มีลูกตอนอายุ 40 ปี : ความท้าทายของการมีลูกตอนอายุเข้าเลข 4
ในช่วงหลายสิบปีก่อน คุณพ่อคุณแม่อาจจะคุ้นเคยกับคำแนะนำที่ว่าผู้หญิงไม่ควรมีลูกหลังอายุ 35 ปี แต่หลายปีที่ผ่านมา สังคมเริ่มเห็นว่าผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปี ก็สามารถตั้งท้องและมีลูกที่แข็งแรงไม่ต่างจากคุณแม่ที่อายุยังน้อย และเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเริ่มมีครอบครัวช้าลง และตั้งท้องตอนอายุเข้าเลขสามปลายหรือขยับไปถึงวัยเลขสี่มากขึ้น ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention ระบุว่า อัตราการเกิดของผู้หญิงอายุ 35–39 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่รายงานของ Office for National Statistics ก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกันว่าผู้หญิงกำลังมีลูกช้าลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยต้องเริ่มเลี้ยงลูกในช่วงเวลาเดียวกับที่ร่างกายกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะก่อนหมดประจำเดือน หรือ perimenopause ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง และค่อยๆ ส่งผลต่อทั้งอารมณ์ พลังงาน และจังหวะการใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยที่บางครั้งเราเองก็อาจยังไม่ทันสังเกตเห็นได้Sarah Berg แพทย์สูตินรีเวชอธิบายว่า ภาวะก่อนหมดประจำเดือน หรือ perimenopause เป็นช่วงที่พลังของเราอาจไม่สม่ำเสมอเหมือนเดิม บางวันก็ยังรู้สึกไหว ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่บางวันกลับเหนื่อยง่ายเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และสำหรับครอบครัวที่ มีลูกตอนอายุ 40 ปี ความรู้สึกแบบนี้มักจะยิ่งชัดขึ้น ทั้งอารมณ์ที่ขึ้นลงง่าย หรือบางวันที่เรื่องเดิมๆ กลับรู้สึกว่ารับมือได้ยากกว่าที่เคยผู้เชี่ยวชาญจึงเปรียบการมีลูกในช่วงวัยนี้ โดยเฉพาะการ มีลูกตอนอายุ 40 ปี ว่าเหมือนมีความเครียดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพราะในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ยังต้องดูแลลูกในแต่ละวัน ร่างกายก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภายในไปพร้อมกัน ความเหนื่อยจึงอาจค่อยๆ สะสมขึ้นโดยไม่รู้ตัว และนี่เองคือเหตุผลที่การทำความเข้าใจภาวะ perimenopause กลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นสำหรับการเลี้ยงลูกในช่วงวัยนี้เมื่อร่างกายเริ่มเปลี่ยน ใจเราก็มักเปลี่ยนตามไปโดยไม่รู้ตัว
ภาวะก่อนหมดประจำเดือน เป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะเอสโตรเจน ไม่ได้ค่อยๆ ลดลงอย่างสม่ำเสมอ แต่จะมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ มากกว่า ความไม่แน่นอนแบบนี้ทำให้ทั้งร่างกายและอารมณ์เหมือนค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะไปในแต่ละวัน บางวันคุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกเป็นปกติ ใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม แต่บางวันกลับอ่อนไหวง่าย เหนื่อยง่าย หรือหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทันรู้ตัว หลายคนบอกว่ามันเป็นความรู้สึกเหมือนไม่ค่อยเป็นตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่เรื่องของความคิด แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายโดยตรงนอกจากเรื่องอารมณ์แล้ว ร่างกายก็มักส่งสัญญาณออกมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการนอนที่ไม่ลึกเหมือนเดิม การตื่นกลางดึกบ่อย เหงื่อออกตอนกลางคืน อาการปวดเมื่อย หรือความเหนื่อยล้าที่ค่อยๆ สะสมทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงมาก สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจดูไม่ชัดเจนในตอนแรก แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็เริ่มส่งผลต่อการพักผ่อนของคุณพ่อคุณแม่ และเมื่อร่างกายฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ อารมณ์ในวันถัดมาก็มักได้รับผลตามไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ความเหนื่อยที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้มาจากการเลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียว
และเมื่อการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเลี้ยงลูก ความเหนื่อยจึงไม่ได้มาจากการเลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียว เพราะการเลี้ยงลูกเองก็เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งพลังใจและพลังร่างกายอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับอารมณ์ของลูก การจัดการกิจวัตรในแต่ละวัน หรือการพยายามเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกได้เติบโตเมื่อรวมเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ความสามารถในการรับมือกับความเครียดอาจค่อยๆ ลดลงโดยที่เราอาจไม่รู้ตัว เรื่องเล็กๆ ที่เมื่อก่อนเคยปล่อยผ่านได้ อาจกลายเป็นเรื่องที่กระทบใจมากขึ้นแต่ในอีกมุมหนึ่ง ความรู้สึกนี้ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ แต่อาจเป็นเพียงสัญญาณว่าร่างกายของเรากำลังต้องการการดูแลในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิมการดูแลตัวเองเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลลูกในระยะยาว
เมื่อเริ่มเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่มีรากฐานมาจากร่างกายมากขึ้นแล้ว การหันกลับมามองตัวเองด้วยความอ่อนโยนจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ จากคำถามเดิมว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตอนนี้ร่างกายเรากำลังต้องการอะไรมากขึ้นการนอนยังคงเป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อทั้งร่างกายและอารมณ์ แม้จะควบคุมทุกอย่างไม่ได้ทั้งหมด แต่การปรับสภาพแวดล้อมเล็กๆ อย่างอุณหภูมิห้อง ความสบายของเครื่องนอน หรือการลดสิ่งรบกวน ก็ช่วยให้การพักผ่อนมีคุณภาพขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ การมีช่วงเวลาสำหรับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการขยับร่างกายเบาๆ การออกไปเดิน หรือแม้แต่การได้นั่งเงียบๆ คนเดียวโดยที่ไม่ต้องทำอะไร ก็เป็นการเติมพลังเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งอื่นๆในแง่ของสุขภาพจิต การขอความช่วยเหลือหรือการได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีของการดูแลตัวเอง ที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ค่อยๆ กลับมาอยู่ในจุดที่สมดุลมากขึ้นอีกครั้งการสื่อสารกับลูกอย่างตรงไปตรงมา อาจช่วยให้ความสัมพันธ์เบาลงกว่าที่คิด
การพูดคุยเรื่องของฮอร์โมนหรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอาจดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยากที่จะพูดให้ลูกเข้าใจ แต่ความจริงแล้ว การอธิบายให้ลูกเข้าใจไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่บอกลูกว่าช่วงนี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่กำลังเปลี่ยนแปลง และอาจทำให้อารมณ์หรือการนอนเปลี่ยนไปบ้าง ก็ทำให้ลูกสามารถรับรู้และเข้าใจสถานการณ์ได้ดีมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ยังเป็นการชวนให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ที่จะสังเกตและเข้าใจทั้งร่างกายและอารมณ์ของตัวเองไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในลูกที่เริ่มโตขึ้นอีกด้วยเราไม่จำเป็นต้องรับมือกับทุกอย่างเพียงลำพังเสมอไป
แม้ภาวะหมดประจำเดือนจะเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย แต่พอเอาเข้าจริง ก็ไม่ได้เป็นช่วงที่ผ่านไปง่ายๆ สำหรับทุกคน ยิ่งถ้าเริ่มรู้สึกว่าร่างกายหรืออารมณ์เปลี่ยนไปจนกระทบกับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรอบเดือนที่ไม่เหมือนเดิม การนอนที่แย่ลง หรือวันที่รู้สึกว่าตัวเองรับอะไรได้น้อยลงกว่าเดิม การได้ลองคุยกับอผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างน้อยก็ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่เราคิดไปเองบางคนอาจต้องการการดูแลทางการแพทย์มากขึ้น เช่น การใช้ฮอร์โมน เพื่อช่วยให้ร่างกายค่อยๆ กลับมาอยู่ในจังหวะที่สบายขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องของสุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กันเลย เพราะพอเราได้มีพื้นที่ให้ตัวเอง ได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะช่วยให้เรารับมือกับทุกอย่างได้มั่นคงมากขึ้นสุดท้ายแล้ว อาจไม่ได้มีคำตอบชัดๆ ว่าควรมีลูกตอนอายุเท่าไรถึงจะเรียกว่าพร้อมที่สุด เพราะในความเป็นจริง แต่ละช่วงวัยก็มีทั้งสิ่งที่ง่ายและยากต่างกันออกไปการมีลูกตอนอายุ 40 ปี อาจไม่ได้สบายกว่าหรือเหนื่อยน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าแย่กว่าเช่นกัน มันเป็นแค่ความพร้อมอีกแบบหนึ่ง ที่มาพร้อมกับประสบการณ์ ความเข้าใจชีวิต และในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดของร่างกายที่ต้องค่อยๆ ดูแลไปพร้อมกันนั่นเองอ่านบทความ: มีลูกตอนอายุมาก: 6 ประโยชน์จากการมีลูกตอนอายุมากที่หลายคนอาจไม่เคยรู้อ้างอิงparentscdc.govons.gov.uk