โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตลามทั้งห่วงโซ่ สงครามดันราคายาพุ่ง! ไทยเสี่ยงรับศึกจากนำเข้า

เดลินิวส์

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
น้ำมันพุ่ง-โซ่อุปทานสะดุด ลามราคายาทั่วโลก ไทยเสี่ยงรับศึกจากโครงสร้างพึ่งพานำเข้า

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นกว่า 61% ไปแตะระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงมีนาคม 2569 หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้กำลังลุกลามมายัง ‘ตู้ยา’ ในบ้านของเรา ผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก

ความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือยาและเวชภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่เกือบทั้งหมด มีสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตยาจึงเพิ่มขึ้นตามทันที ขณะเดียวกัน วิกฤตการเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ยังทำให้ค่าระวางเรือพุ่งเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และการขนส่งล่าช้าออกไปมากกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ผลิตยารายใหญ่ของโลกต้องปรับราคาสารตั้งต้นและยาเพิ่มขึ้นราว 20%

สำหรับประเทศไทย องค์การเภสัชกรรมระบุว่า ทุกๆ 2 บาทที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตยาเพิ่มขึ้นประมาณ 4% แม้ขณะนี้ยังมีสต็อกยาเพียงพอสำหรับ 3-6 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ การเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสาธารณสุขทันที

ห่วงโซ่อุปทานสะดุด

แน่นอนว่าผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาพลังงาน แต่ยังลามไปถึงระบบขนส่งทั่วโลก ปริมาณสินค้าที่ผ่านคลองสุเอซลดลงกว่า 50% ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้นราว 30-40% ระบบบริหารสต็อกแบบทันเวลา (Just-in-Time) ที่อุตสาหกรรมยาใช้เป็นหลักจึงเริ่มมีความเสี่ยง

ความล่าช้าเพียงไม่กี่วัน อาจทำให้ยาบางชนิดขาดตลาด โดยเฉพาะยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง เช่น ยาปฏิชีวนะหรือยาสำหรับโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือยังทำให้ต้นทุนประกันภัยและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคายาปรับสูงขึ้นจากหลายปัจจัยพร้อมกัน และในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาคอขวดของเส้นทางเดินเรือโลกไม่ได้เกิดเฉพาะจุดเดียว แต่เกิดพร้อมกันหลายพื้นที่ ทำให้เคมีภัณฑ์และวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมยากว่า 24% เผชิญทั้งความล่าช้าและราคาที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไทยแบกความเสี่ยงเพราะนำเข้าเป็นหลัก

ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้ายาและสารตั้งต้นจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยมีมูลค่านำเข้ากว่า 3.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกยังอยู่ในระดับต่ำ สารตั้งต้นส่วนใหญ่มาจากจีนและอินเดีย ทำให้เมื่อเกิดความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนยาได้ทันที

ในขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ยายังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยประชากรอายุเกิน 60 ปีมีสัดส่วนมากกว่า 21% ของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ส่งผลให้งบประมาณด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นกว่า 8% ต่อปี

ทางออกคือ สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมยาต้นน้ำ การผลิตสารตั้งต้นเอง การเพิ่มกำลังในการผลิตยา ตลอดจนใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษี 8-10 ปี เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยาขั้นสูงและเทคโนโลยีชีวภาพ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจคือ การยกระดับ ‘สมุนไพรไทย’ ให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้เป็นทางเลือกทดแทนยาแผนปัจจุบันในบางกลุ่มอาการ หากสามารถทดแทนได้เพียง 20-30% จะช่วยลดการนำเข้ายาได้หลายพันล้านบาทต่อปี และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การพึ่งพาตนเองด้านยาและเวชภัณฑ์คือการสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางสุขภาพ คือรากฐานสำคัญที่กำหนดความมั่นคงของชีวิตและสังคมในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...