โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังหั่นเป้า GDP ปี 69 เหลือ 1.6% รับผลวิกฤตพลังงาน ชี้ไทยยังห่างไกล Stagflation

การเงินธนาคาร

อัพเดต 9 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลังหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6% จากเดิม 2.0% คาดเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 3% เดิมคาด 0.3% จากผลสงครามตะวันออกกกลาง-วิกฤตพลังงาน ยังไม่รวมผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ไทยยังห่างไกล Stagflation มองวิกฤตซ้อนวิกฤตน่ากลัวกว่า

28 เม.ย. 2569 - นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังพร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

โดยกระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1%) จากเดิมในการประมาณการเดือน ม.ค. 2569 คาดว่าจะเติบโตได้ 2.0% ต่อปี โดยการขยายตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ ด้านการนำเข้า คาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 13.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

ด้านอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน

ขณะที่ การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

สำหรับภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง ด้านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีทิศทางการเบิกจ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท และมีอัตราการเบิกจ่ายราวร้อยละ 50.0 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5% ) จากเดิมคาดไว้ที่ 0.3% ต่อไป ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0 ถึง 96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 จะมีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2.7% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ผ่านมา

“ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 30.0% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ

(1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน

(2) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า

(3) สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง

และ (4) ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

“การปรับลด GDP ครั้งนี้เป็นผลมาจากสงครามตะวันออกกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สศค.คาดว่าสงครามจะวันออกกลางจะคลี่คลายในช่วงกลางปี 2569”

นายวินิจ เปิดเผยต่อว่า ตัวเลข GDP ปี 2569 ยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ โดยเป็นการคำนวณจากฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมและกรอบงบประมาณปกติเท่านั้นทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่า หากมีการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุก 100,000 ล้านบาทไม่ว่าจะผ่านการลงทุนหรือการบริโภค จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.2% ซึ่งผลลัพธ์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบาย

นายวินิจ เปิดเผยว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องภาวะ Stagflation นั้น ปัจจุบันของไทยยังห่างไกลจากสถานการณ์ดังกล่าวเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีการขยายตัวและอัตราเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

“ในทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกภาวะ Stagflation ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 100 ปีจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนี้สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ วิกฤตซ้ำซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นรายวันทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และ Uncertainty of Global Leader”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...