โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เสี่ยเต็นท์รถ ปรึกษาทนายดัง หลังถูกพยาบาลสาวหลอกสูญเงิน 38 ล้าน จ่อเอาผิดฐานฉ้อโกง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 มี.ค. 2567 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2567 เวลา 11.04 น.

เจ้าของเต็นท์ถูกพยาบาลหลอกเงินเสียหาย 38 ล้านบาท ปรึกษาทนายดัง เตรียมเอาผิดพยาบาลสาวฐานฉ้อโกง

จากกรณีที่ นายวาสิตย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสอง นำเอกสารพร้อมหลักฐานการโอนเงินเดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.อภิศักดิ์ โชติกเสถียร ผกก.สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี กรณีถูกพยาบาลสาวคนสนิท อายุ 39 ปี โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการ นำสำเนาบัตรประชาชนของผู้อื่น จำนวน 680 คน ทยอยมาขอกู้เงินตั้งแต่ปี’63 ทำสูญเงินต้น 10 กว่าล้านบาทและผลประโยชน์รวม 38 ล้านบาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เสี่ยเต็นท์รถสุดช้ำ พยาบาลสาวหลอกให้รัก ตุ๋นเงิน สูญทั้งต้นทั้งดอกกว่า 38 ล้าน

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 13 มีนาคม ที่เต็นท์รถมือสอง ถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี นายวาสิตย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสอง นำหลักฐานเข้าปรึกษาข้อกฎหมายกับนายรัชพล ศิริสาคร ทนายความ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับพยาบาลสาวคนดังกล่าว

นายวาสิตย์กล่าวว่า เอกสารบัตรประชาชนทั้ง 680 ราย ตนมาทราบภายหลังว่าเป็นลายเซ็นปลอม เบอร์โทรศัพท์ก็ปลอม มีลายเซ็นจริงบางส่วน แต่ด้วยความไว้ใจจึงไม่ได้ตรวจสอบ ส่วนดอกเบี้ยผมไม่ได้เป็นคนกำหนด พยาบาลเขาเสนอให้ตนร้อยละ 8 ต่อเดือน ส่วนเขาไปปล่อยกู้เท่าไหร่ตนไม่รู้ รวมทั้งหมด 680 ราย แต่ยอดจริงรวมถึงต้นปี’67 น่าจะ 700 กว่าราย เพราะช่วงปลายปีและต้นปียังมีคนมากู้อีก แต่ไม่ได้เอาบัตรประชาชนไว้เพราะช่วงนั้นตนป่วยนอนอยู่บ้าน

นายวาสิตย์กล่าวว่า ส่วนความสัมพันธ์กับพยาบาลเขาไม่ได้อยู่กับตนเป็นประจำ อาทิตย์หรือ 2 อาทิตย์เขาจะมาหาผมครั้งหนึ่ง ก็เป็นไปตามผู้ชายผู้หญิงมีความสัมพันธ์กันตั้งแต่ปี’63 จนเมื่อเดือนมกราคม 67 ตนบอกเขาว่ายอดเงินสูงแล้ว ยอดจำนวนคนกู้ก็เยอะเกินไปแล้ว จะดูแลไม่ถึงจึงสั่งให้เขาหยุดการปล่อยเงินกู้ แล้วให้เก็บดอกผลมากิน เขาก็หยุดพอหยุดทำให้เรื่องถึงแดงขึ้น ลูกหนี้ 30-40 รายที่ตนโทรไปรับสายและพร้อมที่จะเจรจาด้วยมีเพียง 3 รายเท่านั้น พอโทรไปถามชื่อเขาว่าเกี่ยวข้องอะไรกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ ปลายสายก็บอกว่าไม่ได้ทำงานที่โรงพยาบาล ถามว่ารู้จักนางพยาบาลคนนี้ไหมเขาบอกไม่รู้จัก จึงบอกเขาว่าพยาบาลคนนี้เอาบัตรประชาชนเขามากู้เงิน

นายวาสิตย์กล่าวอีกว่า จากที่ประเมินแล้วรายชื่อผู้กู้ทั้งหมดน่าจะเป็นผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาล ซึ่งพยาบาลคนนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะพยาบาลคนนี้อยู่แผนก ICU ไม่ใช่เวชระเบียนที่ทำเกี่ยวกับเอกสาร ตนก็ไม่เข้าใจว่าเขาเอาเอกสารนี้ออกมาได้อย่างไร เดี๋ยวต้องปรึกษาทนายว่าคดีเป็นฉ้อโกงหรือแค่คดีแพ่ง แต่ผมสนใจเรื่องเอกสารที่เขาเอาออกมาเป็นคนกู้กับตน

