โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เดือนพฤศจิกายน 2025 พายุเขตร้อน ทำดับกว่า 817 ราย ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 ธ.ค. 2568 เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2568 เวลา 07.45 น.

ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 817 ราย จากพายุหมุนเขตร้อนถล่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทบประชาชนกว่า 4 ล้านคน อินโดนีเซีย-ไทยเสียหายหนัก สถานการณ์ยังวิกฤต

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหนึ่งสัปดาห์ในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มสูงแตะระดับกว่า 817 รายแล้ว รายงานวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2025 ระบุว่าพายุโซนร้อนขนาดเล็กเกิดขึ้นในช่องแคบมะละกา จุดชนวนให้เกิดลมกระโชกแรง ฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องอย่างรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และศรีลังกา

รายงานระบุว่า อินโดนีเซียได้รับผลกระทบหนักที่สุด รวมยอดผู้เสียชีวิต 435 ราย ขณะที่ไทยมีผู้เสียชีวิต 170 ราย

แม้น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มลดระดับลง แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยบรรเทาทุกข์ยังไม่สามารถเข้าถึงบางพื้นที่ได้ เนื่องจากเส้นทางคมนาคมหลายจุดถูกตัดขาด บางพื้นที่ยังไม่สามารถส่งทีมภาคพื้นดินเข้าไปช่วยเหลือ จำเป็นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหารและสิ่งจำเป็นให้กับผู้ประสบภัย

ขณะที่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบรวมกันมากกว่า 4 ล้านคน รวมถึงเกือบ 3 ล้านคนในภาคใต้ของไทย และกว่า 1.1 ล้านคนในพื้นที่ตะวันตกของอินโดนีเซีย

ในอีกฟากหนึ่งของอ่าวเบงกอล พายุไซโคลนในศรีลังกาคร่าชีวิตประชาชนเพิ่มอีก 212 ราย สูญหาย 218 ราย และมีผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศมากกว่าครึ่งล้านคน ทำให้สถานการณ์ภัยพิบัติในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความตึงเครียดขึ้นพร้อมกัน

อินโดนีเซีย : ดับพุ่ง 435 ราย ภายใน 24 ชั่วโมง

หน่วยงานของรัฐบาลอินโดนีเซียเผยข้อมูลล่าสุดบนเว็บไซต์ทางการว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันอาทิตย์ หลังมีรายงานจากพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดทางตะวันตกของสุมาตราไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหตุดินถล่มและน้ำป่าที่พัดพาชุมชนทั้งหมู่บ้านจมหายไป หลายพื้นที่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเสียหาย ขณะที่ถนนถูกตัดขาดเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์นำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปยังเมืองที่ไม่สามารถเข้าถึงทางถนน เช่น เมืองปาเลมบะยัน (Palembayan) ในจังหวัดสุมาตราตะวันตก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ขนาดใหญ่ถูกน้ำพัดหายไปทั้งผืน รวมถึงบ้านเรือนจำนวนมากที่เหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่สนามฟุตบอล ชาวบ้านจำนวนมากยืนรอด้วยความสิ้นหวังเพื่อขอรับอาหารและความช่วยเหลือ

มีรายงานการปล้นเส้นทางขนส่งสินค้าบางจุด เนื่องจากชาวบ้านเริ่มขาดแคลนสิ่งจำเป็นและเกิดภาวะสิ้นหวัง เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นสถานการณ์ยากที่จะควบคุมและกระจายสิ่งช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

อัฟเรียนตี (Afrianti) หญิงวัย 41 ปีจากเมืองปาดัง ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “น้ำพุ่งเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว เรากลัวมากจนต้องหนีออกมา พอกลับมาในวันศุกร์ บ้านก็หายไปหมดแล้ว เหลือแต่กำแพงเพียงด้านเดียว” เธอกล่าว กิจการร้านค้าของครอบครัวถูกทำลายทั้งหมด เช่นเดียวกับที่อยู่อาศัย ทำให้เธอและสมาชิกในครอบครัวกว่า 9 คนต้องกางเต็นท์อยู่ข้างกำแพงที่เหลือเพียงผนังเดียว

ข้อมูลทางการอินโดนีเซียระบุว่า ยังมีผู้สูญหายมากถึง 406 คน และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 213,000 คนทั่วภูมิภาค

