โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำดื่มกับไต ความจริงที่ตำราต่างชาติอาจไม่ได้บอกคนไทย

The Better

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
โดย…นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

หลังจากเพลิดเพลินการเขียนบทความเกี่ยวกับสังคมการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจเรามาคุยเรื่องสุขภาพบ้างดีกว่าครับ

ในโลกของการดูแลสุขภาพ เรามักได้ยินคำแนะนำว่า การดื่มน้ำแร่ดีต่อร่างกาย เพราะช่วยเติมแร่ธาตุที่จำเป็น หรือการดื่มน้ำที่ผ่านการกรองจนบริสุทธิ์อย่างน้ำระบบ RO จะทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุและส่งผลเสียต่อหัวใจ คำแนะนำเหล่านี้มักอ้างอิงจากงานวิจัยในต่างประเทศที่มีบริบททางอาหารและสภาพแวดล้อมที่ต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในกรุงเทพฯ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ความจริงอาจกลับกันอย่างสิ้นเชิง

มายาคติเรื่องน้ำแร่กับภาระที่มองไม่เห็นของไต

ความเชื่อที่ว่าน้ำแร่ดีต่อสุขภาพนั้นมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องการชดเชยแร่ธาตุ แต่ในทางสรีรวิทยา ไตมีหน้าที่หลักในการรักษาความเข้มข้นของสารละลายในเลือด (Osmolality) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่สมดุลตลอดเวลา เมื่อเราดื่มน้ำที่มีแร่ธาตุสูง เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม หรือโซเดียมเข้าไป ไตต้องรับภาระที่เรียกว่า Renal Solute Load คือการต้องใช้พลังงานในระดับเซลล์และกลไกการคัดกรองเพื่อขับแร่ธาตุส่วนเกินเหล่านี้ออกไป

สำหรับคนที่มีค่าการทำงานของไตเริ่มลดลง เช่น ค่า Creatinine แตะระดับ 1.4 ถึง 1.5 ความสามารถในการรักษาความสมดุลนี้จะเริ่มถดถอย การดื่มน้ำแร่แทนน้ำเปล่าปกติจึงเป็นการบังคับให้หน่วยไตที่เหลืออยู่ต้องทำงานหนักขึ้น (Hyperfiltration) เพื่อกำจัดแร่ธาตุที่เป็นส่วนเกิน ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลให้การเสื่อมของไตดำเนินไปรวดเร็วกว่าเดิม นอกจากนี้ แร่ธาตุในน้ำมักอยู่ในรูปสารอนินทรีย์ (Inorganic Minerals) ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับแร่ธาตุในรูปแบบอินทรีย์ที่พบในอาหาร

ทำไมน้ำประปากรุงเทพฯ ถึงอาจเป็นภาระต่อไต

ปัญหาใหญ่ที่คนเมืองต้องเจอทุกปีคือภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งทำให้น้ำดิบที่นำมาผลิตน้ำประปามีความเค็มสูงขึ้น แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามควบคุม แต่ค่าโซเดียมและคลอไรด์ที่ปนมากับน้ำมักจะสูงเกินกว่าที่เครื่องกรองน้ำทั่วไปตามบ้านจะกำจัดได้ เครื่องกรองระบบทั่วไปสามารถกรองกลิ่นและเชื้อโรคได้ดี แต่ไม่สามารถแยกเอาอิเล็กโทรไลต์หรือความเค็มออกได้

สำหรับคนทั่วไปที่มีค่าไตปกติ ไตอาจยังพอรับมือกับโซเดียมแฝงเหล่านี้ได้ แต่สำหรับคนที่มีโรคเรื้อรัง การได้รับโซเดียมและคลอไรด์จากน้ำดื่มวันละ 2 ถึง 3 ลิตร คือการเพิ่มงานให้ไตโดยไม่จำเป็น เปรียบเหมือนการสั่งให้เครื่องยนต์ที่เริ่มล้าต้องแบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

ความลับของคลอไรด์ ตัวการที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจคือ เมื่อร่างกายได้รับคลอไรด์ในปริมาณสูงเกินไป ไตจะมีกลไกตอบสนองที่เรียกว่า Tubuloglomerular Feedback ซึ่งส่งผลให้เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หน่วยไตหดตัวลง เมื่อเส้นเลือดหดตัว อัตราการกรองของไตก็จะลดลงทันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนที่ค่าไตเริ่มไม่ดี เมื่อเปลี่ยนมาดื่มน้ำ RO ซึ่งไม่มีคลอไรด์และโซเดียมปนอยู่เลย ค่าการทำงานของไตจึงกลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บริบทคนไทยกับแหล่งแร่ธาตุที่แท้จริง

คำเตือนที่ว่าการดื่มน้ำ RO นานๆ จะทำให้ขาดแร่ธาตุนั้น อาจใช้ได้ในกลุ่มประเทศที่กินอาหารรสจืดและปรุงแต่งน้อยมาก แต่ในบริบทของคนไทยที่อาหารส่วนใหญ่มีโซเดียมและแร่ธาตุสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งจากเครื่องปรุง น้ำปลา ผงชูรส หรือแร่ธาตุจากผักและเนื้อสัตว์ ร่างกายเราได้รับแร่ธาตุจากอาหารเกินกว่า 95 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แร่ธาตุในน้ำดื่มจึงมีสัดส่วนที่น้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญในแง่ของโภชนาการ

การเลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์อย่าง RO จึงไม่ใช่การทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร แต่เป็นการใช้กระบวนการชะล้างส่วนเกิน และลดภาระให้กับไตในการขับของเสียออก เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ไตได้พักและฟื้นฟูตัวเอง

สรุป

น้ำ RO คือเครื่องมือปกป้องไตที่สำคัญสำหรับคนเมืองและกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในสภาพแวดล้อมที่น้ำประปามีความเสี่ยงเรื่องความเค็มแฝง และอาหารประจำวันมีโซเดียมสูงอยู่แล้ว การเปลี่ยนมาดื่มน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดคือการเลือกที่ฉลาดที่สุดเพื่อสุขภาพไตในระยะยาว อย่าให้คำแนะนำจากตำราที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตคนไทย มาทำให้เราละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกายและผลตรวจเลือดที่อยู่ตรงหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...