โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ดาวโจนส์ปิดลบ 67 จุด, กลุ่มชิป-AI หนุน S&P 500-แนสแดคทำนิวไฮ

efinanceThai

เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 23.43 น.

ดาวโจนส์ปิดลบ 67 จุด, กลุ่มชิป-AI หนุน S&P 500-แนสแดคทำนิวไฮ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 พ.ค. 69 6:43: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันพุธ (13 พ.ค.) โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้เงินเฟ้อจะออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ รวมถึงมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงตรึงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไปในอนาคต

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,693.20 จุด ลดลง 67.36 จุด (-0.14%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,444.25 จุด เพิ่มขึ้น 43.29 จุด (+0.58%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,402.34 จุด เพิ่มขึ้น 314.14 จุด (+1.20%)

หุ้นกลุ่มชิปกลับมาดีดตัวหลังจากร่วงลง ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 และแนสแดคพลิกกลับมาปิดแดนบวก ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ปรับตัวขึ้น 6 จากทั้งหมด 7 บริษัท โดยพุ่งขึ้นระหว่าง 1.4-3.9%

ด้าน Morgan Stanley ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี S&P 500 เป็น 8,000 จุด จากเดิม 7,800 จุด โดยระบุว่าหุ้นสหรัฐฯ ยังมีพื้นที่ในการปรับตัวขึ้นได้อีกเนื่องจากบริษัทหลายแห่งยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

ไรอัน เดทริค หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดจาก Carson Group กล่าวว่า แม้ข้อมูลเงินเฟ้อจะยังคงร้อนแรง แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงมีความยืดหยุ่น หลังจากย่อตัวลงเมื่อวานนี้ หุ้นกลุ่มชิปก็กลับมาทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน รายงานจากกระทรวงแรงงานเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พุ่งขึ้น 1.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเริ่มส่งผลกระทบไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ และภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเริ่มแพร่กระจายไปในวงกว้างแล้ว

ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยังทำให้ความหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะสั้นนั้นริบหรี่ลง โดยซูซาน คอลลินส์ ประธานเฟด สาขาบอสตัน กล่าวว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจมีความเป็นไปได้หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่ลดลง

ขณะเดียวกัน วุฒิสภามีมติรับรอง เควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ด้วยคะแนน54-45เสียง

ทางด้าน จิม แบร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนจาก Plante Moran Financial Advisors เตือนให้ระมัดระวังอย่ามองข้ามความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นเวลานาน ซึ่งดัชนีราคาผู้ผลิตที่ออกมานั้นยังตอกย้ำความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และหนุนเหตุผลที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานขึ้น

นักลงทุนยังจับตาการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ รวมถึง เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla เดินทางถึงจีนแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดเข้าพบและหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ซึ่งคาดว่า จะมีการขอให้จีนเปิดกว้างต่อธุรกิจของสหรัฐฯ และรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้าต่อไป นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามเรียกคะแนนนิยมกลับมา หลังดิ่งลงจากสงครามอิหร่านและวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

การพบกันของสองผู้นำรอบนี้ยังมีขึ้นท่ามกลางคำเตือนจากจีนเกี่ยวกับการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวัน และการวิพากษ์วิจารณ์ร่างกฎหมาย MATCH Act ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญที่มุ่งเป้าสกัดกั้นขีดความสามารถของบริษัทผู้ผลิตชิปสัญชาติจีน โดยเดทริคกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์นำคณะผู้ติดตามจำนวนมากไปพบกับผู้นำจีนท่ามกลางข่าวลบเกี่ยวกับอิหร่าน เขาต้องการเดินทางกลับจากการประชุมที่จีนครั้งนี้พร้อมกับข้อตกลงที่สำคัญบางอย่าง

ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม

- หุ้นของ Nvidia และ Tesla ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% และ 2.7% ตามลำดับ

- ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มบริการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมากที่สุด (+0.98%) ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคลดลงมากที่สุด (-1.26%)

- หุ้น Ford พุ่งขึ้น 13.2% ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นวันเดียวสูงสุดในรอบ 6 ปี หลังจาก Morgan Stanley ระบุว่า ตลาดประเมินความได้เปรียบทางการแข่งขันจากความร่วมมือระหว่างธุรกิจด้านพลังงานของ Ford กับ CATL ยักษ์ใหญ่ด้านแบตเตอรี่จากจีนต่ำเกินไป

- หุ้น Nebius Group พุ่งขึ้น 15.7% หลังจากบริษัทคลาวด์ AI รายงานรายได้รายไตรมาสเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่า

- หุ้น EchoStar เพิ่มขึ้น 3.0% หนึ่งวันหลังจากได้รับการอนุมัติการขายคลื่นความถี่ไร้สายมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ให้กับ SpaceX และ AT&T

ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย

- ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,030 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 18,120 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.21 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 433 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 175 ตัว

- ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 2,273 ตัว และหุ้นลบ 2,450 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.08 ต่อ 1 หุ้น

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 37 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 46 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 119 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 191 ตัว

ที่มา Reuters

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...