โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิทธิศิริ-คงเดช เปิดจักรวาลสแกมเมอร์ ชำแหละตัวละคร ‘เส้นตาย สายลวง’

The Momentum

อัพเดต 28 มีนาคม 2569 เวลา 1.16 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

และแล้วก็มีหนังที่เฉลยอุบายของเหล่าสแกมเมอร์ในรูปแบบแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่ใช้หลอกลวงคนทั้งประเทศ อย่างเรื่อง เส้นตาย สายลวง(The Red Line) ผลงานกำกับของ โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริและอำนวยการสร้างโดย คงเดช จาตุรัตน์รัศมีซึ่งก็เป็นหนึ่งในผู้เขียนบทร่วมกับ ทินพัฒน์ บัญญัติปิยพจน์และมากกว่าการเผยกลเม็ดของสแกมเมอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เน้นไปยังวิธีตอบโต้และทวงคืนของเหยื่อผู้ถูกหลอกเอาเงิน ทั้ง 3 ตัวละครคือ อร (แสดงโดย มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน) ฝ้าย (แสดงโดย เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) และแวววาว (แสดงโดย นิ้ง-ชุติมา มะโหละกุล)

คงเดช จาตุรัตน์รัศมี (ซ้าย) โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริ (ขวา)

ด้วยบทภาพยนตร์และตัวละครที่น่าสนใจ The Momentum จึงพูดคุยกับสิทธิศิริและคงเดช ถึงจุดเริ่มต้นของการทำหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บข้อมูลทั้งจากผู้บังคับใช้กฎหมาย ฝั่งเหยื่อที่ถูกหลอกลวง และข้อมูลจากฝั่งสแกมเมอร์ สิ่งเหล่านี้นำพาเขาไปพบเจอกับเรื่องราวอันน่าตกใจอะไรบ้าง

พร้อมสำรวจตัวละครหลักผู้หญิงทั้ง 3 คน ถึงราคาที่ต้องจ่าย เมื่อต้องก้าวข้ามเส้นอันตรายไปปะทะกับนักต้มตุ๋นมือฉมัง ซึ่งมีต้นแบบมาจากสแกมเมอร์ตัวจริง และไม่แน่ว่า ครั้งหนึ่งคุณอาจเคยรับสายจากเขามาแล้วก็เป็นได้

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเล่าถึงประสบการณ์โดนหลอก แม้จะไม่ใช่สายลวงที่โทร.เข้ามาหลอกให้โอนเงิน แต่เขาก็หนีไม่พ้นการตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ในรูปแบบอื่น

‘จักรวาลสแกมเมอร์’ ข้อมูลมหาศาลที่ได้จากการรีเสิร์ช

ภาพยนตร์เรื่อง ‘เส้นตาย สายลวง’ (The Red Line) มาจากไอเดียของใคร

สิทธิศิริ: เรื่องเส้นตาย สายลวง เป็นไอเดียที่เริ่มต้นจากพี่เดช

คงเดช: จริงๆ หนังเรื่องนี้มันเริ่มมาจาก 3-4 ปีที่แล้ว เป็นช่วงสแกมเมอร์กำลังมาแรงในประเทศไทย เริ่มจากการที่คนใกล้ตัวเราโดน ตอนนั้นข่าวออกมากมายแล้วด้วย เราเห็นสภาพจิตใจของคนที่โดน อยากรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรเลยรีเสิร์ช เรื่องนี้เป็นหนังที่รีเสิร์ชอุตลุดมาก รีเสิร์ชกระจุยกระจายเลย แล้วก็ได้ข้อมูลเยอะมาก ทั้งทางฝั่งของสแกมเมอร์ ฝั่งผู้บังคับใช้กฎหมาย กระบวนการต่างๆ พอได้เสร็จปุ๊บก็นึกถึงพี่โดม สิทธิศิริ เท่านั้นเลยที่จะทำเรื่องที่เข้มขนาดนี้ได้

สิทธิศิริ: จริงๆ สแกมเมอร์ตอนนี้ยังมีอยู่นะ เพียงแต่ว่าเราโดนกลบด้วยข่าวอื่น ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่แล้ว มันแรงมาก เรื่องราวมันใหญ่โตมาก แล้วพอตอนรีเสิร์ช เราได้ข้อมูลมหาศาลเลย อย่างเราเองที่เข้ามาช่วงที่กำลังจะถ่ายทำแล้ว ก็รู้สึกว่าบางอย่างเป็นข้อมูลที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เพราะปกติเราอ่านแค่ที่ข่าวนำเสนอ แต่พอเราเข้าไปถึงใจกลางเรื่องแล้ว มันใหญ่โตและมหาศาลมากเลย มันก็เป็นความน่าตื่นเต้น

พอเริ่มรีเสิร์ชจากฝั่งเหยื่อแล้ว เราได้เห็นว่าคนที่โดนหลอก เขามีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร

คงเดช: ค้นพบว่ามันมีความเจ็บปวดร่วมกันหลายอย่าง อาจเป็นความรู้สึกที่เรามีร่วมกันทั้งประเทศเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่คุณขึ้นโรงพักแล้ว คุณไม่ได้ความหวังกลับลงมาจากบันไดโรงพัก คุณไม่ได้รับความหวังอะไรจากผู้บังคับใช้กฎหมายเลย

เราก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชน เราทำอะไรได้บ้าง เราเชื่อว่าในไทยเป็นล้านๆ คน โดนสแกมเมอร์หลอก ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ทั้งคอลเซนเตอร์ โรแมนซ์สแกมที่หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน หรือสั่งของออนไลน์แล้วไม่ได้ของ คนที่ไม่เคยโดนก็จะไม่เข้าใจเลยว่า โดนหลอกได้อย่างไรหรือรู้สึกว่าทำไมโง่จัง มันกลายเป็นเรื่องที่ความผิดดันไปอยู่กับคนที่โดนหลอก เราเลยรู้สึกว่าคนที่โดนจริงๆ มีการถูกกดทับ ซึ่งจำเป็นจะต้องลุกขึ้นมา เพื่อทวงอะไรบางอย่างคืนกลับมาในชีวิต นี่คือแกนกลางของตัวหนัง

ดูเหมือนว่าหนังจะเล่าเรื่องราว 3 ฝั่งคือ ฝั่งเหยื่อที่ถูกหลอกเอาเงิน ฝั่งสแกมเมอร์ และฝั่งของตำรวจผู้สืบคดีนี้ นอกจากฝั่งเหยื่อที่พูดคุยกันไปแล้ว อยากทราบว่าการหาข้อมูลเกี่ยวกับตำรวจ และเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมดสแกมเมอร์ เราได้ข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง

คงเดช: ตอนนั้นคนที่เข้าไปทำงานสแกมเมอร์หลายคนหนีกลับออกมา เราก็ติดต่อองค์กรต่างๆ ที่เขามีการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ ทั้งสายไหมต้องรอด มูลนิธิอิมมานูเอล องค์กรที่อยู่ทางตะเข็บชายแดนปอยเปตหรือแถวอรัญประเทศ รวมไปถึงขอข้อมูลเพิ่มเติมจากอดีตเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ ค้นหาว่าอะไรเป็นเงื่อนไข และในส่วนของเทคโนโลยีที่ใช้ในจักรวาลสแกมเมอร์มีอะไรบ้าง เราไปหมดเลย ยิ่งศึกษามันก็ยิ่งมีแต่ข้อมูลที่น่าตกใจเต็มไปหมด

เนื่องจากสแกมเมอร์มีหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่ปลอมเป็นตำรวจแล้วโทรศัพท์มาหลอกเราเท่านั้น อยากทราบว่ามีกรณีไหนที่น่าตกใจอีกไหมในจักรวาลสแกมเมอร์

