เอกนัฏจ่อเรียกตัวแทนโรงกลั่นถกโครงสร้างราคา หลังค่าการกลั่น 6 วันแรกเดือน เม.ย. ทะลุ 17 บาทต่อลิตร
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ประเดิมภารกิจแรกในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมเรียกตัวแทนโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งเข้าหารือในช่วงบ่ายวันนี้ (7 เมษายน) เพื่อหาข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคา หลังพบความผิดปกติของตัวเลขค่าการกลั่นในช่วง 6 วันแรกของเดือนเมษายนที่พุ่งสูงเฉลี่ยถึง 17 บาทต่อลิตร จากภาวะปกติที่อยู่ระดับ 2-3 บาทต่อลิตร
พร้อมเตรียมใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อกดราคาหน้าโรงกลั่นหรือดึงกำไรส่วนเกินคืน หวังบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์
เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มอบหมายให้เอกนัฏนำแนวทางของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มาดำเนินการ
ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ค่าการกลั่นเฉลี่ยได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงพลังงานได้เรียกดูต้นทุนจริงของทุกโรงกลั่นแล้วเพื่อตรวจสอบว่ามีกำไรจากการกลั่นมากผิดปกติหรือไม่ เนื่องจากราคาอ้างอิงตลาดน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบ
เอกนัฏอธิบายถึงแนวทางการปรับลดราคาน้ำมันว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระเข้าไปอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่เพื่อแบ่งกำไรให้โรงกลั่น หากการหารือพบว่าโรงกลั่นมีกำไรส่วนเกินมากผิดปกติ
กระทรวงพลังงานจะพิจารณาดำเนินการใน 2 แนวทาง ได้แก่ การนำกำไรส่วนเกินกลับคืนมา ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีนอกเหนือจากการบริจาค หรือแนวทางที่สองคือการให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ใช้อำนาจตามพระราชกำหนด เข้าไปกดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง
ทั้งนี้ จะพิจารณาขั้นตอนการดำเนินการที่เหมาะสมจากการหารือร่วมกับโรงกลั่น และจะนำเสนอผลสรุปต่อที่ประชุม คตร. ทันที
สำหรับความคาดหวังเรื่องการลดราคาน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เอกนัฏระบุว่า ต้องการให้โรงกลั่นให้ความร่วมมือและช่วยเหลือในยามวิกฤต เพื่อความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย แทนการอาศัยสถานการณ์ความแปรปรวนของตลาดโลกมาทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานย้ำด้วยว่า กบง. มีอำนาจตามกฎหมายและมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้อำนาจในการกำหนดราคาน้ำมัน เอกชนจึงต้องนำตัวเลขข้อมูลต้นทุนมารายงานและพูดคุยกับรัฐบาล ภายใต้อำนาจของ พ.ร.ก. ป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง