สงครามสั่งด่วน! “อินเดีย-จีน” แย่งน้ำมันซาอุฯ ท่ามกลางการผลิตตึงตัว ชี้ของมีสำคัญกว่าราคา
การส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปอินเดียเพิ่มขึ้น แต่ยังเทไปจีนเป็นหลัก นักวิเคราะห์เตือนภาวะสงครามยืดเยื้อ ปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่ราคา แต่คือความพร้อมของอุปทาน
วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 03.53 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อินเดียและจีน ซึ่งเป็นสองประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก กำลังเผชิญการแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงอุปทานน้ำมันดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด หลังความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังไร้ความคืบหน้า ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกตึงตัวมากขึ้น ทั้งสองประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะแข่งขันแย่งของอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะน้ำมันจากรัสเซีย และในระดับรองลงมาคือซาอุดีอาระเบีย
มู่หยู ซู นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Kpler ระบุว่า การแข่งขันแย่งน้ำมันรัสเซียระหว่างอินเดียและจีนรุนแรงอย่างมาก และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะสำหรับการส่งมอบในเดือนมิถุนายน
เมื่อวันที่ 18 เมษายน สหรัฐได้ต่ออายุการผ่อนผัน (waiver) ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตรในทะเลได้อีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมน้ำมันอิหร่าน ซึ่งเกือบ 98% ถูกส่งไปยังจีน ขณะที่อินเดียได้รับเพียงส่วนน้อย
ขณะเดียวกันการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางของอิหร่าน ยังส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากประเทศอ่าวอาหรับสะดุด เพิ่มแรงกดดันให้ความต้องการน้ำมันจากรัสเซียสูงขึ้น
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันของจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียงประมาณ 222,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน จากระดับ 4.45 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงครามอิหร่าน ขณะที่อินเดียลดลงเหลือ 247,000 บาร์เรลต่อวัน จาก 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทั้งสองประเทศต้องเร่งหาทางจัดหาแหล่งน้ำมันทางเลือกเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไป
ซูระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย กำลังผลักดันให้ประเทศในเอเชียหันไปหาน้ำมันราคาถูกและหาได้ง่าย ซึ่งน้ำมันรัสเซียถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้
นักวิเคราะห์มองว่า อินเดียมีความเปราะบางต่อแรงกระแทกด้านอุปทานมากกว่าจีน โดยการนำเข้าน้ำมันของอินเดียลดลงในเดือนมีนาคม และมีสำรองน้ำมันเพียงพอรองรับได้ประมาณ 30 วันเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกเชื้อเพลิง ทำให้อุปสงค์ในประเทศยังไม่ลดลง
ในทางกลับกัน จีนพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็น 45–50% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด แต่มีสต็อกน้ำมันสำรองที่สามารถรองรับความต้องการได้ 3–4 เดือน ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่า
มูเกช ซาห์เดฟ นักวิเคราะห์จาก XAnalysts ระบุว่า จีนมีสถานะที่ดีกว่าประเทศเอเชียอื่น ๆ แต่ยังคงต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการสะสมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หากสงครามยืดเยื้อ
ทั้งนี้อินเดียนำเข้าน้ำมันรวม 4.57 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม โดยในจำนวนนี้ 2.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 47% มาจากรัสเซีย เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากเดือนกุมภาพันธ์ที่มีสัดส่วนราว 20% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันรวมของอินเดียลดลงกว่า 14% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม
ด้านจีน การนำเข้าน้ำมันก็ชะลอตัวลงเช่นกัน โดยลดลง 2.8% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมีนาคม และหันไปพึ่งพาน้ำมันรัสเซียมากขึ้นเพื่อชดเชยอุปทานจากอิหร่านที่ถูกจำกัด
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า จีนนำเข้าน้ำมันรัสเซีย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ลดลงเล็กน้อยจาก 1.9 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ในเดือนเมษายน อินเดียและจีนกลับมาแข่งขันกันอย่างสูสี โดยต่างฝ่ายต่างนำเข้าอยู่ที่ราว 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ก่อนเกิดสงคราม โรงกลั่นในอินเดียเคยลดการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ 2 แห่งในเดือนพฤศจิกายน และกดดันให้อินเดียลดการพึ่งพารัสเซียเพื่อแลกกับข้อตกลงการค้าที่ดีกว่า
ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่อินเดียและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า การนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียลดลงเหลือประมาณ 1.04 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 1.84 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้พลิกแนวโน้มดังกล่าวอีกครั้ง
เดนิส อาลีปอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำอินเดีย ให้สัมภาษณ์ว่า อินเดีย “กำลังซื้อน้ำมันรัสเซียจำนวนมาก” และรัสเซียต้องการรักษาความร่วมมือด้านพลังงานในระดับนี้ต่อไป พร้อมระบุว่ามาตรการภาษีและคว่ำบาตรของสหรัฐเป็นแรงกดดันที่ไม่ชอบธรรม
แม้อินเดียต้องรักษาสมดุลทางการค้ากับสหรัฐ แต่น้ำมันรัสเซียได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
ลิน เย่ จาก Rystad Energy ระบุว่า อินเดียได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนมากกว่าจีน เนื่องจากพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงกว่าและมีสต็อกต่ำกว่า ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญการแข่งขันจากบริษัทพลังงานรัฐของจีนที่กลับเข้ามาซื้อน้ำมันรัสเซียอีกครั้งหลังมีการผ่อนผันคว่ำบาตร
ก่อนสงครามอิหร่าน อินเดียเริ่มหันไปเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียเพื่อทดแทนน้ำมันรัสเซีย ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันจากซาอุฯ ของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็น 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ จากค่าเฉลี่ย 638,387 บาร์เรลต่อวันในปี 2568 ขณะที่ในเดือนเมษายน ซาอุฯ ส่งออกไปอินเดียประมาณ 684,190 บาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียยังคงส่งน้ำมันส่วนใหญ่ไปยังจีนผ่านทะเลแดง เนื่องจากมีการลงทุนในโรงกลั่นจำนวนมาก ทำให้มีแรงจูงใจในการจัดสรรอุปทานให้จีนมากกว่าอินเดีย
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ซาอุฯ ส่งออกน้ำมันไปจีน 1.35 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นจาก 1.04 ล้านบาร์เรลในเดือนมีนาคม แต่ยังต่ำกว่าระดับ 1.67 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์
ซาห์เดฟสรุปว่า หากเกิดการหยุดยิงแบบไม่มีกำหนด “ราคาน้ำมันจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอีกต่อไป” แต่สิ่งที่จะชี้ขาดคือ “ใครสามารถเข้าถึงอุปทานได้” ซึ่งสะท้อนภาพการแข่งขันด้านพลังงานที่กำลังทวีความเข้มข้นในเวทีโลก
อ้างอิง : www.cnbc.com