โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิด 'ทฤษฎีสัมพัทธภาพ' (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 เม.ย. 2567 เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2567 เวลา 02.49 น.
James Clerk Maxwell

ในบทความตอนที่ 1 ผมเล่าไว้ว่าอัตราเร็วของแสงเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่กำเนิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ เนื่องจากกลศาสตร์นิวตันทำนายว่าอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศจะขึ้นอยู่กับความเร็วของแหล่งกำเนิดแสงและความเร็วของผู้สังเกต ในขณะที่ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ทำนายว่าอัตราเร็วของแสงในสุญญากาศมีค่าคงที่เสมอ

การขัดกันเองของวิชาหลักในฟิสิกส์คลาสสิคนี้เองที่เป็นปริศนา!

ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์

แม้ว่าทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าจะจัดอยู่ในฟิสิกส์คลาสสิค แต่ก็มีความสำคัญสูงยิ่งเนื่องจากทำให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษถือกำเนิดขึ้นมา จึงขอเล่าประวัติไว้สักหน่อยครับ

ราวทศวรรษ 1850 เจมส์ เคลิร์ก แมกซ์เวลล์ (James Clerk Maxwell) นักฟิสิกส์ชาวสก๊อต ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “เส้นแรง” ของไมเคิล ฟาราเดย์ เขาจึงเริ่มต้นศึกษาประเด็นนี้

ปี 1856 แมกซ์เวลล์ตีพิมพ์บทความชิ้นแรกเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าชื่อ On Faraday’s Lines of Force (ว่าด้วยเส้นแรงของฟาราเดย์) บทความนี้พยายามสร้างแบบจำลองของสนามแม่เหล็กโดยใช้แนวเปรียบเทียบกับการไหลของของไหลที่ไม่สามารถอัดตัวได้

ช่วงปี 1861-1862 เขาตีพิมพ์บทความชื่อ On Physical Lines of Force (ว่าด้วยเส้นแรงทางกายภาพ) บทความนี้ประกอบด้วยบทความย่อย 4 บทความ ซึ่งลงลึกในรายละเอียดยิ่งขึ้น มีการใช้แบบจำลองเชิงกล เช่น ใช้ท่อหมุนวนเพื่อแสดงสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และยังนำเสนอแนวคิดที่ว่าสุญญากาศเป็นตัวกลางสำหรับปรากฏการณ์แม่เหล็กไฟฟ้าเอาไว้ด้วย

ปี 1862 ขณะที่แมกซ์เวลล์นำเสนอทฤษฎีของเขาที่คิงส์คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) เขาตั้งข้อสังเกตว่าสมการของเขาทำนายว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วใกล้เคียงอย่างมากกับค่าอัตราเร็วของแสงที่วัดได้

ต่อมาในปี 1865 แมซ์เวลล์ตีพิมพ์บทความชื่อ A Dynamical Theory of Electromagnetic Field (ทฤษฎีเชิงพลวัตของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งแสดงกรอบความคิดเชิงทฤษฎีที่สมบูรณ์ และมีสมการที่บ่งถึงอัตราเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเอาไว้ด้วย

ทศวรรษที่ 1860 และ 1870 จึงเป็นช่วงเวลาที่แมกซ์เวลล์ผลิตผลงานด้านแม่เหล็กไฟฟ้าได้มากที่สุด เขาผนวกรวมความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก และแสงเข้าด้วยกันเป็นทฤษฎีที่สมบูรณ์สอดคล้องกัน ทฤษฎีของแมกซ์เวลล์ทำนายการมีอยู่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นับเป็นการค้นพบทางทฤษฎีที่สำคัญอย่างยิ่ง

ปี 1873 แมกซ์เวลล์ตีพิมพ์ผลงานชิ้นเอกของเขาคือ A Treatise on Electricity and Magnetism (ตำราว่าด้วยไฟฟ้าและแม่เหล็ก)

ตำราของแมกซ์เวลล์สังเคราะห์ผลงานของนักวิทยาศาสตร์หลายคน ได้แก่ ชาร์ล-โอกุสแต็ง เดอ กูลง (Charels-Augustin de Coulomb) แฮนส์ เครสแจน เออร์สเตด (Hans Cristian ?ersted) อ็องเดร-มารี อ็องแปร์ (Andr?-Marie Amp?re) และไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) ให้กลายเป็นชุดสมการทางคณิตศาสตร์ซึ่งประกอบด้วย 4 สมการย่อย ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า สมการของแมกซ์เวลล์ (Maxwell’s equations)

สมการของแมกซ์เวลล์เป็นพื้นฐานของวิชาแม่เหล็กไฟฟ้าแบบคลาสสิค (classical electromagnetism) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาหลักของฟิสิกส์คลาสสิค (คือ ฟิสิกส์ก่อนการมาถึงของทฤษฎีสัมพัทธภาพและกลศาสตร์ควอนตัม)

สาระสำคัญคือ สมการแมกซ์เวลล์ทำนายว่ามีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นนี้แผ่ออกไปในอวกาศด้วยอัตราเร็วคงที่โดยไม่ขึ้นกับอัตราเร็วของแหล่งกำเนิดหรืออัตราเร็วของผู้สังเกตแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทฤษฎีของแมกซ์เวลล์ยังทำนายว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วใกล้เคียงกับอัตราเร็วของของแสงที่วัดได้ในขณะนั้น จึงเป็นการบ่งโดยนัยว่าแสงน่าจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทว่า ในขณะนั้นยังไม่มีการทดลองใดๆ ยืนยัน

แต่ในที่สุดวงการฟิสิกส์ก็ยอมรับทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์อย่างไร้ข้อกังขาหลังจากการทดลองของไฮน์ริช รูดอล์ฟ แฮตซ์ (Heinrich Rudolf Hertz)

ในปี 1886 แฮตซ์ได้สร้างเครื่องส่งสัญญาณที่มีช่องว่างประกายไฟ (spark gap) และเครื่องรับสัญญาณแยกต่างหากซึ่งมีช่องว่างประกายไฟอีกอันอยู่ห่างออกไป เมื่อเขาเปิดใช้งานเครื่องส่งสัญญาณ เขาสังเกตเห็นประกายไฟที่กระโดดข้ามช่องว่างในตัวรับ แม้ว่ามันจะไม่ได้เชื่อมต่อโดยตรงกับเครื่องส่งสัญญาณก็ตาม

ข้อสังเกตนี้บ่งชี้ว่ามี ‘บางสิ่งที่มองไม่เห็น’ เดินทางมาจากเครื่องส่งสัญญาณและทำให้เกิดประกายไฟที่ตัวรับ

ในช่วงปี 1887 ถึง 1888 แฮตซ์ได้ออกแบบการทดลองชุดต่างๆ เพื่อทดสอบสิ่งที่เขาสังเกตพบ เขาประสบความสำเร็จในการสร้างและตรวจจับคลื่นวิทยุ ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า คลื่นเฮอร์เซียน (Hertzian waves)

แฮตซ์พบว่าคลื่นนี้มีสมบัติและพฤติกรรมหลายอย่างคล้ายกับแสง ได้แก่ เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง สะท้อนได้ หักเหได้ และมีอัตราเร็วใกล้เคียงกับแสง นอกจากนี้ แฮตซ์ยังใช้กระแสเป็นห้วงๆ (pulsed current) ในการสร้างสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่มีสลับทิศทางไปมา

เนื่องจากคลื่นวิทยุเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง ดังนั้น ผลการทดลองของแฮตซ์จึงเป็นหลักฐานอันหนักแน่นที่สนับสนุนทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์!

ขอเล่าเรื่องล่วงหน้าไว้เล็กน้อย เพื่อให้เข้าใจความสำคัญของทฤษฎีของแมกซ์เวลล์

ไอน์สไตน์เชื่อมั่นลึกๆ ว่าสมการของแมกซ์เวลล์ถูกต้อง รวมทั้งประเด็นที่สมการเหล่านี้บ่งชี้ว่าอัตราเร็วของแสงมีค่าคงที่ ซึ่งเป็น ‘หนึ่งในปัจจัยสำคัญ’ ที่ทำให้เขาพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษสำเร็จในปี 1905

ที่ผมเขียนว่าเป็น ‘หนึ่งในปัจจัยสำคัญ’ เนื่องจากยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไอน์สไตน์ยึดถือ นั่นคือ หลักสัมพัทธภาพ (Principle of Relativity) ซึ่งระบุว่ากฎทางฟิสิกส์มีรูปแบบเดียวกันสำหรับผู้สังเกตทุกคนที่กำลังเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ (The laws of physics are the same for all observers in uniform motion)

ไอน์สไตน์พัฒนาทฤษฎีใหม่ที่สอดคล้องกับทั้งสมการของแมกซ์เวลล์และหลักสัมพัทธภาพ จนในที่สุดก็คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษนั่นเอง

การกำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษยังมีรายละเอียดน่ารู้ ชวนติดตามได้ในบทความครั้งต่อไปครับ!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิด ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพ’ (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...