“พยาบาลสาวรายนี้ในระหว่างที่เขามาเจอรู้จักกับตนเขาสมถะมาก ไปนั่งกินข้าวริมทาง อาหารตามสั่งร้านลาบส้มตำ แม้แต่ซื้อของก็ร้านค้า 20 บาท โทรศัพท์ก็ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ธรรมดา พฤติกรรมแบบนี้จึงทำให้ตนมีความรู้สึกว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่ตนไม่เคยเปย์ให้เขา เพราะเขามีรายได้จากเงินของตนที่นำไปปล่อยกู้อยู่แล้ว เรื่องการพนันเขาก็เล่นหวยบ้างไม่เยอะ ส่วนจะมีผู้ชายอื่นหรือไม่ต่อหน้าตนเขาบอกไม่มีใคร”

อยากจะฝากเขาว่าให้เข้ามาเจรจา เรื่องที่เขากลัวการทำร้ายร่างกาย รับรองตนยืนยันไม่มีการทำร้ายร่างกายอย่างเด็ดขาด เขารู้จักตนดีพูดคำไหนแล้วคำนั้น ให้เข้ามาเจรจาว่าเงินที่เอาไปนั้นไปอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นเงินมากพอสมควรที่เก็บไว้ใช้ตอนสูงอายุ

นายวาสิตย์กล่าวว่า ภรรยาตนตอนนี้รู้แล้วจากสื่อ ถ้าเขาอยู่กับตนได้ทุกครั้งเมื่อมีทุกข์มีสุขก็ร่วมเสพกัน มีทุกข์ผมก็สารภาพกับเขาไปแล้ว ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คุยกันแล้วเป็นที่เรียบร้อย ก็รบกวนสื่อเวลาออกไปเรื่องแสดงความเห็น ก็แสดงความคิดเห็นกันดีๆ ก็คิดดูถ้าเป็นคุณโพสต์แบบนี้แล้วลูกคุณมาอ่านคอมเมนต์ สิ่งที่คุณพิมพ์ออกมาคุณจะรู้สึกอย่างไร ผมมีทนายพร้อมที่จะต้อนรับคุณ

นายรัชพล ศิริสาคร ทนายความกล่าวว่า เรื่องของฉ้อโกงต้องดูเป็นเคสเลยการกู้ยืมเงินทั้ง 600 กว่าครั้งต้องดูเป็นครั้งไป ถ้ามีการกู้ยืมเงินกันจริงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง เพราะไม่ได้มีการหลอกลวง เรื่องของฉ้อโกงองค์ประกอบสำคัญต้องมีการหลอกลวง แต่ถ้าเอาบัตรประชาชนมาแล้วบอกว่าคนนี้จะกู้ยืมเงิน แต่ไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริงๆ แล้วหลอกเอาเงินเราไป แบบนี้ชัดเจนว่าเป็นข้อหาฉ้อโกง ก็ต้องแจ้งความภายใน 3 เดือน นับตั้งแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ไม่งั้นจะขาดอายุความ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ขาดอายุความ

นายรัชพลกล่าวว่า ส่วนเรื่องเอกสารอาจจะต้องไปสอบทางโรงพยาบาล ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล เพราะกฎหมายออกมาใหม่ระบุว่า คนที่ทำเกี่ยวกับเวชระเบียนต้องเก็บข้อมูลให้ดี หากเกิดรั่วไหลไปก็เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนคนที่ถูกเอาบัตรประชาชนไปใช้ก็เป็นผู้เสียหายเช่นเดียวกัน เพราะถูกแอบอ้างก็ขอให้มายืนยันตัวตนว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะไม่งั้นอาจจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยก็ได้ ก็อยากให้เข้ามาคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายรัชพลกล่าวอีกว่า ในโรงพยาบาลต้องสอบเรื่อง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ในการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของผู้ที่มาใช้บริการหรือผู้รักษา ส่วนผู้ที่เอาไปอาจจะมีความผิดด้วยในฐานะตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุนหรืออะไรก็ตามและในเรื่องของฉ้อโกง ต้องไปหาคนที่กระทำความผิดมาซึ่งอาจจะยาก แต่เอาคนที่มีหน้าที่ดูเกี่ยวกับเวชระเบียน คนที่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มารักษามาสอบ ว่าหลุดไปได้อย่างไร ใครเอาไปให้ และการกู้ยืมเงินก็เป็นคนละเรื่องคนละข้อหากับการฉ้อโกง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสี่ยเต็นท์รถ ปรึกษาทนายดัง หลังถูกพยาบาลสาวหลอกสูญเงิน 38 ล้าน จ่อเอาผิดฐานฉ้อโกง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...