โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"พิชาย" เตือนรัฐบาลใช้ “วิกฤต” เป็นข้ออ้าง ดัน พ.ร.ก. กู้ 4แสนล้าน ชี้สุดท้ายคนจ่ายหนี้คือประชาชนทั้งประเทศ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 00.40 น.

"พิชาย" เตือนรัฐบาลใช้ “วิกฤต” เป็นข้ออ้าง ดัน พ.ร.ก. กู้ 4แสนล้าน ข้ามกลไกสภา เสี่ยงเปิดช่องผลประโยชน์ ชี้ชะตาเงินมหาศาลอยู่ที่ความโปร่งใส ไม่ใช่คำสัญญา เตือนสุดท้ายคนจ่ายหนี้คือประชาชนทั้งประเทศ

วันที่ 6 พ.ค. 2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มีสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยรู้ดีกว่านักปรัชญาการเมือง นั่นคือ ไม่มีประตูบานใดที่เปิดโอกาสได้กว้างกว่าประตูที่เรียกว่าวิกฤต

เมื่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ใช้คำว่า วิกฤตลงในประโยคที่แถลงทั้งวิกฤตโลก วิกฤตพลังงาน วิกฤตต้นทุน วิกฤตค่าครองชีพ วิกฤตกำลังซื้อ ราวกับกำลังนับคลื่นสึนามิที่ซัดมาทีละลูก เราควรถามตัวเองว่า นี่คือการวิเคราะห์สถานการณ์ หรือคือการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวเพื่อให้การตัดสินใจใด ๆ ดูสมเหตุสมผลโดยปริยาย?

เรื่องทั้งหมดถูกทำให้ดูจำเป็นเร่งด่วน จึงต้องออกเป็นพระราชกำหนด แทนที่จะเป็น พระราชบัญญัติ เพราะ พ.ร.ก. คือเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ข้ามผ่านสภาได้ในทันที โดยอ้างว่าไม่มีเวลาพอจะเดินผ่านประตูประชาธิปไตยตามปกติ

คำถามคือ ความเร่งด่วนที่ว่านั้น เป็นความเร่งด่วนของประชาชน หรือเป็นความเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการเงินไปใช้สร้างคะแนนนิยมและผลประโยชน์ทางการเมือง?

4 แสนล้านบาทไม่ใช่ตัวเลขที่ตกลงมาจากท้องฟ้า มันคือหนี้สาธารณะที่เติบโตขึ้น มันคือดอกเบี้ยที่จะสะสม มันคือภาษีของคนที่ยังไม่เกิดซึ่งถูกบังคับให้จ่ายค่าความล้มเหลวในการวางแผนของวันนี้ เราอาจกู้ได้สบายมากตามที่รัฐมนตรีคลังว่า แต่ใครที่จะสบายกับการจ่ายคืน?

วัตถุประสงค์ข้อสองของ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจยุคใหม่ ฟังดูดีมีเหตุผลทันโลกทันสมัย แต่หากมองให้ลึกลงไปเราจะพบว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ถูกเร่งรีบด้วยพระราชกำหนด โดยไม่ผ่านกระบวนการถกเถียงในสภา และถูกผูกไว้กับ “คณะกรรมการกลั่นกรอง” ที่มีปลัดกระทรวงคลังเป็นประธาน นั้นคือการโอนอำนาจตัดสินใจเรื่องทิศทางพลังงานของประเทศ จากตัวแทนของประชาชน ไปอยู่ในมือของข้าราชการประจำ สิ่งที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอสำหรับประเทศที่การเมืองถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนบ้านใหญ่คือ วิกฤตทางเศรษฐกิจมักถูกใช้เป็นโอกาสในการสะสมทุน โดยเอาทรัพยากรสาธารณะประเคนใส่เเข้กลุ่มทุนที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจ ในนามของการแก้ปัญหา

คำถามที่รอคำตอบจึงมีอยู่ว่า ใน 2 แสนล้านบาทที่จะใช้กับการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ใครคือผู้รับสัญญา? ใครคือผู้ได้ประโยชน์? และห่วงโซ่ระหว่างผู้ตัดสินใจกับผู้ได้รับผลประโยชน์นั้น ยาวหรือสั้นเพียงใด?

นายเอกนิติย้ำว่า “ทุกโครงการต้องเข้าคณะกรรมการกลั่นกรอง” เป็นหลักประกันแห่งความโปร่งใส แต่ประวัติศาสตร์การใช้เงินกู้ในไทยสอนเราว่า กลไกการกลั่นกรองมักแข็งแกร่งบนกระดาษและเปราะบางในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อผู้กลั่นกรองเป็นข้าราชการที่อยู่ในสายบังคับบัญชาของรัฐบาลที่สั่งกู้เงิน

การที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ “มี 11 มาตราและระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน” นั้นฟังดูดี แต่ความชัดเจนของเจตนาเบื้องต้น ไม่ได้รับประกันความโปร่งใสของการจัดสรรในทางปฏิบัติ เงิน 4 แสนล้านบาทที่ไหลผ่านมือคณะกรรมการชุดเดียว โดยไม่มีกลไกตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระ คือเชื้อไฟที่นำไปสู่เปลวเพลิงแห่งการทุจริตได้อย่างง่ายดาย

แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในคำแถลงของรัฐมนตรีคลังที่สำคัญอีดอย่างคือ ท่าทีที่ขอให้ประชาชนเชื่อก่อน แล้วค่อยดูผลทีหลัง ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งไม่ได้ทำงานด้วยความไว้วางใจ แต่ทำงานด้วยกลไกตรวจสอบที่แข็งแกร่ง การที่พรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าควรออกเป็น พ.ร.บ. แทน พ.ร.ก. คือที่ทำให้กลไกประชาธิปไตยสามารถทำงานด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ 4 แสนล้านบาทคือตัวเลขที่ใหญ่โตพอที่จะเปลี่ยนชะตาของประเทศได้ ทั้งในทางที่ดีและในทางที่เลวร้าย มันเพียงพอที่จะบรรเทาความทุกข์ยากของผู้คน และมันก็เพียงพอที่จะถูกกลืนหายไปในห่วงโซ่ผลประโยชน์ที่ซับซ้อน

ความแตกต่างระหว่างสองเส้นทางนั้น ไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจของรัฐมนตรี แต่อยู่ที่ ว่าประชาชนและสถาบันนิติบัญญัติจะปล่อยให้ตัวเองถูกข้ามผ่านไปด้วยคำว่าวิกฤตอีกครั้งหรือไม่

เพราะผู้ที่จ่ายหนี้มิใช่รัฐมนตรี แต่คือเราทุกคนที่ยืนอยู่บนผืนดินผืนนี้ ทั้งที่มีชีวิตอยู่แล้ว และที่ยังไม่ได้เกิด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...