คงเดช: มีเพียบเลย อย่างน้องที่มาเป็นต้นแบบ ‘อู๊ด’ (แสดงโดย ท็อป-ทศพล หมายสุข) สแกมเมอร์ในเรื่อง ตอนที่เขาถูกหลอกไปทำงานที่ฝั่งปอยเปต เขาไปทำในองค์กรหรือบริษัทค่อนข้างใหญ่ มีคาสิโนบังหน้า โดยตึกคอลเซนเตอร์ที่เขาทำงานจะอยู่ด้านหลัง เวลาที่ตำรวจกัมพูชาทำท่าบุกจับ ก็จะมีการส่งสัญญาณแล้วให้ข้างหลังเปลี่ยนเป็นออฟฟิศว่างเปล่าไป และตึกที่เขาไปทำงานมันเป็น ‘ตึกอาเซียนร่วมใจ’ หมายความว่า เขาเป็นคนไทยที่ถูกหลอกเข้าไปเพื่อทำงานหลอกคนไทยอีกที และมีหลายส่วนมาก ข้างๆ กันก็จะเป็นสิงคโปร์ เวียดนาม ที่ต้องโทร.ไปหลอกคนชาติเดียวกัน แล้วเป็นองค์กรขนาดใหญ่มาก มีหลายเชื้อชาติด้วย ระดับโลกเลย

วิธีการทำงานคือการทำธุรกิจแท้ๆ ทำงานตั้งแต่เช้าจนเย็น มีการประชุมต่อ ประเมินผลงานด้วย เช่น วันนี้ประเทศนั้นทำยอดดีมาก แล้วเราจะทำอย่างไร สคริปต์นี้ออกข่าวแล้ว ใช้ไม่ได้แล้ว ขยันทำงานกันมาก แต่ไม่ใช่ธุรกิจสุจริต ตอนที่เราทำรีเสิร์ชก็เจอว่า มีอีกออฟฟิศหนึ่งทำเกี่ยวกับโรแมนต์สแกม แต่เป็นฝ่ายที่หลอกพระโดยเฉพาะ

ในหนังจะเห็นว่าไม่ใช่แค่ตัวเหยื่อที่สภาพจิตใจย่ำแย่ แต่ยังกระทบถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย และหนังมีประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวค่อนข้างมากทั้งฝั่งเหยื่อและฝั่งสแกมเมอร์ ความตั้งใจของเราในการใส่ประเด็นนี้ลงไปในหนังคืออะไร

คงเดช: พอรีเสิร์ชแล้วเราพบว่า ทุกคนเป็นมนุษย์หมด เราอยากจะให้มิติเหล่านี้กับคนดูด้วยว่า นี่คือคนธรรมดา ก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า สแกมเมอร์ที่มาหลอกเราเป็นผู้ร้าย ชั่ว แต่พอเราไปรีเสิร์ชจริงๆ เราก็พบว่า ก็เป็นคนทำมาหากินคนหนึ่ง เราจะไม่ฟอกขาวให้เขานะ แต่หมายความว่าเราอยากถ่ายทอดด้านพวกนี้ในแง่ของความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน

สิทธิศิริ: เพราะหนังว่าด้วยมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่มาร่วมชะตากรรม ที่มันมาไล่ล่าและกัดกินกันเอง เวลาเราทำหนัง หรืออยากจะทำอะไรสักอย่างด้วยคอนเซปต์นี้ มันมีความจำเป็นต้องเล่าว่า ตัวเขาจริงๆ คิดอะไร ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนดีคนเลว แต่มนุษย์มันมีเบื้องหลัง มันมีครอบครัว มีความคิด มีความทะเยอทะยาน มีสิ่งที่ต้องทำ หน้าที่ บทบาท สิ่งที่ต้องแบกรับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม

คงเดช: เพราะฉะนั้น ในส่วนของครอบครัวของแต่ละตัวละคร มันถูกเอามาใช้คนละแบบ ในฝั่งผู้ร้ายก็จะเป็นแบบที่บอก ในขณะที่ในฝั่งของนางเอกเอง ในแง่ของความเป็นผู้หญิง เป็นแม่บ้าน ครอบครัวมันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนเขาแบกรับอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนถูกหลอกแล้วด้วยซ้ำไป ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บทบาทของการเป็นแม่บ้านกับที่เคยเป็น Working Women เราคิดว่ามันก็สะท้อนอะไรบางอย่างว่า การที่เขาถูกหลอกมันไม่ใช่แค่เงินที่สูญเสียไป

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ นักแสดงนำที่ถูกพวกสแกมเมอร์หลอกเอาเงินเป็นผู้หญิง มีเหตุผลอะไรไหมที่เลือกเป็นกลุ่มผู้หญิง หรือมีสถิติหรือข้อมูลอะไรที่บ่งบอกไหมว่า ผู้หญิงอาจจะตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย

คงเดช: จริงๆ ขึ้นอยู่กับรูปแบบมากกว่า โรแมนซ์สแกมอาจจะเป็นผู้ชายโดนหลอก แต่ของเราเน้นสแกมเมอร์ที่เป็นคอลเซนเตอร์ มาในรูปแบบทำให้เหยื่อตกอยู่ในความกลัว เราว่านี่เป็นรูปแบบที่ทรอมาที่สุด

แล้วเราค้นพบว่า ผู้ชายกับผู้หญิงมันไม่เหมือนกัน ผู้ชายเวลาโดนหลอกจะทำมาหากินต่อไป หาเงินมาทดแทนที่เสียไป บางทีก็ไม่บอกครอบครัว แต่พอเป็นผู้หญิงโดน เรารู้สึกถึงบางอย่างที่เขาต้องแบกรับมากกว่า แล้วก็พอมันเป็นหนังด้วย เราคิดว่าเราอยากสร้างจุดขัดแย้งที่ทำให้คนดูลุ้นมากขึ้น เพราะถ้าเป็นผู้ชาย คนก็อาจจะคาดหวังฉากแอ็กชัน แต่ดาราที่เราเลือก ภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ 3 คน เขาจะใช้วิธีไหนทวงเงิน และจะทวงอย่างไรให้สมจริงที่สุด

สิทธิศิริ: มันก็เป็นการเอมพาวเวอร์ผู้หญิงด้วยนะในหลายมีมิติ และการที่ให้เขารวมตัวกันทำอะไรบางอย่าง มันก็ได้การตัดสินใจในเชิงตัวละครที่มันไม่เหมือนผู้ชาย มันน่าสนใจสำหรับเรา

ตัวละครสแกมเมอร์ vs. แม่บ้าน นักกายภาพบำบัด และเด็ก Gen Z

อย่างที่เกริ่นไปว่า ตัวละคร อู๊ด มีต้นแบบมาจากสแกมเมอร์ตัวจริง เราไปเจอคนๆ นี้ได้อย่างไร แล้วเขามีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

สิทธิศิริ: ผมว่าอู๊ดเป็นตัวละครที่น่าสนใจในแง่มนุษย์ เดี๋ยวให้พี่เดชขยายความ

คงเดช: เราไปเจอน้องคนหนึ่ง เขาทำคอลเซนเตอร์แล้วหนีกลับมา พอคุยแล้วน้องมีความเป็นมนุษย์มาก ระหว่างที่สัมภาษณ์เขาจะพูดถึงช่วงเวลาที่เขาทำงานเป็น ‘สาย 3’ เชือดคนเป็นร้อยๆ คน ได้มาไม่รู้กี่ร้อยล้าน เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่าที่ได้ทำ เหมือนคนทำงาน ทำมาหากินทั่วไป แล้วเขาก็เล่าปูมหลังให้เราฟังว่า เขาเป็นคนไม่มีการศึกษา แม่ทิ้งไปทำงานสิงคโปร์ อยู่กับน้องสาว 2 คน ต้องทำงานเกี่ยวกับการวิ่งรถ ก่อนโดนเลย์ออฟ ก็เจอคนมีการศึกษามาประมูลรถ แต่เขาคุยอะไรกัน ฟังไม่รู้เรื่อง เขารู้สึกไร้ค่า แต่พอข้ามไปทำงานฝั่งปอยเปต ถึงจะเริ่มจากการถูกบังคับให้ทำงานก็ตาม แต่เขาทำได้ ทำสำเร็จ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า เขามนุษย์มาก แล้วเขาก็เป็นคนที่มีรสชาติ เวลาให้เขาลองพูดแบบ ‘สาย 1’ กับ ‘สาย 2’ ให้ฟัง โคตรคล่องเลย บอร์นทูบีเหมือนกันนะ มีพรสวรรค์