ไทย : หนักสุดในรอบ 300 ปี เสียชีวิตแล้ว 170 ราย

กระทรวงสาธารณสุขของไทยรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตในภาคใต้เพิ่มขึ้นเป็น 170 ราย บาดเจ็บ 102 ราย ในจังหวัดสงขลามีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 131 ราย เมืองหาดใหญ่เผชิญปริมาณน้ำฝนสูงถึง 335 มิลลิเมตรในวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปริมาณฝนรายวันที่สูงที่สุดในรอบ 300 ปี ท่ามกลางสภาพอากาศที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีระดับน้ำท่วมสูงและบางจุดยังไม่สามารถเดินทางได้

มาเลเซีย : อพยพกว่า 18,700 คน ยังคงเฝ้าระวัง

หน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติรายงานว่า ยังคงมีประชาชนประมาณ 18,700 คนที่ต้องพักพิงในศูนย์อพยพ แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะยกเลิกประกาศเตือนพายุโซนร้อนและฝนตกหนักแล้วก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ก่อน มาเลเซียได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและลมแรงในหลายพื้นที่ ด้านกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียเปิดเผยว่า ทำการอพยพชาวมาเลเซียมากกว่า 6,200 คน ที่ติดค้างในประเทศไทยกลับประเทศเรียบร้อยแล้ว

และออกประกาศให้พลเมืองมาเลเซียที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุมาตรา ตะวันตกของอินโดนีเซีย ลงทะเบียนกับสถานกงสุลท้องถิ่นเพื่อรับความช่วยเหลือ พร้อมระบุข่าวร้ายว่า ชายชาวมาเลเซียวัย 30 ปีรายหนึ่ง หายตัวไปหลังเกิดดินถล่มในพื้นที่ดังกล่าว

ศรีลังกา : ดับ 212 ราย สูญหาย 218 ราย

ขณะประเทศยังรับมือผลกระทบไซโคลนดิทวาห์ ทางการศรีลังกาเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากไซโคลนดิทวาห์เพิ่มขึ้นเป็น 212 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 218 ราย ขณะที่ระดับน้ำท่วมได้ทำให้เขื่อนแตกบางส่วนและภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อเข้าสู่วันที่สี่

ศูนย์จัดการภัยพิบัติระบุในแถลงการณ์ว่า ประชาชนเกือบหนึ่งล้านคนได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่พัดผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ ส่งผลให้เกือบ 200,000 คนต้องอพยพเข้าไปพักในศูนย์พักพิงจำนวน 1,275 แห่งทั่วประเทศ

นับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศรีลังกาถูกฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดดินถล่มหลายจุดในพื้นที่ภูเขาส่วนกลาง ขณะที่แม่น้ำที่เอ่อล้นได้ท่วมเมืองทั้งเมืองในหลายพื้นที่ของประเทศ ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศกว่า 24,000 นายยังคงพยายามเข้าถึงครอบครัวที่ถูกตัดขาดจากน้ำท่วม ตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ

กองทัพอากาศระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 120 คนได้รับการลำเลียงทางอากาศไปยังพื้นที่ปลอดภัยด้วยเฮลิคอปเตอร์ หลังระดับน้ำได้พังทลายส่วนหนึ่งของเขื่อนอ่างเก็บน้ำมาวิล อารู ในพื้นที่ตะวันออกของเกาะ ขณะเดียวกัน มีประชาชนอีกเกือบ 2,000 คนถูกอพยพไปยังพื้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย กองทัพระบุในแถลงการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมืองเศรษฐกิจของประเทศเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ยังมีอีกหลายครัวเรือนติดอยู่ในบ้านเนื่องจากน้ำท่วมสูง

สุเนทรา ปรียาทาร์ชานี วัย 37 ปี ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “ฉันกับพี่สาวติดอยู่บนชั้นสองของบ้านพร้อมลูกสี่คนเป็นเวลาสองวัน อาหารเริ่มจะหมด เรามีแค่บิสกิตกับน้ำให้พวกเขากินเมื่อคืนนี้” ครอบครัวของเธอได้รับการช่วยเหลือโดยเรือที่นำอาหารกลางวันมาถึงบ้าน

ด้านกรมชลประทานศรีลังกาคาดการณ์ว่า ระดับน้ำท่วมจะค่อย ๆ ลดลงภายในสามวันข้างหน้า ขณะที่พายุเคลื่อนตัวไปยังอินเดียตอนใต้ ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และการสื่อสารจะถูกฟื้นฟูอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในระยะเวลาเดียวกัน หม้อแปลงจำนวนมากได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดือนพฤศจิกายน 2025 พายุเขตร้อน ทำดับกว่า 817 ราย ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...