บุคคลที่อยู่เบื้องหลัง'เจิ้งลี่เหวิน'แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง และอนาคตใหม่ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
มีคำกล่าวว่า "เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชาย ย่อมมีผู้หญิงอยู่เสมอ"
แต่ในกรณีของ เจิ้งลี่เหวิน (郑丽文) ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง อาจต้องกล่าวว่า "เบื้องหลังความสำเร็จของผู้หญิงคนนี้ มีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง"
ผู้ชายคนนั้น คือ ลั่วอู่ชาง (骆武昌)
ศาสตราจารย์ด้ายรัฐศาสตร์และสามีของเจิ้งลี่เหวิน
เจิ้งลี่เหวินเพิ่งจะเดินทางจากไต้หวันไปเยือน "แผ่นดินใหญ่" และพบกับสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์
ตอนหนึ่งเธอกล่าวว่า "เราจะแสวงหาแนวทางแก้ไขที่เป็นระบบเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างสองฝ่ายในช่องแคบไต้หวัน" กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจว่าช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดเสี่ยงต่อความขัดแย้งอีกต่อไป และจะไม่กลายเป็นหมากตัวหนึ่งของโลกภายนอก
พร้อมกับกล่าวว่า แม้ว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันจะอยู่ภายใต้ระบบที่แตกต่างกัน แต่เราจะเคารพซึ่งกันและกันและก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน
ผู้คนจึงโจษจรรกันว่าเจิ้งลี่เหวินกำลังปูทางไปสู่ "การรวมชาติ" อย่างสันติหรือไม่? หรือกระทั่งวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นการส่งสัญญาณที่มีกลิ่นอายเรื่อง "หนึ่งประเทศ สามระบบ" ท่ามกลางกระแสปั่นจากภายนอกให้จีนใช้กำลังกับไต้หวันและพวกเรียกร้องเอกราชไต้หวันก็ท้าทายจีนไม่เลิกรา
แท้จริงแล้วไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่คือทองแผ่นเดียวกัน แม้ทองจะถูกลิออกไปบ้าง แต่ภายภาคหน้าก็ยังสามารถหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวดังเดิมได้
ในเวลาไม่กี่วัน เจิ้งลี่เหวินก็อยู่ในสป็อตไลท์ของการเมืองโลก และสนใจว่าเธอมีแนวคิดทางการเมืองอย่างไร?
ในภายภาคหน้าเราคงได้พูดถึงเจิ้งลี่เหวินกันมากขึ้น ในฐานะความพยายามของฝ่ายรักสันติในการรวมสองแผ่นดินระหว่างช่องแคบไต้หวัน
เพราะในเวลาเดียวกันนั้น สังคมออนไลน์และสื่อให้ความสนใจคู่ชีวิตของเจิ้งลี่เหวินไปพร้อมๆ กัน บางแห่งถึงกับบอกว่าเขามีอิทธิพลต่อแนวคิดของเธอเรื่องการเข้าจีนแผ่นดินใหญ่
ลั่วอู่ชาง จบการศึกษาจากภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้รับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตันในสหราชอาณาจักร และปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยวัฒนธรรมจีน เขาจึงมีทั้งพื้นเพความรู้ทั้งเรื่องรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์
ทั้งลั่วอู่ชางและเจิ้งลี่เหวินพบรักกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย (เจิ้งลี่เหวินเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน) เมื่อเรียนจบแล้วก็ทำงานการเมืองด้วยกัน โดยเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรครัฐบาลไต้หวันและเป็นพรรคที่มีแนวคิดเรียกร้องเอกราชไต้หวัน โปรอเมริกัน สนับสนุนญี่ปุ่น และมองจีนแผ่นดินใหญ่เป็นคู่กรณี
