เปิดเหตุผล ทำไม ‘บลูบิค’ ต้องตั้งบริษัทลูกใหม่ ?
บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) ย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ mai เข้ามาใน SET กลางปี 2025 ก็มีมูฟเมนต์ใหญ่ ๆ ตามมาในปี 2026 โดยแยกทีม “บลูบิค วัลแคน” และหน่วยธุรกิจ Digital Excellence & Delivery (DX) ออกมาเป็นบริษัทลูกในชื่อ “บลูบิค ดิจิทัล” มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการด้านการพัฒนาระบบดิจิทัล แอปพลิเคชั่น และโซลูชั่นรองรับงานโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน และมีมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “พชร อารยะการกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บลูบิค กรุ๊ป และ “ปัญญา พรขจรกิจกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บลูบิค ดิจิทัล จำกัด เกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานในช่วงต่อจากนี้ และมุมมองต่อการแข่งขันท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย
เปิดเหตุผลตั้ง “บลูบิค ดิจิทัล”
“พชร” พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจตั้ง“บลูบิค ดิจิทัล” ว่า มี 3 ข้อ คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนานวัตกรรม (Market Innovation) ให้ตอบรับเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น AI-enable Application หรือการนำ AI มาเป็นแกนหลักขับเคลื่อนการทำงานของแอปพลิเคชั่น และ Conversional Experience หรือการสื่อสารบนแอปผ่านการโต้ตอบด้วยข้อความและเสียง
2.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างผลกำไรที่ดีขึ้น การมีทีมขนาดใหญ่ที่รวมศูนย์จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ เพิ่มโอกาสในการรับงานโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการเติบโตของบริษัท
“จริง ๆ ทีมบลูบิค วัลแคน กับ DX มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอยู่แล้ว แต่พออยู่แยกกันสิ่งที่พัฒนาได้ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน การรวมกันเป็นทีมเดียวจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของงาน R&D และลดต้นทุนในการพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ทำให้กำไรบรรทัดสุดท้ายดีขึ้น”
และ 3.สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด เพิ่มความคล่องตัวในการทำดีลควบรวมกิจการ (M&A) ปูทางสู่การเติบโตแบบ Inorganic Growth ในอนาคต และเพิ่มความเป็นอิสระในการระดมทุน โดยมีแผนที่จะนำ“บลูบิค ดิจิทัล” เข้า IPO ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
“แม้แยกทีม DX ออกมาเป็นบริษัทใหม่ แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้การทำงานแยกจากบริษัทแม่ เพราะบางโปรเจ็กต์ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน เช่น การทำระบบหลังบ้านของ Large Scale App หรือแอปขนาดใหญ่ฐานผู้ใช้ 10 ล้านคนขึ้นไป ที่มีส่วนเชื่อมกับทีม Design & Experience ด้วย”
เจาะลูกค้า 5 อุตสาหกรรม
“ปัญญา” เสริมว่า การให้บริการของบลูบิค ดิจิทัล เป็นแบบ End-to-End ครอบคลุมตั้งแต่การวางกลยุทธ์ธุรกิจ พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่ผสานการทำงานของ AI (AI-enabled Technology) ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพระบบ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ และสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่า เช่น การพัฒนา Mobile Banking และ Super App ของภาครัฐ การพัฒนาโซลูชั่นแบบเฉพาะเจาะจง (Customized Development) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก การออกแบบ UX/UI ที่ซับซ้อน และงานด้าน Data Analytics และ Automation เป็นต้น
โฟกัส 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1.ธนาคารและสถาบันการเงิน เช่น Virtual Bank, Conversational Banking และการปรับปรุงระบบให้เข้ากับเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล 2.พลังงาน เช่น การพัฒนาแอปบริหารจัดการการขุดเจาะและระบบบริหารจัดการลูกค้า
