โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชียงใหม่ติดอันดับ 3 เมืองมลพิษโลก 17/04/69 วิกฤตฝุ่นควัน

สยามรัฐ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เปิดอันดับเมืองมลพิษโลก 17 เม.ย. 69 เดลีนำโด่ง เชียงใหม่พุ่งอันดับ 3 วิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจภาคเหนือ

เมื่อนาฬิกาบอกเวลา 06.00 น. ของวันที่ 17 เมษายน 2569 ข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วโลกได้เผยตัวเลขที่น่าตกใจอีกครั้ง และสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยร้ายที่คุกคามชีวิตและลมหายใจของคนนับล้าน

เชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของไทย พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก ด้วยค่า AQI 178 ในช่วงเช้าวันที่ 17 เมษายน 2569 ตามหลังเพียงกรุงเดลีของอินเดีย (AQI 290) และกรุงไคโรของอียิปต์ (AQI 219) สถานการณ์นี้ตอกย้ำวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของภูมิภาค

เปิดโผ 10 อันดับเมืองมลพิษโลก: เชียงใหม่ไม่รอด

รายงานการจัดอันดับคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ในช่วงเวลา 06.00-07.00 น. ของวันที่ 17 เมษายน 2569 ได้เปิดเผยรายชื่อ 10 เมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดทั่วโลก โดยมีกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ครองอันดับหนึ่งด้วยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงถึง 290 ซึ่งจัดอยู่ในระดับ 'เป็นอันตรายต่อสุขภาพ' รองลงมาคือกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ที่ AQI 219 และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือเทศบาลนครเชียงใหม่ ประเทศไทย ซึ่งติดอันดับ 3 ด้วยค่า AQI 178 โดยมีกาฐมาณฑุ เนปาล (AQI 166) และกัมปาลา ยูกันดา (AQI 147) ตามมาในอันดับ 4 และ 5 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีเมืองสำคัญอื่นๆ ในลิสต์ ได้แก่ ย่างกุ้ง เมียนมา (AQI 140), ลาฮอร์ ปากีสถาน (AQI 121), หางโจว จีน (AQI 115), จาการ์ตา อินโดนีเซีย (AQI 105) และอู่ฮั่น จีน (AQI 96) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่กระจายตัวอยู่ในหลายทวีป โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

เจาะลึกสถานการณ์เชียงใหม่: วิกฤตซ้ำซากที่ต้องเร่งแก้ไข

การที่เชียงใหม่ติดอันดับ 3 เมืองมลพิษโลกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในช่วงฤดูแล้งของทุกปี โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเผาในที่โล่งทั้งจากการเกษตรและการลักลอบเผาป่า ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้ฝุ่นควันสะสมตัวได้ง่ายและยากต่อการระบายออกไป 'นี่คือวิกฤตสุขภาพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่' นายแพทย์สมชาย พรหมจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจกล่าว 'เราเห็นผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทุกปีในช่วงฤดูฝุ่น และผลกระทบระยะยาวยังน่ากังวลกว่านั้น' นอกจากนี้ ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเชียงใหม่ ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องแบกรับภาระขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

มาตรการรับมือ: รัฐบาลและท้องถิ่นเร่งแก้ปัญหา

รัฐบาลไทยและหน่วยงานท้องถิ่นได้พยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งการรณรงค์ห้ามเผา การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ลดการเผา และการจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่มาก เนื่องจากปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย 'เรากำลังทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้ในระดับภูมิภาค' นายกรัฐมนตรีกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ 'แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้และขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนในการลดการสร้างมลพิษ' นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ทันสมัยขึ้น เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วแก่ประชาชน รวมถึงการแจกจ่ายหน้ากากอนามัย N95 ให้กับกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่

มุมมองเศรษฐกิจและธุรกิจ: โอกาสในวิกฤต?

สำหรับภาคธุรกิจ การรับมือกับวิกฤตฝุ่นควันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำเนินงานประจำปี 'เราต้องปรับตัวให้เร็ว' ผู้ประกอบการโรงแรมในเชียงใหม่กล่าว 'มีการลงทุนในระบบฟอกอากาศภายในอาคาร จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เน้นพื้นที่อากาศบริสุทธิ์ และเสนอแพ็คเกจที่ยืดหยุ่นมากขึ้น' ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ป้องกันมลพิษ เช่น เครื่องฟอกอากาศ หน้ากากอนามัย และแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ กลับได้รับอานิสงส์และเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า ในระยะยาวแล้ว การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาพลังงานสะอาด การส่งเสริมการขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการจัดการพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน คือกุญแจสำคัญในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

การที่เชียงใหม่ยังคงวนเวียนอยู่ในอันดับต้นๆ ของเมืองมลพิษโลก สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและบูรณาการ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกฟื้นสถานการณ์นี้ให้กลับมามีอากาศที่บริสุทธิ์อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...