สิทธิศิริ: นี่มัน ‘สันติ’ ในเรื่องสงครามส่งด่วนเลย

คงเดช: เราคุยกับเขาตั้งแต่ 9 โมงเช้า เสร็จ 2 ทุ่ม เวลาผ่านไป พระอาทิตย์ตกอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว น้องเขาพูดได้น้ำไหลไฟดับ โคตรมันเลย โคตรเคลิ้ม แล้วตอนเขาหนีออกมาก็เป็นเรื่องที่สนุกมากนะ ทำหนังได้อีกภาคหนึ่งเลย ซึ่งการรีเสิร์ชมันทำให้เราค้นพบตัวละครมากกว่าที่เราเห็นสแกมเมอร์แบบแบนๆ ที่เราเคยคิดในหัว

และสำหรับตัวละครนำอย่าง ‘อร’ ที่เป็นแม่บ้าน มีครอบครัว ลูก สามี ตัวละครนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และชื่นชอบอะไรในตัวละครนี้

คงเดช: อรคือตัวละครที่เป็นสารตั้งต้น แล้วเราชอบตรงที่เขาค่อนข้างมีต้นทุนทางสังคม เราสนใจว่า ชนชั้นกลางที่พอจะมีต้นทุนทางสังคม ที่บ่อยครั้งจะกลายเป็นคนที่เชื่องที่สุด เพราะไม่กล้าสูญเสียต้นทุนเหล่านั้นไป การได้สร้างตัวละครนี้ แล้วค่อยๆ ชำแหละดูว่าจะผลักเขาไปได้ถึงจุดไหน สำหรับเรานะรู้สึกว่าสนใจตัวละครตัวนี้ที่สุด แล้วในเรื่องนี้ในที่สุดเขาก็เป็นศูนย์กลางอยู่ดี จริงๆ แล้วเราชอบทุกตัวนะ เวลาเขียนบทก็จะสนุกมากทุกตัว

สิทธิศิริ: จริงๆ ก็ชอบอร คล้ายพี่เดชเลย เพราะว่าจริงๆ ตั้งแต่เห็นตัวหนังสือที่พี่เดชเขียนคาแรกเตอร์ ซึ่งมันอยู่ในบท เราว่าแอ็กชันของการตัดสินใจของอรมันน่าสนใจตรงที่ว่า เขาเป็นคนที่มีอะไรจะเสีย พอมีอะไรต้องเสีย แล้วมันกำลังคิดอะไรอยู่ เส้นตรงนี้มันจะข้ามไหม หรือมันจะถอยไหม เพราะฉะนั้นจะสังเกตว่าหนังจะยืนอยู่บนเส้นนี้ แล้วมันก็ไม่ข้ามเสียที จนถึงจุดหนึ่งที่มันต้องข้าม พอข้ามไปบางทีมันก็ฝืน มันก็ต้องข้ามกลับมา แล้วมันก็ข้ามไปใหม่ ถ้าคนดูจบจะเห็นพรมแดนตรงนี้ กระโดดไปกระโดดมา ทั้งในแง่กายภาพและภายในจิตใจด้วย

