โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปชน. มีมติส่งศาลรธน. ตีความ พรก.กู้เงิน ‘เท้ง’ อ้อมแอ้มไม่อยากขยายขอบเขตอำนาจศาล

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'ณัฐพงษ์' ลั่นมติ 'พรรคประชาชน' ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 12 พ.ค.นี้ ย้ำ ประชาธิปัตย์-พรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมได้ แต่ต้องให้ปชน.เขียนคำร้อง ระบุ ต้องพิจารณารอบคอบไม่ไปขยายขอบเขตอำนาจศาลรธน.

7 พฤษภาคม 2569 - ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาชนต่อกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ที่ประชุมพรรคประชาชนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งมีการหารือกันอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้น คือการพยายามสอดไส้ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นการมัดรวมมาในการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ทั้งๆที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นจริงๆ ต้องใช้เวลาหลายปี

ทั้งนี้การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องเป็นเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นเราจึงตั้งคำถามว่ามีการกู้ 200,000 ล้านบาทมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นตกลงแล้วเข้าเงื่อนไขนี้จริงหรือไม่ เพราะเรายังไม่ได้เห็นไส้ใน ทั้งยังมีการมัดรวมกับก้อนเงินเยียวยาของประชาชนอีก พรรคประชาชนจึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนเป็นคนยกร่างในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นลำดับถัดไป

เมื่อถามว่า การเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ทำร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยินดีที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มาร่วมลงชื่อด้วยกัน ซึ่งตามกระบวนการก็มีการหารือกับพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เราต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดก็คือ ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจตามช่องทางในส่วนนี้ที่จะไม่เป็นการไปขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของตัวคำร้องนั้นพรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการยกร่างเอง

เมื่อถามย้ำว่ามองถึงส่วนที่ 2 ซึ่งเข้าข่ายขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จริงๆส่วนแรกก็อาจจะมีปัญหาตามที่นางสาวศิริกัญญาตั้งคำถามไปแล้วว่าการเยียวยานั้นเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม ไม่ใช่การเยี่ยวยาแบบพุ่งเป้าแบบที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามต้องบอกว่าอำนาจในการตราพระราชกำหนดเป็นช่องทางที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ กรณีที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในส่วนที่เรากังวลใจว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ของฝ่ายบริหารว่าอาจจะรู้แก่อำนาจไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คือเงินกู้ 200,000 ล้านบาทที่เป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แต่ในรายละเอียดก็ยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเยียวยาเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่า รัฐมนตรีเข้ามาชี้แจงว่าส่วนของเงินเยียวยานั้นทุกคนเดือดร้อนกันหมด ฟังขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพยายามใช้กลไกในสภาเพื่อให้รัฐมนตรีมาตอบ การตั้งกระทู้ถามก็คาดหวังหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาตอบแทน แต่กลายเป็นว่าได้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน ซึ่งการตั้งกระทู้สามสด ไปหลายประเด็นแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร

ถามอีกว่า ร่างที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จทันหรือไม่เนื่องจากจะมีการนำร่างพ.ร.ก.ดังกล่าวเข้าสภาในวันที่ 14 พ.ค.นี้แล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการส่วนนี้ เราได้ประสานพรรคร่วมฯ อื่นๆ อยู่แล้ว ซึ่งจำเป็นต้องยื่นให้ทันภายในวันจันทร์หรืออังคารที่จะถึงนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญคือยื่นก่อนรัฐสภาจะมีการอนุมัติในวันพฤหัสบดี

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ตามที่มีการตั้งกระถามเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบกระทู้แทน ว่าเพราะคนเดือดร้อนถ้วนหน้าเลยแจก 30 ล้านคน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็ควรจะ แจกแบบถ้วนหน้า ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่าอยากให้เป็นการเยียวยามุ่งเป้ากลุ่มเปราะบาง ซึ่งในสไลด์ที่รัฐบาลส่งให้กับสื่อมวลชน ก็ยังเน้นย้ำเรื่องเดิมว่าจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย แต่ในรายละเอียดการเยียวยากลับเยียวยาเกือบถ้วนหน้า และถ้าเป็นการเยียวยาแบบเกือบทั่วหน้าจริงก็น่าจะมีตัวเลขแต่เกือบ 50 ล้านคนขึ้นไป ไม่รวมคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ารอบนี้มันก้ำกึ่งเพราะรวมทั้งคนละครึ่งและโครงการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตัวเลขก็ยังอยู่ที่ราวๆ 44 ล้านคน แสดงว่ามีคนส่วนหนึ่งตกหล่นแน่ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุดก็ได้ ดังนั้นเราไม่ติดถ้าจะเยียวยาประชาชน แต่อยากให้เลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม ถ้าบอกว่าทุกคนเดือดร้อนก็จ่ายแบบถ้วนหน้าไปเลย ไม่ต้องพูดว่าจ่ายแบบมุ่งเป้า เพราะถ้าอยากจ่ายแบบมุ่งเป้าต้องไม่ใช้วิธีการลงทะเบียนแบบใครมาก่อนได้ก่อน แล้วปล่อยให้คนที่เดือดร้อนจริงตกหล่น

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากรณีเงิน 200,000 ล้านบาท มีการพูดกึ่งยอมรับว่า ไม่ได้มีโครงการ เท่ากับเป็นการยอมรับว่าตีเช็คเปล่าหรือไม่ น.ส.ศิริกันยา กล่าวว่า ใช่ จริงๆ ทางรัฐมนตรี ก็รับเองว่ายังไม่ได้มีตัวโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการชงเรื่องขึ้นมา ให้คณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังยอมรับกับเราอีกด้วยว่าสำหรับการเยียวยาจะเป็นการกู้ปีนี้ แล้วในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ก็ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด แต่ในส่วนที่เราจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ส่วนเรื่องจำเป็นหรือไม่ เลี่ยงได้หรือไม่ก็จะใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเห็นชอบแทน

ถามต่อว่าก่อนหน้านี้มีการชี้แจงว่าเงินกู้นี้ไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ใช่ และถือเป็นเรื่องตลก เพราะเราพยายามเน้นย้ำว่าเรื่องวินัยการเงินการคลังไม่ได้มีแค่เพดานหนี้ แต่ยังมีเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ แต่รัฐมนตรีก็มีคำตอบเดียวตามโพยว่าวินัยการเงินการคลังยังอยู่ดี เพราะเพดานหนี้สาธารณะไม่ได้ทะลุ ซึ่งตนไม่ได้ถาม แต่ก็คงช่วยปลอบใจรัฐบาลไปได้ว่าทำทุกอย่างแล้วยังโอเค วินัยการเงินการคลังไม่ได้ถูกทำลาย แต่ในใจเราทุกคน หรือวิญญูชนย่อมทราบดีว่า วินัยการเงินการคลังครั้งนี้ได้ถูกทำลายไปแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงในยามวิกฤตก็ไม่ใช่ยามที่จะมารักษาวินัยการเงินการคลังแบบเคร่งครัดขนาดนั้นอยู่แล้ว ก็กลายเป็นฝั่งรัฐบาลเองที่ต้องกลืนน้ำลายตัวเองว่า พยายามจะรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...