คลังหั่นเป้า GDP ปี 69 เหลือ 1.6% รับผลวิกฤตพลังงาน ชี้ไทยยังห่างไกล Stagflation
คลังหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6% จากเดิม 2.0% คาดเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 3% เดิมคาด 0.3% จากผลสงครามตะวันออกกกลาง-วิกฤตพลังงาน ยังไม่รวมผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ไทยยังห่างไกล Stagflation มองวิกฤตซ้อนวิกฤตน่ากลัวกว่า
28 เม.ย. 2569 - นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังพร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยกระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.6% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1% ถึง 2.1%) จากเดิมในการประมาณการเดือน ม.ค. 2569 คาดว่าจะเติบโตได้ 2.0% ต่อปี โดยการขยายตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ ด้านการนำเข้า คาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 13.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน
ขณะที่ การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
สำหรับภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง ด้านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีทิศทางการเบิกจ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท และมีอัตราการเบิกจ่ายราวร้อยละ 50.0 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5% ) จากเดิมคาดไว้ที่ 0.3% ต่อไป ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0 ถึง 96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.0 ของ GDP
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 จะมีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2.7% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ผ่านมา
“ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 30.0% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”
อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ
(1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน
(2) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า
(3) สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง
และ (4) ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
“การปรับลด GDP ครั้งนี้เป็นผลมาจากสงครามตะวันออกกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สศค.คาดว่าสงครามจะวันออกกลางจะคลี่คลายในช่วงกลางปี 2569”
นายวินิจ เปิดเผยต่อว่า ตัวเลข GDP ปี 2569 ยังไม่รวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ โดยเป็นการคำนวณจากฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมและกรอบงบประมาณปกติเท่านั้นทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่า หากมีการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุก 100,000 ล้านบาทไม่ว่าจะผ่านการลงทุนหรือการบริโภค จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.2% ซึ่งผลลัพธ์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบาย
นายวินิจ เปิดเผยว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องภาวะ Stagflation นั้น ปัจจุบันของไทยยังห่างไกลจากสถานการณ์ดังกล่าวเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีการขยายตัวและอัตราเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย
“ในทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกภาวะ Stagflation ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 100 ปีจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนี้สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ วิกฤตซ้ำซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นรายวันทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และ Uncertainty of Global Leader”