โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways Up ทยอยไต่ระดับเข้าหากรอบแนวต้านหลักโซน 1,530-1,545 จุดช่วงก่อนสงคราม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีคาดว่ายังคงได้แรงซื้อหนุนจาก Theme AI Boom ขณะที่ผลประกอบการบจ. 1Q26 ที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดเป็นอีกปัจจัยสนับสนุน ซึ่งบดบังประเด็นที่ยังต้องระมัดระวังคือทิศทาง Bond Yield และเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น โดย PPI เดือน เม.ย. ล่าสุดสหรัฐฯออกมาสูงกว่าคาดมาก (+1.4% m-m, +6% y-y) หนุน Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯปรับขึ้นแตะ 4.5% ระหว่างวัน

ขณะที่ตลาดประเมินว่า Fed ยังมีโอกาสที่จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีหากเงินเฟ้อลากยาว ส่วนโฟกัสตลาดในช่วง 2 วันนี้คือการพบกันระหว่าง Trump-Xi รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะหารือทั้งประเด็นการค้า AI แร่หายาก รวมถึงตะวันออกกลาง โดยตลาดคาดว่าจะเห็นพัฒนาการเชิงบวกในแง่ความร่วมมือและลดข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

ด้านกำไรบจ.ไทย 1Q26 โดยรวมที่ดีกว่าคาด 12% ส่งผลให้ EPS ปี 2026 ปัจจุบันของเราที่ 94 บาท (Bloomberg Consensus 97 บาท) ไม่มี Downside ขณะที่ทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติระยะสั้นเริ่มเป็นบวก ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง มีโอกาสหนุนดัชีขึ้นหากรอบ 1,550-1,600 จุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางผ่อนคลายลงใน 2H26 คาดว่าจะเห็น Sector Rotation ออกจากกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี เข้าสู่กลุ่ม Domestic Play มากขึ้นกลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่แนวโน้มกำไร 1Q26 แข็งแกร่งและแนวโน้มถูกกระทบจำกัดจากสงคราม

หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : CRC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23 บาท
• ประกาศกำไรปกติ 1Q26 ที่ 2.9 พันลบ. +6% q-q, +12% y-y ดีกว่าคาด 17% แม้ SSSG จะเติบโตเพียงเล็กน้อย แต่ได้อานิสงส์จาก Gross Margin ที่ดีกว่าคาด ส่วนดอกเบี้ยจ่ายลดลง ช่วยชดเชยค่าใช้จ่าย SG&A ที่ปรับขึ้น
• กำไร 1Q26 คิดเป็น 37% ของประมาณการกำไรปี 2026 ที่คาดโต 6% y-y ขณะที่ SSSG 2QTD กลับมาเร่งตัวขึ้น เราเริ่มเห็น Upside ต่อประมาณการราว 5-7% ปัจจุบันราคาหุ้นเทรด PER 14.4 เท่า ยังไม่แพง
• แนวรับ 18.50 บาท แนวต้าน 19.60//20 บาท

ด้านบล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ยังคงผันผวนต่อ แม้ดัชนีภาพรวมจะดูเหมือนปรับตัวขึ้นแรง แต่เป็นการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการขึ้นและลงของหุ้น DELTA ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีฯ เกือบ 20% นักลงทุนยังคงชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผลของการพบกันของสองผู้นำสหรัฐฯ-จีน และการประเมินท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ล่าสุดออกมาสูงกว่าคาด รวมถึงบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการในช่วง 2 วันสุดท้าย

ปัจจัยในประเทศ

  • ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและมาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: * นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
  • ทางด้านพรรคฝ่ายค้านนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงคัดค้าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือลิตรละ 33 บาท หรือเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกลุ่มบริษัทพลังงานแทนการกู้เงิน
  • ธปท. เตือนรัฐบาล ไม่ให้ใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง โดยระบุว่าอาจจำกัดความยืดหยุ่นทางการคลัง เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป
  • ผลประกอบการ 1Q-26: ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ช่วงสองวันสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการงวด 1Q-26 ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามงบที่ออกมา รวมถึงแนวโน้มไตรมาส 2/26 ที่จะเริ่มเห็นผลกระทบจากสงครามผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น เราประเมินกำไร 1Q-26 ไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท (+3% YoY) โดยมีกลุ่มโรงกลั่นที่ทำกำไรโดดเด่น เช่น บมจ.ไทยออยล์ ที่กำไรไตรมาสแรกพุ่งขึ้นถึง 456% รับอานิสงส์ค่าการกลั่นและราคาน้ำมัน
  • Fund Flow ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และเงินบาท: * ตลาดหุ้น: นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 3,316 ล้านบาท (SET+MAI)
    o ตลาดตราสารหนี้: นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,125 ล้านบาท ขณะที่
    Yield พันธบัตรอายุ 5 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 1.55%
    o ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ 32.40 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ
    คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวพรุ่งนี้ที่ 32.25 – 32.50 บาท/ดอลลาร์