แต่เจิ้งลี่เหวินมีปากเสียงกับพรรคจนกระทั่งลาออกจากการเป็นสมาชิกภาพในปี 2002 ส่วนลั่วอู่ชาง ผูู้เป็นสามีในขณะนั้นเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารสาขาพรรค DPP ในไทเป เมื่อภรรยาลาออกจาก DPP เขาก็ลาออกด้วย และเจิ้งลี่เหวินไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งในปี 2005 อันเป็นพรรคเก่าแก่ที่มีสายสัมพันธ์กับแผ่นดินใหญ่ (เพราะเป็นพรรครัฐบาลยุคสาธารณรัฐจีน) และมีนโยยายเข้าหาแผ่นดินใหญ่ ไม่สนับสนุนเอกราชการของไต้หวัน
เจิ้งลี่เหวินนั้นยังถือว่ามีสายสัมพันธ์กับแผ่นดินใหญ่ เพราะพ่อของเธอเป็นคนมณฑลยูนนาน ในแง่นี้ถือว่าเป็นปัจจัยที่เหมาะสมกับการขับเคลื่อนนโยายของก๊กมินตั๋งในการเข้าหาแผ่นดินใหญ่ เช่นเดียวกับคนไต้หวันอีกมากที่รู้สึกผูกพันพับแผ่นดินใหญ่เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่เดินทางอพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงโกลาหลทางการเมือง
เจิ้งลี่เหวินนั้นถึงกับเรัยกตัวเองว่าเป็น "ลูกสาวของยูนนาน" (云南的女儿) และเคยกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของพ่อที่มณฑลยูนนานเมื่อหลายปีก่อน
แต่ลั่วอู่ชางนั้นต่างออกไป
ลั่วอู่ชางนั้นมาจากครอบครัวที่มีพื้นเพเป็นคนเมืองไถหนานบนเกาะไต้หวันที่สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระอย่างแข็งขันจากแผ่นดินใหญ่ พ่อของเขาเป็นผู้บริหารสาขาพรรค DPP ในท้องถิ่น มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในขบวนการเรียกร้องเอกราชมานานหลายปี ดังนั้นหลังจากที่เขาเลือกอยู่ข้างภรรยา ทำให้เขากับพ่อต้องตัดขาดกันอยู่พักหนึ่งโดยแทบไม่ได้พูดคุยกันเลยเป็นเวลาหลายปี
จนกระทั่งพ่อของลั่วอู่ชางกับเจิ้งลี่เหวินต่างรู้ความจริงว่าทั้งคู่ต่างก็เคยร่วมในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ด้วยสายใยนี้ทำให้สองครอบครัวที่มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกันกลับมาผูกพันกันอีกครั้ง
พ่อของลั่วอู่ชางถึงกับส่งข้อความมาหาลูกชายให้บอกกับภรรยาที่เพิ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคก๊กมินตั๋ง "บอกเธออย่าทำให้คนจีนเสื่อมเสียชื่อเสียง"
บนถนนการเมืองของภรรยา ลั่วอู่ชางยังเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ เขาจะช่วยภรรยาแก้ไขสุนทรพจน์อย่างพิถีพิถัน และแม้กระทั่งแอบส่งเอกสารที่เตรียมไว้ให้เธอเพื่อ "ช่วยแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า"
เจิ้งลี่เหวินเองก็ยังเคยยอมรับอย่างเปิดเผยว่า "จากสิบประโยคที่ดิฉันพูดในที่สาธารณะ สามประโยคนั้นมาจากตรรกะที่ลั่วอู่ชางช่วยดิฉันพัฒนาที่บ้าน"
ที่จริงแล้วการใช้คำว่า "อยู่เบื้องหลัง" ออกจะดูมีลับลมคมไปหน่อย แต่ความหมายของผมก็คือ หลัวอู่ชางเป็นคนที่คอยอยู่ข้างหลังในฐานะคู่ชีวิตของเจิ้่งลี่หวินมากกว่า
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นกุนซือ เป็นมันสมอง หรือผู้ชี้นำเธอ เพราะเจิ้งลี่เหวินเป็นถึงหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งได้คงไม่ใช่เพราะยืนบนไหล่สามีหรอก แต่เพราะเธอเป็นตัวของตัวเองด้วย
ความสามารถของเจิ้งลี่เหวินก็สามารถดูได้จากการยอมรับจากผู้อาวุโสในพรรคบางคน เช่น หวังจินผิง (王金平) ซึ่งถือเป็นระดับ "ที่ปรึกษาสูงสุด" ของพรรคก๊กมินตั๋ง และเจิ้งลี่เหวินเดินทางไปพบก่อนที่เธอจะไปเยือนแผ่นดินใหญ่