สำหรับบท ‘ฝ้าย’ ที่เป็นนักกายภาพบำบัด เธอจะพูดตลอดเวลาว่า “ไม่ใช่หมอ” ถือเป็นอีกสีสันของเรื่อง อยากทราบว่าคาแรกเตอร์นี้เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากไหน ทำไมต้องเป็นอาชีพนี้

คงเดช: เราอยากได้ตัวละครที่อยู่ในระบบ สมมติว่าคนหนึ่งเป็นแม่บ้าน มันมีความเอกชนนิดหนึ่งนะ อีกคนคือแวววาว เป็นเด็กที่ออกจากระบบการศึกษามาไลฟ์ขายครีม ปากกัดตีนถีบ ฉะนั้นเราต้องการคนที่อยู่ในระบบ 1 คน คนที่มีความเชื่อมาโดยตลอดว่า เดินไปตามครรลอง ทำงานเก็บเงิน แล้วชีวิตมันจะโอเค ไม่ต้องดื้อ ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละ ทำดี ขยัน อดทน แล้วชีวิตมันออกดอกออกผลเอง เพื่อที่ให้คนแบบนี้ได้มาดีเบตกับคนอีก 2 คน

เพราะฉะนั้นการออกแบบคาแรกเตอร์ เราไม่ได้ออกแบบมาด้วยเรื่องชนชั้นอย่างเดียว ฐานะอย่างเดียว หรือเรื่องวัย มันจะเป็นเรื่องของทัศนคติของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน เพราะว่าระหว่างทางเราอยากจะเห็นว่า แต่ละคนที่ลุกขึ้นมา จริงๆ แล้วมีราคาที่ต้องจ่ายไม่เท่ากัน เพราะว่าปูมหลังต่างกัน มีความคิด ความเชื่อต่างกัน การจะลุกขึ้นมาทวงสิ่งที่เป็นของเราคืน บางทีมันต้องข้ามเส้นบางอย่างเพื่อทำให้สำเร็จ มันจะได้รับการดีเบต และถกเถียงกันว่าควรจะทำอย่างไร เราจะไปถึงแค่ไหน

สิทธิศิริ: เสริมถึงซีนที่บอกไม่ใช่หมอ เราในแง่ผู้กำกับก็มีความรู้สึกว่า เรามองมนุษย์แบบมีเสน่ห์ มีความขำๆ คือเรื่องมันซีเรียสนะ ทุกคนมีปัญหาที่ซีเรียส แต่เวลาทุกคนมารวมตัวกัน เราว่ามันก็เหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป มันก็มีรสชาติเวลาตัวละครมาอยู่ด้วยกัน มันก็สะท้อนความรู้สึกอะไรบางอย่าง

เรากำลังทำเรื่องที่สำคัญ ในขณะที่ชีวิตมันก็ดำเนินไป เราถกเถียงกัน ทะเลาะกัน แซวกัน ทำตัวติ๊งต๊องใส่กัน เราว่ามันเป็นมนุษย์ในแบบที่เราเห็น เลยพยายามที่จะให้ตัวละครทำแบบนั้น

มีฉากหนึ่งของแวววาว พูดว่า “ที่เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นหนูเงียบกันหมดแล้ว เพราะคนแบบพวกพี่ที่บอกให้เงียบ” หรือต้องพึ่งตนเองไม่ใช่ตำรวจ เป็นตัวละครที่เป็นภาพแทนคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ต้องลุกขึ้นมาทำต่อสู้เพื่อตัวเอง พึ่งพาตัวเอง ในฐานะผู้ใหญ่เรามองคาแรกเตอร์แบบนี้ในแง่ไหน

คงเดช: ตัวละครแวววาวเป็นเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา มาไลฟ์ขายครีม แต่เขามีอาม่าที่โดนหลอก และแวววาวก็เป็นตัวที่เราปูเบื้องหลังไว้ว่า เขาเคยทำกิจกรรมบางสิ่งมาก่อน เป็นเด็กที่ลุกขึ้นมาสู้กับอะไรบางอย่างเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ มันก็จะสะท้อนว่าคนที่จะลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง เราทำอะไรได้แค่ไหน

