วิกฤตลามทั้งห่วงโซ่ สงครามดันราคายาพุ่ง! ไทยเสี่ยงรับศึกจากนำเข้า
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นกว่า 61% ไปแตะระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงมีนาคม 2569 หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้กำลังลุกลามมายัง ‘ตู้ยา’ ในบ้านของเรา ผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก
ความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือยาและเวชภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่เกือบทั้งหมด มีสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตยาจึงเพิ่มขึ้นตามทันที ขณะเดียวกัน วิกฤตการเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ยังทำให้ค่าระวางเรือพุ่งเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และการขนส่งล่าช้าออกไปมากกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ผลิตยารายใหญ่ของโลกต้องปรับราคาสารตั้งต้นและยาเพิ่มขึ้นราว 20%
สำหรับประเทศไทย องค์การเภสัชกรรมระบุว่า ทุกๆ 2 บาทที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตยาเพิ่มขึ้นประมาณ 4% แม้ขณะนี้ยังมีสต็อกยาเพียงพอสำหรับ 3-6 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ การเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสาธารณสุขทันที
ห่วงโซ่อุปทานสะดุด
แน่นอนว่าผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาพลังงาน แต่ยังลามไปถึงระบบขนส่งทั่วโลก ปริมาณสินค้าที่ผ่านคลองสุเอซลดลงกว่า 50% ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้นราว 30-40% ระบบบริหารสต็อกแบบทันเวลา (Just-in-Time) ที่อุตสาหกรรมยาใช้เป็นหลักจึงเริ่มมีความเสี่ยง
ความล่าช้าเพียงไม่กี่วัน อาจทำให้ยาบางชนิดขาดตลาด โดยเฉพาะยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง เช่น ยาปฏิชีวนะหรือยาสำหรับโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือยังทำให้ต้นทุนประกันภัยและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคายาปรับสูงขึ้นจากหลายปัจจัยพร้อมกัน และในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาคอขวดของเส้นทางเดินเรือโลกไม่ได้เกิดเฉพาะจุดเดียว แต่เกิดพร้อมกันหลายพื้นที่ ทำให้เคมีภัณฑ์และวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมยากว่า 24% เผชิญทั้งความล่าช้าและราคาที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไทยแบกความเสี่ยงเพราะนำเข้าเป็นหลัก
ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้ายาและสารตั้งต้นจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีมูลค่านำเข้ากว่า 3.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกยังอยู่ในระดับต่ำ สารตั้งต้นส่วนใหญ่มาจากจีนและอินเดีย ทำให้เมื่อเกิดความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนยาได้ทันที
ในขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ยายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยประชากรอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วนมากกว่า 21% ของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่งผลให้งบประมาณด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นกว่า 8% ต่อปี
ทางออกคือ สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน
ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมยาต้นน้ำ การผลิตสารตั้งต้นเอง การเพิ่มกำลังในการผลิตยา ตลอดจนใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษี 8-10 ปี เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยาขั้นสูงและเทคโนโลยีชีวภาพ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจคือ การยกระดับ ‘สมุนไพรไทย’ ให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้เป็นทางเลือกทดแทนยาแผนปัจจุบันในบางกลุ่มอาการ หากสามารถทดแทนได้เพียง 20-30% จะช่วยลดการนำเข้ายาได้หลายพันล้านบาทต่อปี และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ในระยะยาว
โดยสรุปแล้ว การพึ่งพาตนเองด้านยาและเวชภัณฑ์คือการสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางสุขภาพ คือรากฐานสำคัญที่กำหนดความมั่นคงของชีวิตและสังคมในระยะยาว