โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามสั่งด่วน! “อินเดีย-จีน” แย่งน้ำมันซาอุฯ ท่ามกลางการผลิตตึงตัว ชี้ของมีสำคัญกว่าราคา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 03.05 น.

การส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปอินเดียเพิ่มขึ้น แต่ยังเทไปจีนเป็นหลัก นักวิเคราะห์เตือนภาวะสงครามยืดเยื้อ ปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่ราคา แต่คือความพร้อมของอุปทาน

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 03.53 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อินเดียและจีน ซึ่งเป็นสองประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก กำลังเผชิญการแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงอุปทานน้ำมันดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด หลังความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังไร้ความคืบหน้า ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกตึงตัวมากขึ้น ทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะแข่งขันแย่งของอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะน้ำมันจากรัสเซีย และในระดับรองลงมาคือซาอุดีอาระเบีย

มู่หยู ซู นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Kpler ระบุว่า การแข่งขันแย่งน้ำมันรัสเซียระหว่างอินเดียและจีนรุนแรงอย่างมาก และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะสำหรับการส่งมอบในเดือนมิถุนายน

เมื่อวันที่ 18 เมษายน สหรัฐได้ต่ออายุการผ่อนผัน (waiver) ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรในทะเลได้อีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมน้ำมันอิหร่าน ซึ่งเกือบ 98% ถูกส่งไปยังจีน ขณะที่อินเดียได้รับเพียงส่วนน้อย

ขณะเดียวกันการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางของอิหร่าน ยังส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากประเทศอ่าวอาหรับสะดุด เพิ่มแรงกดดันให้ความต้องการน้ำมันจากรัสเซียสูงขึ้น

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันของจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียงประมาณ 222,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน จากระดับ 4.45 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงครามอิหร่าน ขณะที่อินเดียลดลงเหลือ 247,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งสองประเทศต้องเร่งหาทางจัดหาแหล่งน้ำมันทางเลือกเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไป

ซูระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย กำลังผลักดันให้ประเทศในเอเชียหันไปหาน้ำมันราคาถูกและหาได้ง่าย ซึ่งน้ำมันรัสเซียถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้

นักวิเคราะห์มองว่า อินเดียมีความเปราะบางต่อแรงกระแทกด้านอุปทานมากกว่าจีน โดยการนำเข้าน้ำมันของอินเดียลดลงในเดือนมีนาคม และมีสำรองน้ำมันเพียงพอรองรับได้ประมาณ 30 วันเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกเชื้อเพลิง ทำให้อุปสงค์ในประเทศยังไม่ลดลง

ในทางกลับกัน จีนพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็น 45–50% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด แต่มีสต็อกน้ำมันสำรองที่สามารถรองรับความต้องการได้ 3–4 เดือน ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า

มูเกช ซาห์เดฟ นักวิเคราะห์จาก XAnalysts ระบุว่า จีนมีสถานะที่ดีกว่าประเทศเอเชียอื่น ๆ แต่ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการสะสมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หากสงครามยืดเยื้อ

ทั้งนี้อินเดียนำเข้าน้ำมันรวม 4.57 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม โดยในจำนวนนี้ 2.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 47% มาจากรัสเซีย เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดือนกุมภาพันธ์ที่มีสัดส่วนราว 20% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันรวมของอินเดียลดลงกว่า 14% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม

ด้านจีน การนำเข้าน้ำมันก็ชะลอตัวลงเช่นกัน โดยลดลง 2.8% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม และหันไปพึ่งพาน้ำมันรัสเซียมากขึ้นเพื่อชดเชยอุปทานจากอิหร่านที่ถูกจำกัด

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันรัสเซีย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ลดลงเล็กน้อยจาก 1.9 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ในเดือนเมษายน อินเดียและจีนกลับมาแข่งขันกันอย่างสูสี โดยต่างฝ่ายต่างนำเข้าอยู่ที่ราว 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ก่อนเกิดสงคราม โรงกลั่นในอินเดียเคยลดการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ 2 แห่งในเดือนพฤศจิกายน และกดดันให้อินเดียลดการพึ่งพารัสเซียเพื่อแลกกับข้อตกลงการค้าที่ดีกว่า

ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่อินเดียและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า การนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียลดลงเหลือประมาณ 1.04 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.84 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้พลิกแนวโน้มดังกล่าวอีกครั้ง

เดนิส อาลีปอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำอินเดีย ให้สัมภาษณ์ว่า อินเดีย “กำลังซื้อน้ำมันรัสเซียจำนวนมาก” และรัสเซียต้องการรักษาความร่วมมือด้านพลังงานในระดับนี้ต่อไป พร้อมระบุว่ามาตรการภาษีและคว่ำบาตรของสหรัฐเป็นแรงกดดันที่ไม่ชอบธรรม

แม้อินเดียต้องรักษาสมดุลทางการค้ากับสหรัฐ แต่น้ำมันรัสเซียได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

ลิน เย่ จาก Rystad Energy ระบุว่า อินเดียได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนมากกว่าจีน เนื่องจากพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงกว่าและมีสต็อกต่ำกว่า ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญการแข่งขันจากบริษัทพลังงานรัฐของจีนที่กลับเข้ามาซื้อน้ำมันรัสเซียอีกครั้งหลังมีการผ่อนผันคว่ำบาตร

ก่อนสงครามอิหร่าน อินเดียเริ่มหันไปเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียเพื่อทดแทนน้ำมันรัสเซีย ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันจากซาอุฯ ของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ จากค่าเฉลี่ย 638,387 บาร์เรลต่อวันในปี 2568 ขณะที่ในเดือนเมษายน ซาอุฯ ส่งออกไปอินเดียประมาณ 684,190 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียยังคงส่งน้ำมันส่วนใหญ่ไปยังจีนผ่านทะเลแดง เนื่องจากมีการลงทุนในโรงกลั่นจำนวนมาก ทำให้มีแรงจูงใจในการจัดสรรอุปทานให้จีนมากกว่าอินเดีย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ซาอุฯ ส่งออกน้ำมันไปจีน 1.35 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นจาก 1.04 ล้านบาร์เรลในเดือนมีนาคม แต่ยังต่ำกว่าระดับ 1.67 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์

ซาห์เดฟสรุปว่า หากเกิดการหยุดยิงแบบไม่มีกำหนด “ราคาน้ำมันจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอีกต่อไป” แต่สิ่งที่จะชี้ขาดคือ “ใครสามารถเข้าถึงอุปทานได้” ซึ่งสะท้อนภาพการแข่งขันด้านพลังงานที่กำลังทวีความเข้มข้นในเวทีโลก

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...