ก่อนหน้านั้น 6 เดือนก่อน หวังจินผิงไม่ได้เชิญเธอในฐานะหัวหน้าพรรคไปร่วมงานเลี้ยงของเขา ซึ่งแสดงถึงการไม่ยอมรับในตัวเธอ แต่แล้วก่อนที่เธอจะไปแผ่นดินใหญ่เขากลับยอมพบด้วยและยังให้การสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมแนะนำว่าคนเราต้องมีความกล้าที่จะ "ทำในสิ่งที่ควรทำ" และ "พูดในสิ่งที่ควรพูด" เพื่อหารือเรื่องสันติภาพระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน และหวังจินผิง ยังกล่าวอีกว่า "สองฝั่งช่องแคบไต้หวันใช้ภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน มีสายเลือดเดียวกัน และล้วนเป็นสมาชิกของชาติจีน หากมีปัญหาใด ๆ เราควรนั่งลงและแก้ไขปัญหาร่วมกัน"
ในแถลงข่าวของพรรก๊กมินตั๋งกล่าวว่า
"เฉิงลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋งได้เข้าพบหวังจินผิง อดีตประธานสภานิติบัญญัติและที่ปรึกษาอาวุโสของพรรคก๊กมินตั๋ง เกี่ยวกับการเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ของคณะผู้แทนของเจิ้ง หวังจินผิงได้แสดงความชื่นชม สนับสนุน และให้กำลังใจ โดยกล่าวว่า ประธานเจิ้งมีความกล้าหาญที่จะเอาชนะอุปสรรคและมีปัญญาที่จะฝ่าฟันความยากลำบาก ทุกคนควรให้การสนับสนุนและกำลังใจ เขายังเชื่อว่าการเดินทางของประธานเจิ้งไม่ใช่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไต้หวันที่จะ "ปูทาง หลีกเลี่ยงความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงปลอดภัย" ประธานเจิ้งขอบคุณนายหวังสำหรับความห่วงใย กำลังใจ และข้อคิดเห็นต่างๆ เธอย้ำว่าเธอและพรรคก๊กมินตั๋ง "มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในช่องแคบไต้หวัน แสวงหาเสถียรภาพในภูมิภาค และมีส่วนร่วมในสันติภาพโลก" เธอมั่นใจว่าด้วยการสนับสนุนจากประธานสภาหวัง และความปรารถนาดีจากทุกภาคส่วน การเดินทางครั้งนี้จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น"
และ
เกี่ยวกับการเยือนของประธานเจิ้งหลี่เหวิน หวังจินผิงได้แสดงความเห็นด้วย สนับสนุน และให้กำลังใจ โดยกล่าวว่า เธอ "แสวงหาสันติภาพตามกระแส กระทำการด้วยความโกรธแค้นอย่างชอบธรรม และมุ่งมั่นเพื่อความสงบสุขของประชาชน" เขากล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันในช่องแคบไต้หวันเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีน สหรัฐฯ และไต้หวัน ไต้หวันต้องเดินตามเส้นทางที่ถูกต้องคือ "กระทำการตามกระแสและแสวงหาสันติภาพโดยหลีกเลี่ยงสงคราม" ในวันนี้ ประธานเจิ้งมีความกล้าหาญที่จะเอาชนะอุปสรรคและมีปัญญาที่จะฝ่าฟันวิกฤต ทุกคนควรให้การสนับสนุนและให้กำลังใจ นี่ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไต้หวันที่จะ "ปูทาง หลีกเลี่ยงความเสี่ยง และสร้างความมั่นคงปลอดภัย"
ดังนั้น เจิ่้งลี่เหวินย่อมมีคุณสมบัติความเป็นผู้นำพรรคในตัวเธอเองอยู่แล้ว ไม่ต้องอาศัยการพึ่งพาสามีเพื่อให้มีวันนี้ได้
อย่างไรก็ตาม เราก็ยังอาจกล่าวได้ว่าผู้ชายอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทต่อจุดยืนทางการเมืองของเจิ้งลี่เหวินอาจเป็นหวังจินผิงด้วยเหมือนกัน เพราะการไปพบเขาก่อนไปแผ่นดินใหญ่และท่าทีของเขาที่ชัดเจนเรื่องการแสวงหาสันติภาพ เปรียบเสมือนการตีตราประทับรับรองการตัดสินใจของเจิ้งลี่เหวินอยู่เหมือนกัน เพราะหากขาดการรับรองจากชายคนนี้ บางทีในพรรคก๊กมินตั๋งเองก็อาจจะเกิดแรงต้านได้เหมือนกัน