3.ฟินเทค เช่น การพัฒนา Trading Platform สำหรับซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี 4.โทรคมนาคม ที่เพิ่มบริการอื่น ๆ เช่น Content Streaming, IOT และ e-Service เข้ามาเสริมมูลค่า (Value Added Services : VAS) นอกเหนือจากการให้บริการโครงข่าย และ 5.ภาครัฐ
“ปัจจุบันมีฐานลูกค้าสะสมราว 100 ราย แต่ละปีจะมีลูกค้าที่ใช้บริการจริง 30-40 ราย โดยกลุ่มลูกค้าหลัก คือธนาคาร และพลังงาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้ต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง”
เตรียมเพิ่มกำลังคน 10%
“พชร” บอกด้วยว่า กำลังคนที่มีในปัจจุบันกับจำนวนโปรเจ็กต์ที่ต้องส่งมอบให้ลูกค้าค่อนข้าง “ตึงมือ” จึงมีแผนรับพนักงานเพิ่ม 10% จากที่มีทั้งกรุ๊ปราว 1,000 คน เป็นทีมบลูบิค ดิจิทัล กว่า 500 คน โดยใน 100 คน จะส่งมาให้บริษัทลูก 50 คน แม้สถานการณ์ในตลาดแรงงานไอทีจะดีกว่าช่วง 4-5 ปีก่อนที่อัตราการลาออก (Turnover Rate) สูงกว่า 30% เหลือราว 20% เป็นระดับที่ยอมรับได้ แต่การหาพนักงานมาเติมเต็มทีมยังไม่ใช่เรื่องง่าย
“จำนวน 100 คน ในเชิงปริมาณหาไม่ยากอยู่แล้ว แต่เราต้องการหา Tech Lead ที่เก่งและแมตช์กับยุคของ AI รวมถึงมีความสามารถในการตัดสินใจเชิงเทคนิค ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดเป็น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดภาวะขาดแคลน และแย่งตัวในตลาดแรงงานสูงมาก”
ชูจุดแข็ง “โลคอลไลซ์”
“พชร” พูดถึงข้อได้เปรียบในการแข่งขันของ “บลูบิค ดิจิทัล” ว่าเป็นการ “โลคอลไลซ์” บริการต่าง ๆ ให้เข้ากับบริษัทไทย เพราะมีความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทการใช้เทคโนโลยีขององค์กรไทยมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเก่า (Legacy System) เช่น ระบบเมนเฟรมอายุ 30 ปี ที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย (Modernization) หรือความเฉพาะตัวของแต่ละองค์กร เช่น โครงสร้างระบบของธนาคารแต่ละแห่งที่แม้จะมีชื่อเรียกเหมือนกัน แต่การออกแบบโค้ดข้างในต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบด้าน “ราคา” ที่แข่งขันได้มากกว่า เพราะการเป็นบริษัทไทยไม่มีต้นทุนค่า “แบรนด์” แบบบริษัทต่างชาติ ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมส่วนนี้ และนำเงินส่วนต่างไปลงทุนด้านอื่นต่อได้เช่นกัน
“ถ้ามองแค่ลูกค้ากลุ่มแบงก์ ทุกคนมีทีมเทคเก่ง ๆ ของตนเองหมดแล้ว ไม่ต้องใช้ทีมของเราก็ได้ แต่สิ่งที่ทำให้บริษัทที่ปรึกษายังอยู่ได้ คือการเติมเต็มสิ่งที่ลูกค้ายังขาดไป เช่น การวิเคราะห์ปัญหาทางธุรกิจ ระบุจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น”
มองโอกาสจากสภาพ ศก.
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ “พชร” มองว่า ช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มีทางเลือก 2 ทาง คือหยุดลงทุน หรือเลือกใช้เงินให้น้อยลง ซึ่งทางเลือกอย่างหลังจะเป็น “โอกาส” ที่ทำให้ลูกค้าเปิดใจและยอมรับบริษัทไทยมากขึ้น เพราะตอบโจทย์เรื่องการลดต้นทุนในช่วงที่รัดเข็มขัด
ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจของบริษัทโดยตรง แต่ก็เป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน เป็นสิ่งที่บริษัทต้องเฝ้าระวังเช่นกัน
ซีอีโอบลูบิค กรุ๊ป ทิ้งท้ายด้วยว่า เป้าหมายสำคัญของการตั้ง“บลูบิค ดิจิทัล” ที่ต้องการทำให้ได้ในปีนี้ คือการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่เป็น 50% จากเดิมมีส่วนแบ่งประมาณ 20-30% เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายของ “บลูบิค กรุ๊ป” ที่ต้องมีรายได้และกำไรนิวไฮทุกปี โดยปี 2026 ตั้งเป้าเติบโตจากปีก่อนหน้า 20%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเหตุผล ทำไม ‘บลูบิค’ ต้องตั้งบริษัทลูกใหม่ ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net