โชว์วิสัยทัศน์ โสภณ ลั่นเลิกใช้วาทกรรม พริษฐ์ ชู เป็นกลาง สภาโปร่งใส-ตรวจสอบได้
แคนดิเดตปธ.สภาโชว์วิสัยทัศน์ ‘โสภณ’ ลั่น ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างสมดุล เลิกใช้วาทกรรม อย่ามุ่งชนะคะคาน ‘พริษฐ์’ ชี้ประธานสภาฯคนใหม่ ต้องกอบกู้ความไว้วางใจจากปชช. วางตัวเป็นกลางใช้มาตรฐานเดียวกันทุกพรรค ต้องยกระดับสภาโปร่งใสตรวจสอบได้ หวังยืนข้างปชช. ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เมื่อเวลา 09.29 น. วันที่ 15 มี.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภา ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อให้ ส.ส.ได้กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา คนที่ 1 และคนที่ 2 โดยหลังจากที่พบว่ามีผู้ลงชื่อครบองค์ประชุมแล้ว นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภา กล่าวเชิญ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะ ส.ส.ที่อาวุโสสูงสุดขึ้นทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม
จากนั้นนายไพโรจน์ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้รักษาข้อบังคับของที่ประชุม ก่อนที่จะเปิดให้เสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งประธานสภา โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์และลงคะแนนลับ
โดยนายโสภณกล่าววิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า 25 ปีที่ตนอยู่ในสภา และเห็นการทำงานหลากหลายรูปแบบ ตนหวังว่าจะสภาจะหลอมรวมประสบการณ์ในอดีต และความทันสมัย เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับอำนาจหน้าที่ของประธานสภามี 3 ประการ คือนำเรื่องราวทุกข์ร้อนของประชาชนมาบอกกล่าว เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งตนอยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพ สมดุล เป็นเหตุเป็นผลเพื่อประโยชน์ประชาชน และการออกกฎหมายตรากฎหมาย โดยตนอยากเห็นสภาเป็นที่ออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปปฏิบัติเพื่อฟันฝ่าวิกฤต
นายโสภณกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีกฎหมายที่ล้าสมัยจำนวนมาก บังคับใช้ไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดังนั้น ตนหวังว่านิติบัญญัติต้องสังคายนากฎหมายที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรค โดยต้องปรับปรุงยกเลิกโดยเร็วที่สุด และกฎหมายใหม่ที่นำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารทำงาน ต้องทันสมัยทันเหตุการณ์ และการพัฒนาการของประเทศและของโลก
นายโสภณกล่าวต่อว่า การเสนอกฎหมายแต่ละครั้งต้องใช้เวลา ทำให้บางสมัยประชุมไม่สามารถออกกฎหมายได้ โดยตนไม่พึงปรารถนาให้สภาใช้วาทกรรมเอาชนะคะคานโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ซึ่งตนคิดว่าประชาชนต้องการเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือให้รัฐบาล และเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน และเพื่อทำให้สภาสร้างความศรัทธา เพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรี ให้เป็นสภาที่สง่างาม และหากตนได้รับเลือก จะทำหน้าที่ประธานสภา โดยปวารณาตัวทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาชน จรรโลงไว้ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
จากนั้นเวลา 09.48 น. นายพริษฐ์กล่าวว่า ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่กรุณาเสนอชื่อตนในวาระการเลือกประธานสภาในวันนี้ ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นประธานสภา เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอดว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถึงวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในการลงมติเลือกประธานสภาในวันนี้
แต่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนมองว่าบทบาทของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และผลักดันกฎหมายในสภา แต่ยังรวมถึงบทบาทในการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้นควรจะเดิน เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของวิสัยทัศน์เกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภา ภารกิจสำคัญที่สุดของประธานสภาคือการกอบกู้ความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภา เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรกลับทำลายศรัทธาของพี่น้องประชาชนไปมากเช่นกัน ส่วนคำถามว่าแล้วประธานสภาจะทำอะไรได้ในภารกิจนี้ ถ้าเปิดดูข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 9 (1) ประธานสภาจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ตนเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนเห็นตรงกันว่าประธานสภาจะต้องวางตนเป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค และสมาชิกทุกคน ไม่ว่าพรรคไหนทำผิดข้อบังคับ ประธานสภาต้องตักเตือนห้ามปรามด้วยมาตรฐานเดียวกัน พรรคไหนเสนอญัตติหรือกฎหมายอะไร ประธานสภาต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน
นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนมีความเห็นว่าหากเราจะทำให้สภาเป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไม่ได้ มี 4 เรื่องสำคัญที่หวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลาง คือ 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่กับการเดินไปข้างหน้า ตนอยากเห็นสภาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากกว่านี้ เพื่อยกระดับงานของฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมคำอภิปรายของ ส.ส. ทั้งห้องประชุมใหญ่และห้องประชุมกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนค้นหาได้ หรือการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ ทั้งการประชุมสภา และการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อทำให้สภาตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอวาระการประชุมปกติ
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 2.ประธานสภาคนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สภาที่โปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่าผู้แทนที่เขาเลือกไปทำงาน ทำงานคุ้มค่ากับภาษีประชาชนหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่สภาทำได้คือ การจัดทำ และเผยแพร่แดชบอร์ดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้ทันทีทันใด ว่า ส.ส.บ้านเขาขาดประชุมหรือไม่อภิปรายมากน้อยแค่ไหน ลงมติเรื่องต่างๆ ได้ตรงกับความเห็นของคนในพื้นที่หรือไม่ อีกเรื่องคือการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการเหมือนกับการถ่ายทอดสดการประชุมสภาในห้องใหญ่ 3.ประธานสภาคนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเผชิญกับปัญหาปากท้อง และถูกซ้ำเติมจากวิกฤตทั้งภายในภายนอก สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็น ส.ส.ที่เขาเลือกเข้าไปกลับไปใช้เงินภาษีอย่างฟุ่มเฟือย สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากเห็น คือเห็นประธานสภาที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดี กลับนำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และสิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาที่ลงทุนกับการตกแต่งอาคารรัฐสภามากกว่าลงทุนกับการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้นหวังว่าประธานสภาคนถัดไปจะเป็นหัวหอกสำคัญลุกขึ้นมาเสนอปรับหรือลดงบประมาณ ในส่วนที่ไม่จำเป็น และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม แม้ต้องขัดกับเพื่อนสมาชิกในที่นี้อยู่บ้าง
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า 4.ประธานสภาคนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คน กับอำนาจของประชาชน สภาผู้แทนราษฎรชุดไหนที่ไม่ปกป้องอำนาจของประชาชน เปรียบเสมือนกับสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง ในยุคปัจจุบันที่ประชาธิปไตยถูกบีบให้อ่อนแอ อำนาจของประชาชนอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงนำในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวางครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
นายพริษฐ์กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ เห็นว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องทำทุกทาง เพื่อทำให้การได้มา และการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้น เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน และในฐานะตัวแทนของ ส.ส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา และทำให้สังคมเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรีเป็นธรรม และโปร่งใส และในฐานะประธานรัฐสภา เห็นว่าประธานสภาคนถัดไปจะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ได้แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา
“คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้อาจจะไม่ใช่คำถามว่าใครจะได้เป็นประธานสภา แต่คือคำถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้าสภาแห่งนี้จะยืนอยู่อยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามในการครอบงำผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงมติมีข้อหารือต่อกรณีของการลงคะแนนลับผ่านการเขียนชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อลงในบัตรออกเสียง ซึ่งมีคำถามต่อการสะกดชื่อที่ไม่ถูกต้อง โดยตอนแรก นายไพโรจน์วินิจฉัยว่าหากสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวถือว่าเป็นบัตรเสีย ทำให้ถูกทักท้วงว่าขอให้ยึดเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียง แม้จะมีการสะกดชื่อผิด เช่น ตัวสะกด หรือใส่การันต์ และมีข้อเสนอให้เขียนหมายเลขแทนเขียนชื่อ จนในที่สุดนายไพโรจน์ได้วินิจฉัยสุดท้ายว่า หากสะกดชื่อผิดยังถือเป็นบัตรดี ทั้งนี้ ขอให้เป็นดุลยพินิจของกรรมการนับคะแนน ส่วนบุคคลที่ต้องการงดออกเสียงให้เขียนคำว่างดออกเสียง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โชว์วิสัยทัศน์ โสภณ ลั่นเลิกใช้วาทกรรม พริษฐ์ ชู เป็นกลาง สภาโปร่งใส-ตรวจสอบได้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th