สิงคโปร์ ย้ำ “ช่องแคบมะละกาต้องเปิดเสรี” ไม่ร่วมปิดช่องทางการค้าโลก
สิงคโปร์ ย้ำ "ช่องแคบมะละกาต้องเปิดเสรี" ไม่สนับสนุนการปิดหรือเรียกเก็บค่าผ่านทาง แม้ความตึงเครียดโลกเพิ่มสูง พร้อมเตือนความขัดแย้งสหรัฐ-จีนอาจลุกลาม
วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.56 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Vivian Balakrishnan รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าโลกที่ถูกจับตามองมากขึ้นจากสงครามในอิหร่าน จะต้องเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรีสำหรับทุกฝ่าย โดยสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใด ๆ ที่จะปิดกั้นหรือจำกัดการผ่านทางในพื้นที่ดังกล่าว
“สิทธิในการผ่านทาง (transit passage) เป็นสิ่งที่รับรองไว้สำหรับทุกประเทศ เราจะไม่เข้าร่วมในความพยายามที่จะปิดกั้น สกัดกั้น หรือแม้แต่เรียกเก็บค่าผ่านทางในภูมิภาคของเรา” เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ระหว่างงานอีเวนต์ที่สิงคโปร์
เขาเสริมว่า จุดยืนดังกล่าวได้ถูกสื่อสารไปยังทั้งปักกิ่งและวอชิงตันแล้ว และเมื่อถูกถามว่าสิงคโปร์เคยถูกกดดันจากประเทศอื่นให้เปลี่ยนท่าทีหรือไม่ เขาตอบว่า “ยังไม่เกิดขึ้นกับเราในตอนนี้” แต่ก็ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ช่องแคบมะละกา ซึ่งมีพรมแดนติดกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่สำคัญของโลก และถูกมองว่าเป็นคอขวดทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับช่องแคบฮอร์มุซ หรือคลองสุเอซและคลองปานามา
เส้นทางดังกล่าวอยู่ภายใต้การลาดตระเวนของกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐ และเป็นจุดเปราะบางที่ผู้นำจีนกังวลในสถานการณ์สงคราม โดยถูกเรียกว่า“Malacca Dilemma” ทำให้จีนพยายามลดการพึ่งพาเส้นทางนี้ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่งน้ำมันและก๊าซผ่านเมียนมาและรัสเซีย รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
Balakrishnan ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน โดยระบุว่า อันตรายหลักคือความสัมพันธ์ที่แตกหัก และหากเกิดสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิก สิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ อาจเป็นเพียงบทซ้อมเท่านั้น
ด้าน Prabowo Subianto ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของทำเลที่ตั้งของประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งช่องแคบมะละกา ซุนดา และมากัสซาร์ โดยระบุว่าเส้นทางเหล่านี้เป็นทางผ่านของพลังงานและการค้าราว 70% ของเอเชียตะวันออก
“เราตระหนักหรือไม่ว่าอินโดนีเซียมีความสำคัญเพียงใด เราต้องเข้าใจว่าเราคือจุดสนใจของโลก และต้องบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ” เขากล่าวเมื่อวันที่ 8 เมษายน
รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ยังย้ำว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีจุดยืนร่วมกันในการรักษาเสรีภาพของเส้นทางเดินเรือ เนื่องจากทั้งสามประเทศเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าอย่างสูง
“เราทุกประเทศล้วนพึ่งพาการค้า และเข้าใจดีว่าการเปิดเส้นทางนี้เป็นประโยชน์ร่วมกัน นี่คือผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่เรามีร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะพบได้ง่ายในหลายพื้นที่ของโลก”
อ้างอิง : bloomberg.com