"พิชาย" เตือนรัฐบาลใช้ “วิกฤต” เป็นข้ออ้าง ดัน พ.ร.ก. กู้ 4แสนล้าน ชี้สุดท้ายคนจ่ายหนี้คือประชาชนทั้งประเทศ
"พิชาย" เตือนรัฐบาลใช้ “วิกฤต” เป็นข้ออ้าง ดัน พ.ร.ก. กู้ 4แสนล้าน ข้ามกลไกสภา เสี่ยงเปิดช่องผลประโยชน์ ชี้ชะตาเงินมหาศาลอยู่ที่ความโปร่งใส ไม่ใช่คำสัญญา เตือนสุดท้ายคนจ่ายหนี้คือประชาชนทั้งประเทศ
วันที่ 6 พ.ค. 2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มีสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรู้ดีกว่านักปรัชญาการเมือง นั่นคือ ไม่มีประตูบานใดที่เปิดโอกาสได้กว้างกว่าประตูที่เรียกว่าวิกฤต
เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ใช้คำว่า วิกฤตลงในประโยคที่แถลงทั้งวิกฤตโลก วิกฤตพลังงาน วิกฤตต้นทุน วิกฤตค่าครองชีพ วิกฤตกำลังซื้อ ราวกับกำลังนับคลื่นสึนามิที่ซัดมาทีละลูก เราควรถามตัวเองว่า นี่คือการวิเคราะห์สถานการณ์ หรือคือการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวเพื่อให้การตัดสินใจใด ๆ ดูสมเหตุสมผลโดยปริยาย?
เรื่องทั้งหมดถูกทำให้ดูจำเป็นเร่งด่วน จึงต้องออกเป็นพระราชกำหนด แทนที่จะเป็น พระราชบัญญัติ เพราะ พ.ร.ก. คือเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ข้ามผ่านสภาได้ในทันที โดยอ้างว่าไม่มีเวลาพอจะเดินผ่านประตูประชาธิปไตยตามปกติ
คำถามคือ ความเร่งด่วนที่ว่านั้น เป็นความเร่งด่วนของประชาชน หรือเป็นความเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการเงินไปใช้สร้างคะแนนนิยมและผลประโยชน์ทางการเมือง?
4 แสนล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขที่ตกลงมาจากท้องฟ้า มันคือหนี้สาธารณะที่เติบโตขึ้น มันคือดอกเบี้ยที่จะสะสม มันคือภาษีของคนที่ยังไม่เกิดซึ่งถูกบังคับให้จ่ายค่าความล้มเหลวในการวางแผนของวันนี้ เราอาจกู้ได้สบายมากตามที่รัฐมนตรีคลังว่า แต่ใครที่จะสบายกับการจ่ายคืน?
วัตถุประสงค์ข้อสองของ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจยุคใหม่ ฟังดูดีมีเหตุผลทันโลกทันสมัย แต่หากมองให้ลึกลงไปเราจะพบว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ถูกเร่งรีบด้วยพระราชกำหนด โดยไม่ผ่านกระบวนการถกเถียงในสภา และถูกผูกไว้กับ “คณะกรรมการกลั่นกรอง” ที่มีปลัดกระทรวงคลังเป็นประธาน นั้นคือการโอนอำนาจตัดสินใจเรื่องทิศทางพลังงานของประเทศ จากตัวแทนของประชาชน ไปอยู่ในมือของข้าราชการประจำ สิ่งที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอสำหรับประเทศที่การเมืองถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนบ้านใหญ่คือ วิกฤตทางเศรษฐกิจมักถูกใช้เป็นโอกาสในการสะสมทุน โดยเอาทรัพยากรสาธารณะประเคนใส่เเข้กลุ่มทุนที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจ ในนามของการแก้ปัญหา
คำถามที่รอคำตอบจึงมีอยู่ว่า ใน 2 แสนล้านบาทที่จะใช้กับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ใครคือผู้รับสัญญา? ใครคือผู้ได้ประโยชน์? และห่วงโซ่ระหว่างผู้ตัดสินใจกับผู้ได้รับผลประโยชน์นั้น ยาวหรือสั้นเพียงใด?
นายเอกนิติย้ำว่า “ทุกโครงการต้องเข้าคณะกรรมการกลั่นกรอง” เป็นหลักประกันแห่งความโปร่งใส แต่ประวัติศาสตร์การใช้เงินกู้ในไทยสอนเราว่า กลไกการกลั่นกรองมักแข็งแกร่งบนกระดาษและเปราะบางในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อผู้กลั่นกรองเป็นข้าราชการที่อยู่ในสายบังคับบัญชาของรัฐบาลที่สั่งกู้เงิน
การที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ “มี 11 มาตราและระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน” นั้นฟังดูดี แต่ความชัดเจนของเจตนาเบื้องต้น ไม่ได้รับประกันความโปร่งใสของการจัดสรรในทางปฏิบัติ เงิน 4 แสนล้านบาทที่ไหลผ่านมือคณะกรรมการชุดเดียว โดยไม่มีกลไกตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระ คือเชื้อไฟที่นำไปสู่เปลวเพลิงแห่งการทุจริตได้อย่างง่ายดาย
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในคำแถลงของรัฐมนตรีคลังที่สำคัญอีดอย่างคือ ท่าทีที่ขอให้ประชาชนเชื่อก่อน แล้วค่อยดูผลทีหลัง ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งไม่ได้ทำงานด้วยความไว้วางใจ แต่ทำงานด้วยกลไกตรวจสอบที่แข็งแกร่ง การที่พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าควรออกเป็น พ.ร.บ. แทน พ.ร.ก. คือที่ทำให้กลไกประชาธิปไตยสามารถทำงานด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ 4 แสนล้านบาทคือตัวเลขที่ใหญ่โตพอที่จะเปลี่ยนชะตาของประเทศได้ ทั้งในทางที่ดีและในทางที่เลวร้าย มันเพียงพอที่จะบรรเทาความทุกข์ยากของผู้คน และมันก็เพียงพอที่จะถูกกลืนหายไปในห่วงโซ่ผลประโยชน์ที่ซับซ้อน
ความแตกต่างระหว่างสองเส้นทางนั้น ไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจของรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ ว่าประชาชนและสถาบันนิติบัญญัติจะปล่อยให้ตัวเองถูกข้ามผ่านไปด้วยคำว่าวิกฤตอีกครั้งหรือไม่
เพราะผู้ที่จ่ายหนี้มิใช่รัฐมนตรี แต่คือเราทุกคนที่ยืนอยู่บนผืนดินผืนนี้ ทั้งที่มีชีวิตอยู่แล้ว และที่ยังไม่ได้เกิด