พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนลบ. เตรียมเสนอต่อสภา 14 พ.ค.นี้
ดร.เอกนิติ รมว.คลัง ยันความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและปากท้องประชาชน โฆษกฯ เผย กู้ในประเทศ สภาพคล่องในระบบล้น-ดอกเบี้ยต่ำ ยันหนี้ไม่ทะลุเพดาน 70%
5 พ.ค. 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมครม. เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและพลังงาน ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่เข้มงวด
ประเด็นสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำ คือ การกู้เงินครั้งนี้จะไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ โดยจากการประเมินและวิเคราะห์อย่างละเอียดของกระทรวงการคลัง หนี้สาธารณะของประเทศไทยจะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP
“การดำเนินการในครั้งนี้จึงยังคงยึดมั่นในหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะเป็นวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่พิจารณาแล้วว่าวงเงิน 400,000 ล้านบาทนั้นเพียงพอและเหมาะสม”
ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า ได้แบ่งการใช้เงินออกเป็นสองส่วนหลักคือ วงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนโดยทันที วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต
“ได้พิจารณาแหล่งเงินทุนอื่นๆ อย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่ามีความจำกัดอย่างยิ่ง งบประมาณปี 2569 มีเงินที่สามารถตัดลดมาใช้ได้ไม่ถึง 100,000 ล้านบาท เบื้องต้นรวบรวมได้เพียงประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อวิกฤต”
ขณะที่งบกลาง ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงประมาณ 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับวิกฤตการณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้านงบประมาณปี 2570 จะต้องรอไปอีกถึง 5 เดือนกว่าจะเริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน
“ ประเทศไทยเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย คิดเป็นสัดส่วนถึง 7-8% ของ GDP หากเราไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในตอนนี้ วิกฤตค่าพลังงานจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และจะนำไปสู่ภาวะStagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง ซึ่งจะแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นในอนาคต”
ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารจัดการเงินกู้นั้นจะกู้เงินภายในประเทศทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องในระบบธนาคารของไทยมีสูงมากเกินกว่า 1 ล้านล้านบาท การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทจึงสามารถทำได้โดยสะดวก อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำมากในขณะนี้
ทั้งนี้หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย รัฐบาลมีกำหนดจะนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายภายใต้กฎหมาย พ.ร.ก. นี้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
ขณะที่หน่วยงานรับงบประมาณต่างๆ จะต้องนำเสนอโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 2 ด้านหลัก คือ การบรรเทาผลกระทบประชาชน และ เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดย พ.ร.ก. ฉบับนี้จะระบุวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนไม่กว้างเหมือนฉบับก่อนๆ
“คณะกรรมการกลั่นกรองจะพิจารณาโครงการต่างๆ และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติในลำดับถัดไป รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหา แต่ตัวเงินกู้นั้นตามกฎหมายสามารถใช้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายนของปีหน้า”
ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
โดย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติ ดังนี้
- อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….
- เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ
- เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ
- มอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. ฯ นี้
- มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้
วัตถุประสงค์ พระราชกำหนด ฯ 1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว
โดยกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นพี่น้องประชาชน ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
“นายกรัฐมนตรีแถลงยืนยัน ว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ ภาวะ stagflation (สแต็กฟเลชัน) หรือ ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” นางสาวรัชดา ระบุ
โฆษกรัฐบาล ยังกล่าวว่า ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. จะถูกเสนอสู่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 14 พ.ค. นี้ ซึ่ง รอง. นรม. และ รมว. กค. ยืนยันแล้วด้วยว่า พรก.กู้เงินนี้ ไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยจะเป็นการกู้เงินภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน สภาพคล่องภายในประเทศสูงมาก และดอกเบี้ยต่ำมาก อีกด้วย