหลวงสังวรณ์ สุวรรณชีพ ซึ่งจะมีตำรวจไปพบกันมากน้อยเท่าใดไม่ทราบ แต่หลวงสังวรณ์ฯ เองก็หายตัวจากบ้านไป การยึดอำนาจจึงสำเร็จลงได้โดยง่าย เพราะไม่มีการต่อสู้จากทางฝ่ายรัฐบาลเลย เพราะผู้นำสำคัญต่างถอยหลบลี้หนีหายกันหมด” (ศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร, ทำเนียบท่าช้าง, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า, https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=ทำเนียบท่าช้าง)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

[1] กาจ กาจสงคราม, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า, https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1#ftn11

[2] อนุชา อชิรเสนา, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย, วิทยานิพนธ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีกกรศึกษ 2559, หน้า 210.

[3] อนุชา อชิรเสนา, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย, วิทยานิพนธ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีกกรศึกษ 2559, หน้า 212.

[4] ณัฐพล ใจจริง, การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552, หน้า 62-65.

[5] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย: ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งที่สอง (พ.ศ. 2491-2500), (กรุงเทพฯ: 6 ตุลารำลึก, 2550); ณัฐพล ใจจริง, “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร: การก่อตัวของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’”, ฟ้าเดียวกัน 6, 1 (มกราคม-มีนาคม 2551): 104-146, อ้างใน ณัฐพล ใจจริง, การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552, หน้า 6.

[6] ผู้เขียนคัดลอกตามที่ ว.ช. ประสังสิต บันทึก โดยเขาใช้ยศทั้ง นาวาเอก และ นาวาอากาศเอก

[7] พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เสกสมรสกับวิภา เก่งระดมยิง บุตรสาวของพลโท หลวงกาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง) เมื่อพ.ศ. 2484

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...