โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนลบ. เตรียมเสนอต่อสภา 14 พ.ค.นี้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 พ.ค. เวลา 14.31 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 07.31 น.

ดร.เอกนิติ รมว.คลัง ยันความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและปากท้องประชาชน โฆษกฯ เผย กู้ในประเทศ สภาพคล่องในระบบล้น-ดอกเบี้ยต่ำ ยันหนี้ไม่ทะลุเพดาน 70%

5 พ.ค. 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมครม. เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและพลังงาน ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่เข้มงวด

ประเด็นสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำ คือ การกู้เงินครั้งนี้จะไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ โดยจากการประเมินและวิเคราะห์อย่างละเอียดของกระทรวงการคลัง หนี้สาธารณะของประเทศไทยจะยังคงอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP

“การดำเนินการในครั้งนี้จึงยังคงยึดมั่นในหลักวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะเป็นวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่พิจารณาแล้วว่าวงเงิน 400,000 ล้านบาทนั้นเพียงพอและเหมาะสม”

ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า ได้แบ่งการใช้เงินออกเป็นสองส่วนหลักคือ วงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก เพื่อช่วยเหลือเยียวยาและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนโดยทันที วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต

“ได้พิจารณาแหล่งเงินทุนอื่นๆ อย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่ามีความจำกัดอย่างยิ่ง งบประมาณปี 2569 มีเงินที่สามารถตัดลดมาใช้ได้ไม่ถึง 100,000 ล้านบาท เบื้องต้นรวบรวมได้เพียงประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อวิกฤต”

ขณะที่งบกลาง ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงประมาณ 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับวิกฤตการณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้านงบประมาณปี 2570 จะต้องรอไปอีกถึง 5 เดือนกว่าจะเริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน

“ ประเทศไทยเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย คิดเป็นสัดส่วนถึง 7-8% ของ GDP หากเราไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในตอนนี้ วิกฤตค่าพลังงานจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และจะนำไปสู่ภาวะStagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงขึ้นในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง ซึ่งจะแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้นในอนาคต”

ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารจัดการเงินกู้นั้นจะกู้เงินภายในประเทศทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องในระบบธนาคารของไทยมีสูงมากเกินกว่า 1 ล้านล้านบาท การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทจึงสามารถทำได้โดยสะดวก อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำมากในขณะนี้

ทั้งนี้หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย รัฐบาลมีกำหนดจะนำ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายภายใต้กฎหมาย พ.ร.ก. นี้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

ขณะที่หน่วยงานรับงบประมาณต่างๆ จะต้องนำเสนอโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 2 ด้านหลัก คือ การบรรเทาผลกระทบประชาชน และ เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดย พ.ร.ก. ฉบับนี้จะระบุวัตถุประสงค์ไว้ชัดเจนไม่กว้างเหมือนฉบับก่อนๆ

“คณะกรรมการกลั่นกรองจะพิจารณาโครงการต่างๆ และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติในลำดับถัดไป รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อความรวดเร็วในการแก้ปัญหา แต่ตัวเงินกู้นั้นตามกฎหมายสามารถใช้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายนของปีหน้า”

ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

โดย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติ ดังนี้

  • อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….
  • เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ
  • เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ
  • มอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. ฯ นี้
  • มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้

วัตถุประสงค์ พระราชกำหนด ฯ 1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

โดยกลุ่มเป้าหมายสำคัญ คือ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นพี่น้องประชาชน ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

“นายกรัฐมนตรีแถลงยืนยัน ว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ ภาวะ stagflation (สแต็กฟเลชัน) หรือ ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” นางสาวรัชดา ระบุ

โฆษกรัฐบาล ยังกล่าวว่า ร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. จะถูกเสนอสู่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา 14 พ.ค. นี้ ซึ่ง รอง. นรม. และ รมว. กค. ยืนยันแล้วด้วยว่า พรก.กู้เงินนี้ ไม่เกินกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยจะเป็นการกู้เงินภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน สภาพคล่องภายในประเทศสูงมาก และดอกเบี้ยต่ำมาก อีกด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...