อย่างที่หวังจินผิงเองก็ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในไต้หวัน รวมถึงเสียงที่แตกต่างกันภายในพรรคเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเลือกตั้ง นี่เป็นปรากฏการณ์ปกติในสังคมประชาธิปไตย "อย่างไรก็ตาม นักการเมืองที่มีความสามารถและมีความรับผิดชอบไม่เพียงแต่ต้องจัดการกับความไม่แน่นอนในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังต้องมุ่งมั่นเพื่อสันติภาพสำหรับคนรุ่นหลังด้วย"
ความขัดแย้งระหว่างพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในไต้หวันนั้นชัดเจนขึ้นมากในระยะหลัง เพราะ "แนวร่วมน้ำเงิน" (泛蓝 คือฝ่ายที่สนับสนุนการเข้าหาแผ่นดินใหญ่ เช่น ก๊กมินตั๋ง) กับ "แนวร่วมเขียว (泛绿 คือฝ่ายที่เรียกร้องเอกราช เช่น พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าที่เป็นรัฐบาล) แสดงจุดยืนที่แตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงไม่กี่ปีก่อน กระแสของพวก "ไถตู๋" (台独) หรือพวกเรียกร้องเอกราชไต้หวันอาจจะแรง แต่ในช่วงหลังมานี้กระแสสันติภาพและการเข้าหาแผ่นดินใหญ่เริ่มมีโมเมนตัมมากขึ้น ดังนั้น การขัดขวางของพวกไถตู๋ต่อการรวมชาติก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น
และเราต้องยอมรับว่าแนวคิดของลั่วอู่ชางย่อมมีอิทธิพลต่อตัวเธออย่างมาก ซึ่งมากจนกระทั่งฝ่ายเรียกร้องเอกราชในไต้หวัน "เปิดโปง" ว่าเขามีแนวคิด "โปรแผ่นดินใหญ่"
การ "เปิดโปง" แบบนี้ทำเพื่อหวังผลทางการเมืองต่อผู้ที่กลัวแผ่นดินใหญ่และพวกอยากได้เอกราชในไต้หวัน แต่มันไม่มีผลต่อผู้ที่ต้องการรวมชาติและต้องการสันติภาพ ยิ่งบอกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ "โปรแผ่นดินใหญ่" นั่นยิ่งตอกย้ำจุดยืนของทั้งสองเสียมากกว่าและยังเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนขึ้นให้กับคนไต้หวันที่ไม่ต้องการเอกราชและเบื่อหน่ายกับพวก "ฝ่ายสีเขียว" ที่อยากได้เอกราชและ "โปรอเมริกัน ญาติดีกับญี่ปุ่น" จนกระทั่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในภูมิภาค
การไปเยือนแผ่นดินใหญ่ของเจิ้งลี่เหวินเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไต้หวันและจะเปลี่ยนบรรยากาศคววามตึงเครียดในภูมิภาคด้วย แต่นี่เป็นเพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น ยังต้องอาศัยแแรงขับเคลื่อนทางการเมืองอีกมากในการทำให้ความสัมพันธ์ "ปกติ" มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคฝ่ายสีน้ำเงินต้องเป็นผู้บริหารไต้หวัน ไม่ใช่พรรคฝ่ายสีเขียวอย่างทุกวันนี้
ก่อนจะถึงวันนั้น แนวคิดของลั่วอู่ชางและท่าทีของเจิ้งลี่เหวินควรจะได้รับการศึกษาและวิเคราะห์ให้มากขึ้น เพราะ "อาจจะ" เป็นตัวที่ชี้นำความเป็นไประหว่างแผ่นดินใหญ่และไต้หวันในอนาคต
ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไต้หวันไม่ใช่แค่เรื่องของปักกิ่งและไทเป แต่ยังเกี่ยวพันกับโซลและโตเกียวอันเป็นฐานที่มั่นของสหรัฐอเมริกา ยังเกี่ยวพันกับฟิลิปปินส์ที่พยายามจะเข้ามายุ่งกับเรื่องไต้หวัน ดังนั้นมันจึงเกี่ยวพันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยิ่งด้วย
สมควรที่คนไทยจะต้องจับตาและรับรู้เบื้องลึกเอาไว้
เพราะเรารู้เรื่องการเมืองระหว่างช่องแคบไต้หวันน้อยเกินไป ยิ่งไม่รู้เรื่องการภายภายในระหว่างค่ายน้ำเงินและเขียว และรู้เพียงสิ่งที่สื่อตะวันตกต้องการให้เรารู้เรื่องระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
นั่นทำให้เราเข้าใจอะไรผิดๆ มากเกินไปแล้ว
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายคู่ของเจิ้งลี่เหวินและลั่วอู่ชางเมื่อหลายปีก่อน