ปัจจัยต่างประเทศ

  • ทิศทางราคาน้ำมันและสงคราม: สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะผันผวนมากขึ้นในปี 2026 เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลกลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้น ท่ามกลางการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงเหลือ 95.1 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเมษายน โดยการผลิตน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1990 ที่ 6.316 ล้านบาร์เรล/วัน
  • ความกังวลด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯ: กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานอัตราเงินเฟ้อ (Headline CPI) เดือน เม.ย. ปรับตัวขึ้น 3.8% (YoY) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.7% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ พ.ค. 2566 หนุนโดยราคาพลังงานที่สูงขึ้น
  • การพบกันของผู้นำสหรัฐฯ-จีน: ตลาดกำลังจับตาการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง โดยครอบคลุมการเจรจาการค้า สงครามอิหร่าน ไต้หวัน และล่าสุด เจนเซน หวง (Nvidia) ได้เข้าร่วมการเยือนจีนในนาทีสุดท้าย
  • มุมมองต่อตลาดหุ้นภูมิภาค: UBS และ Morgan Stanley แสดงความเห็นเชิงบวกต่อหุ้นจีนที่แข็งแกร่งกว่าคาด ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดร่วงกว่า 2% หลัง MSCI ถอดหุ้นอินโดฯ ออกจากดัชนีครั้งใหญ่
  • ตลาดหุ้นอินโดฯ ปิดร่วงกว่า 2% หลัง MSCI ถอดหุ้นอินโดฯ ออกจากดัชนีครั้งใหญ่

ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event

  • US Initial Jobless Claims, Surv(M): –, Prior: 200k)
  • US Retail Sales Advance MoM (Apr), Surv(M): 0.38%, Prior: 1.70%)

Strategy

  • แม้ดัชนีฯจะได้อานิสงค์จากผลของการปรับน้ำหนักหุ้นของ MSCI ที่ออกมาแบบผิดคาด ทำให้ราคาหุ้นหลายตัววกตัวกลับคอนข้างแรงจนทำให้ดัชนีฯ บวกขึ้นไปถึง 33 จุด แต่หากตัดผลของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้่น DELTA ออกไป ดัชนีฯ จะบวกเพียง 3 จุดเท่านั้น ทิศทางตลาดวันนี้ หากจะยืนยันการจบรอบการปรับฐาน ดัชนีฯ จะต้องรักษาโมเมนตัมบวกต่อจากวันก่อนให้ได้ และต้องเห็นแรงซื้อกระจายตัวไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Sector Rotation) อย่างชัดเจน
  • กลยุทธ์: ยังแนะนำให้ ชะลอการลงทุน หรือเพียงเก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว มีข่าวสนับสนุนชัดเจน (เช่น กลุ่มน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากสงคราม) หรือหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมาลึกจนน่าสนใจ
  • หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPF* ออก และนำ GUNKUL, CPALL, PTTEP เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย: GUNKUL(10%), CPALL(10%), PTTEP(10%), GULF(10%), TRUE(10%), KTB (10%), SCB (10%), ADVANC* (10%)

Technical : ITC, TFG

ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,500 แนวต้าน 1,520 – 1,530 โดยกลับมายืนเหนือระดับ 1,500 จุดจากแรงหนุนกลุ่มอิเล็ก & ไอซีที และคาดยังทรงตัวรอรายงานงบ บจ.Q1/69 รวมถึงผลการประชุมผู้นำสหรัฐ – จีน แนะนำเก็งกำไรระยะสั้นหุ้นที่รายงานกำไร Q1/69 ออกมาดีกว่าคาด เช่น CPALL,CRC,MEGA,KLINIQ / MRDIYT, TFG ที่ถูกนำเข้า MSCI Small Cap Index และมีโอกาสเข้า SET50 ในงวด 2H/69/ กลุ่มปลอดภัย ADVANC,TRUE,GULF,GPSC

PTT (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท) คาดกำไรสุทธิ 1Q69 เพิ่มขึ้น QoQ, YoY ที่ราว 2.6-2.7 หมื่นล้านบาท หนุนจากกำไรของกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นที่มีการรับรู้ stock gain และการปรับตัวขึ้นของค่าการกลั่น ขณะที่ธุรกิจของ PTT โรงแยกก๊าซได้ผลบวกจากต้นทุนลดลงตาม utility model สำหรับแนวโน้ม 2Q69 คาดกำไรปกติแข็งแกร่งทั้ง QoQ, YoY หนุนจากธุรกิจก๊าซฯ และปิโตรเคมีที่สะท้อนราคาและ spread ปรับเพิ่มขึ้น ธุรกิจ E&P ของ ปตท.สผ.ที่มีปริมาณขายและราคาปรับขึ้น ส่วนภาพรวมปี 69-70 คาดการณ์กำไรสุทธิของ PTT อยู่ที่ 9.3 หมื่นล้านบาท +3%YoY และ 9.4 หมื่นล้านบาท +4%YoY และ Div Yield ในระดับ 6%

MEGA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 40.61 บาท) กำไรสุทธิ1Q69 อยู่ที่ 605 ลบ.+34%YoY +5%QoQ มีแรงหนุนจาก Fx Gain ราว 40 ลบ. ส่วนกำไรปกติอยู่ที่ 565 ลบ.+16%YoY -7%QoQ การอ่อนตัว QoQ เป็นไปตาม Seasonal Effect ขณะที่ภาพ YoY สามารถโตได้ดีตามรายได้(+14%YoY) รวมถึง มาร์จิ้นดีขึ้นจาก Economies of Scale โดย รายได้ Mega We Care +17%YoY โตได้ดีทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา ด้านรายได้ Maxxcare +8%YoY ฟื้นตัวได้ดีตามสถานการณ์การเมืองในเมียนมาร์ ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ MEGA* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 2,291 ลบ.(+20%YoY) และ 2,427 ลบ.(+6%YoY) ตามลำดับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...