สิทธิศิริ: ตอนนี้มันกลายเป็นว่าทุกอย่างเงียบลง แต่เราคิดว่าอยากจะให้สิ่งที่มันอยู่ข้างในตัวคุณ มันยังอยู่ และหาทางขยับทำอะไรในแบบของตัวเองได้

คงเดช: เราปลดปล่อยได้ในรูปแบบอื่น ถ้าเขาปิดเราแบบนั้น เราก็ทำแบบอื่น ผมแค่คิดว่ามันก็เป็นกลไก มันเติบโตไปตามเวลา แล้วมันก็จะมีคนรุ่นหลังลุกตามมา เพราะตอนนี้ก็ผ่านมา 5-6 ปีแล้ว เราก็มูฟไปสู่อีกจุดหนึ่ง แต่สิ่งนั้นที่อยู่ในพวกเรามันต้องรักษาไว้

ความคิดเห็นในสังคมออนไลน์จำนวนไม่น้อย มักวิจารณ์ผู้กำกับชายว่า “เขียนบทตัวละครหญิงไม่ดีเลย” หรือ “ทำไมไม่เข้าใจผู้หญิงเลย” ในฐานะผู้สร้าง แต่ละคนรู้สึกอย่างไร

คงเดช: เราก็คิดว่าเราเขียนด้วยความรู้สึกค่อนข้างเคารพนับถือนะ เราเองจริงๆ ทำงานส่วนใหญ่ก็มักจะเขียนถึงผู้หญิงเยอะ ทั้ง คนหิว เกมกระหาย(2566) หรือแอน(2565) เพราะว่าเราก็เคารพผู้หญิง แล้วชีวิตเรารายล้อมด้วยผู้หญิง เราค้นพบว่าผู้หญิงน่าสนใจกว่าผู้ชายเยอะ หมายความว่าเวลาเราเขียนถึงตัวละครผู้หญิง เราอาจเขียนด้วยความรู้สึกสนใจใคร่รู้และนับถือ และคิดว่าการเป็นผู้หญิงในสังคมแบบเอเชียมันมีอะไรต้องรับมือตั้งแต่เกิดมาแล้ว

สิทธิศิริ: เรารู้สึกว่าตัวละครผู้หญิงน่าสนใจกว่าเสมอ แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้เข้าใจผู้หญิงอย่างดีเลิศ คือเราสนใจแล้วพยายามที่จะทำความเข้าใจ และเหมือนที่พี่เดชบอก ในขณะเดียวกันชีวิตเราก็รายล้อมไปด้วยผู้หญิง และผู้หญิงก็มีหลายแบบมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีตัวละครที่ออกจากพี่เดชหรือเราเองมันจะเป็นตัวละครที่คาบเส้น หรือบางคนอาจจะไม่คุ้นชินเลย ตั้งแต่เรื่อง คนหิว เกมกระหาย มันจะมีบางอย่าง แต่นั่นมันก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราเห็นจากคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา ซึ่งทั้งหมดมันถูกทำจากการที่เราอยากเห็นผู้หญิงเป็นอย่างนี้ มีพาวเวอร์ มีอะไรบางอย่าง

เราทุกคนต่างเป็นเหยื่อ

อย่างที่เห็นในหนังว่าตัวละครหลักทั้ง 3 คน เป็นฝ่ายที่ถูกสแกมเมอร์หลอกเอาเงิน แต่อีกแง่หนึ่งคนที่หลอกเราก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน เพราะถูกหลอกมาทำงาน

คงเดช: ใช่ เพราะว่าพอเรายิ่งเข้าไปรีเสิร์ช เราก็ค้นพบว่าทุกคนเป็นหมาก แล้วก็จริงๆ คนที่ได้ประโยชน์เป็นพวกที่ไม่เปิดหน้าอยู่เบื้องหลัง อยู่ข้างบนตลอด เราก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มันสะท้อนถึงระบบที่บิดเบี้ยว ที่มันพังทลาย ยิ่งรีเสิร์ชก็เห็นเราเป็นแค่เบี้ยตัวเล็กๆ อยู่บนกระดาน

คาดหวังไหมว่าถ้าคนได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะรู้สึกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจเหยื่อมากขึ้น รวมถึงเหยื่อที่โดนหลอกไปทำงานพวกนี้ด้วย

คงเดช: เป็นจุดหมายต้นๆ เพราะตัวหนังได้อธิบายขั้นตอนทางจิตวิทยาที่คอลเซนเตอร์มันเล่นกับเรา หมายความว่าคนจะได้เข้าใจว่าทุกคนมีจุดอ่อน แล้วทุกครั้งที่เกิดการหลอกและถูกหลอก มันหมายความว่ามันตีเข้าที่จุดอ่อนของเรา ซึ่งบางคนเป็นเรื่องครอบครัว แล้วก็เข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงกลัว แต่จุดที่สำคัญจริงๆ เราอยากให้คนดูรู้สึกมากไปกว่านั้น ในฐานะประชาชน เราลุกขึ้นมาทำอะไรได้บ้างกับระบบที่มันไม่เอื้อ หรือไม่ช่วยเหลืออะไรเราเลย

สิทธิศิริ: คนทุกคนก็เป็นเหยื่อโดยอะไรสักอย่าง เราเข้าใจเหยื่อแล้วเราก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย เพราะว่าเราก็เป็นเหยื่อกับอะไรบางอย่างเหมือนกัน แล้วความเข้าใจนั้นนำไปสู่อะไร เราจะแปรเปลี่ยนความเข้าใจนี้ไปเป็นพลังอะไรบางอย่าง เป็นมูฟเมนต์เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตได้ไหม เราคิดว่าควรจะสนใจในฐานะมนุษย์กับเรื่องระบบว่า แล้วเราทำอะไรได้บ้าง

คงเดช: สมมติว่าบางคนไม่เคยถูกหลอก แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่บนความรู้สึกอึดอัด คับข้องใจบางอย่างแน่ๆ เราเชื่อว่าอย่างนั้น แล้วถ้าสมมติเราถอดความเป็นสแกมเมอร์ออกและเป็นหัวข้ออื่น เราจะค้นพบว่า เราอยู่บนความรู้สึกไม่แน่นอน ประมาทกับอะไรไม่ได้เลยอยู่ตลอดเวลา แล้วเราทำอะไรได้บ้าง

อย่างที่เหยื่อบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่อยากได้ชีวิตตัวเองคืน สำหรับตัวผู้กำกับ ผู้เขียนบทเคยคิดหรือจินตนาการไหมว่า ถ้าตัวเราเป็นเหยื่อที่โดนหลอก ชีวิตเราจะพลิกผันอย่างไรบ้าง

คงเดช: เราก็เคยเป็นเหยื่อ เคยสั่งของแล้วไม่ได้ของมาก่อน เก็บหลักฐานไว้แน่นมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันเกิดความรู้สึกโหวงๆ ตอนเดินลงจากบันไดโรงพัก เราคิดว่าเราก็เป็นเหยื่อประเภทหนึ่ง มันไม่ต่างกันเลย กับการที่เราจะมีน้ำมันใช้อีกกี่วัน เราจะเติมได้ไหม มันเป็นความรู้สึกแบบ ‘ยังไงวะ ชีวิตเราแขวนอยู่กับอะไรวะ’

สิทธิศิริ: เราก็ต้องดิ้นรนเพื่อที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

ในวันนี้สามารถชมเส้นตาย สายลวงได้ทาง Netflix และสำหรับผู้ที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว หรือได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้ เชื่อว่าอาจฉุกคิดขึ้นมาว่า ตอนนี้เรากำลังตกเป็นเหยื่อของอะไรอยู่หรือไม่ แล้วเราจะต่อสู้อย่างไรได้บ้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...