โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สินเชื่อแบงก์โตต่ำ 0.3% หลังระวังปล่อยกู้ คาดไตรมาส4 จับตาหนี้ครัวเรือนพุ่ง หวั่นลูกหนี้ไม่ไหว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 ก.พ. 2567 เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. 2567 เวลา 10.02 น.

ธปท. เผยปี’66 สินเชื่อแบงก์พาณิชย์โตต่ำ 0.3% หลังระวังปล่อยกู้-หวั่นเศรษฐกิจวูบ กังวลลูกหนี้ไปไม่ไหว

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น.ส.อัจจนา ล่ำซำ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ปี 2566 ปรับดีขึ้นจากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 2.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 2.38 แสนล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6.70 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่ 5.77 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย อยู่ที่ 2.30 แสนล้านบาท เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 2.56 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ

อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท และไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท โดยกำไรปรับลดลงเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้น และค่าใช้จ่ายสำรองที่มีการกันสำรองเพิ่มมากขึ้น โดยปี 2566 มีการกันสำรองที่ 1.99 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 1.83 แสนล้านบาท ซึ่งธนาคารมีการสำรองระดับสูง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

น.ส.อัจจนากล่าวว่า ส่งผลให้อัตราส่วนทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2566 โดยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.62% อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ย (ROA) อยู่ที่ 1.06% เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 1.01% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของทุนเฉลี่ย (ROE) อยู่ที่ 7.92% เทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 7.49%

ทั้งนี้ ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4/2566 ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน 20.1% เงินสำรอง 179% และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูงที่ระดับ 204.4% สามารถทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สินเชื่อหดเหลือ 0.3% เหตุศก.แผ่ว

น.ส.อัจจนากล่าวว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ปี 2566 อยู่ที่ 0.3% หดตัวลงจากไตรมาสที่ 3/2566 ที่ 0.9% เมื่อแยกพอร์ตสินเชื่อ โดยสินเชื่อธุรกิจ หดตัวลงอยู่ที่ 1.7% จากไตรมาสก่อนที่ 2.1% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ขยายตัวที่ 0.01% ลดลงจาไตรมาสก่อนที่ 0.3% และธุรกิจผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ขยายตัวที่ 5.1% หดตัวจากไตรมาสก่อนที่ 5.5%

“สาเหตุการหดตัวของสินเชื่อ เนื่องจากการทยอยชำระคืนหนี้ของภาคธุรกิจหลังเร่งขยายตัวต่อเนื่องเพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงโควิด โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดใหญ่ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์มีการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะมองแนวโน้มธุรกิจและเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า” น.ส.อัจจนากล่าว

น.ส.อัจจนากล่าวว่า ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัวเพิ่มที่ 2.3% จากไตรมาสก่อนที่ 1.2% แยกรายประเภท โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 1.3% หดตัวจากไตรมาสก่อนที่ 2.4% สินเชื่อรถยนต์ อยู่ที่ 0.4% หดตัวจากไตรมาสก่อนที่ 0.8% สินเชื่อบัตรเครดิต อยู่ที่ 2.6% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 16.2% และสินเชื่อส่วนบุคคล อยู่ที่ 7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.8%

“อย่างไรก็ตาม การปล่อยสินเชื่อใหม่มีปริมาณเพิ่มขึ้นและกระจายตัวในหลายภาคธุรกิจ ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวได้จากสินเชื่อส่วนบุคคล” น.ส.อัจจนากล่าว

ตาม NPL ใกล้ชิด ห่วงหนี้ครัวเรือปูด

น.ส.อัจจนากล่าวว่า ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ไตรมาส 4/2566 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.92 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมที่ 2.66% จากไตรมาสก่อนที่ 2.70% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ อยู่ที่ 2.57% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 2.67% และสินเชื่ออุปโภคบริโภค อยู่ที่ 2.88% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 2.79% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการลดลงจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลักจากการบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการกลับมาชำระคืนหนี้

ขณะเดียวกัน ยอดคงค้างหนี้เสียของสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังเพิ่มขึ้นในทุกพอร์ต สำหรับสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 5.86% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 5.84% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ อยู่ที่ 5.44% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 5.50% และสินเชื่ออุปโภคบริโภค อยู่ที่ 6.86% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 6.66%

”ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 90.9% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน คาดการณ์ตัวเลขไตรมาส 4/2566 ตัวเลขหนี้ครัวเรือนอาจจะขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณการที่ 91%“ น.ส.อัจจนากล่าว

น.ส.อัจจนากล่าวว่า ความคืบหน้าของมาตรการฟื้นฟูฯ ข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 จะหมดเขตยื่นคำขอตามพระราชกำหนด พ.ร.ก.ฟื้นฟูฯ ในวันที่ 9 เมษายน 2567 โดยยอดสินเชื่อที่มีการอนุมัติแล้วอยู่ที่ 2.62 แสนล้านบาท จากวงเงินที่ตั้งไว้ 2.5 แสนล้านบาท ส่วนที่เกินมาจากมีการปิดโครงการพักทรัพย์พักหนี้และโอนเงินมาจากโครงการดังกล่าวที่ 2.5 หมื่นล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 66,224 ราย เหลือเงินเฉลี่ย 13,000 ล้านบาท คาดว่าจะหมดได้พอดีในช่วงเดือนเมษายนนี้

และด้านสินเชื่อเพื่อการปรับตัว มีสินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 9,185 ล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 598 รายและวงเงินที่อนุมัติเฉลี่ย 15.4 ล้านบาทต่อราย

“ธปท.มีการปรับมาตรการตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และดูแลเอ็นพีแอลทรงตัวระดับ 2% และไม่ถึง 3% แต่คาดว่าเอ็นพีแอลมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากกลุ่มรายย่อยที่มีรายได้ไม่ฟื้นตัว และ ธปท.ยังมีความเป็นห่วง โดยได้กำหนดให้แบงก์ช่วยเหลือลูกหนี้”น.ส.อัจจนา กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สินเชื่อแบงก์โตต่ำ 0.3% หลังระวังปล่อยกู้ คาดไตรมาส4 จับตาหนี้ครัวเรือนพุ่ง หวั่นลูกหนี้ไม่ไหว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...