จาก รบเขมร มา รบกับน้ำ รัฐบาลหลังอิงกองทัพ ตั้ง 'ผบ.หยอย' นำทำศึก จับตา 'นายกฯ หนู-ผบ.ปู' กลางศึกเขมร โฟกัส อนาคต บิ๊กเต้
รายงานพิเศษ
จาก รบเขมร มา รบกับน้ำ
รัฐบาลหลังอิงกองทัพ
ตั้ง ‘ผบ.หยอย’ นำทำศึก
จับตา ‘นายกฯ หนู-ผบ.ปู’ กลางศึกเขมร
โฟกัส อนาคต บิ๊กเต้
ในขณะที่กองทัพกำลังเตรียมพร้อมสู้รบกับกัมพูชา นับตั้งแต่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ขาขาดเป็นรายที่ 7 รัฐบาล และกองทัพประกาศระงับปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ
แต่เวลาผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์ไม่มีวี่แววว่าจะมีการสู้รบรอบ 2 ทหารเขมรยังคงยั่วยุ ทำกร่างใส่ทหารไทย แบบไม่ยำเกรง
อีกทั้งปรากฏข้อมูลการเสียพื้นที่เนิน 745 ที่ช่องบก และอีกหลายจุด ที่ทหารเขมร สามารถยึดได้ ตั้งแต่สู้รบ แต่ ทบ.ไม่ได้บอกประชาชน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้น ทั้งการตำหนิรัฐบาล และกองทัพ รวมถึง ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 ที่ยังไม่เปิดการสู้รบกับเขมร
แม้ว่าทุกเหล่าทัพจะเตรียมความพร้อมรบ แต่เป็นการพร้อมรบแบบตั้งรับ หาใช่การพร้อมที่จะเข้าโจมตีกัมพูชา ดังนั้น หากทหารกัมพูชาไม่เป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การสู้รบ ทหารไทยก็จะไม่เป็นฝ่ายเปิดฉากการโจมตีก่อน
แต่แล้วสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ สงขลา ส่งผลให้กองทัพต้องปรับภารกิจ จากที่จะต้องรบกับทหารกัมพูชา กลายเป็นมารบกับน้ำ ในการช่วยเหลือประชาชนก่อน แม้ว่าจะเป็นกำลังทหารคนละส่วนกัน เพราะชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นกำลังทหารกองทัพภาค 2 และกองทัพภาค 1 ที่ไม่ต้องไปช่วยน้ำท่วมใต้ แต่ก็กลายเป็นสถานการณ์ที่มาช่วยยื้อเวลาการรบเขมรออกไปได้ ในแง่ที่ว่าประชาชนหันมาสนใจเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จึงทำให้แรงกดดันเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาลดน้อยลง
โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เป็นประธาน และตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า ที่กองบิน 56 หาดใหญ่ สงขลา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แต่งตั้ง ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ เพื่อบูรณาการกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรจากทุกเหล่าทัพ รวมทั้งส่วนราชการและภาคเอกชนต่างๆ เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนใน จ.สงขลาอย่างเร่งด่วนและเป็นเอกภาพ
โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้ามีอำนาจและหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง
ประสานความร่วมมือและประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่รับผิดชอบ
และอำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแลและให้การสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และรายงานผลการปฏิบัติให้นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีทราบ
โดยดึง เสธ.เบิร์ด พล.ท.วันชนะ สวัสดี มาเป็นโฆษก ศป.กฉ.ส่วนหน้า
ปฏิบัติการนี้ส่งผลให้ถูกมองว่า นายอนุทินให้ความสำคัญกับกองทัพ ที่มอบหมายให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แม้จะมีเสียงติติงว่าเพราะเหตุใดไม่มอบหมายให้ฝ่ายปกครอง คือกระทรวงมหาดไทย เช่น ปลัดมหาดไทย รับผิดชอบ
แต่คงด้วยเพราะกองทัพมีกำลังหลัก ยุทโธปกรณ์ และกำลังพลพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า
อีกทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่แม่สาย เชียงราย ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็ใช้กลไกของฝ่ายทหารในการรับผิดชอบ โดยมอบหมายให้บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพานิชย์ รมช.กลาโหมในเวลานั้นลงไปอยู่ในพื้นที่เลย และมี ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเวลานั้น เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับกองทัพบก
อีกทั้งที่ผ่านมานายอนุทินมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.อุกฤษฎ์มากขึ้นจากการประชุมร่วมกัน และประสานการทำงานการสั่งการในด้านต่างๆ อีกทั้ง พล.อ.อุกฤษฎ์ก็เป็นน้องรักของ พล.อ.ณัฐพล
นอกจากนี้ เมื่อประสานสั่งการไปยังเหล่าทัพก็สามารถพูดคุยกับ พล.อ.อุกฤษฎ์เพียงคนเดียว จากนั้นโดยสายการบังคับบัญชา พล.อ.อุกฤษฎ์ก็จะไปประสานสั่งการกับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่อ
อย่างไรก็ตาม เป็นการสะท้อนระยะห่างระหว่างนายอนุทินกับ ผบ.เหล่าทัพ และอาจมีนัยของความเกรงใจ หากจะต้องเชิญ ผบ.เหล่าทัพมาพบ มาประชุมบ่อยๆ
มีรายงานว่านายอนุทินมักจะใช้การโทรศัพท์พูดคุย สอบถาม และสั่งการโดยตรง มากกว่าเรียก ผบ.เหล่าทัพมาพบ
แต่ในบางกรณีหากเป็นเรื่องของเหล่าทัพ ฝ่าย ผบ.เหล่าทัพก็จะเป็นฝ่ายมาพบนายอนุทินเอง เช่น บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. มาพบนายอนุทินเรื่องโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ที่ทร.ต้องการให้นายกฯ พิจารณาในการนำเข้า ครม.อนุมัติการเปลี่ยนแปลงงบประมาณปี 2569 เพื่อจัดซื้อเรือฟริเกต 2 ลำ จากที่ ครม.ในสมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรักษาการนายกฯ อนุมัติงบฯ ไว้แค่ลำเดียว
อีกทั้งบุคลิกลักษณะของ ผบ.เหล่าทัพแต่ละคนก็ส่งผลต่อระยะความสัมพันธ์กับนายอนุทิน และฝ่ายการเมือง เช่น พล.อ.พนา ที่แม้จะรู้จักกันมาก่อนหน้านี้ แต่เพราะ พล.อ.พนาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ออกสื่อ
เมื่อไม่นานมานี้ก็มีรายงานว่านายอนุทินได้พบปะกินข้าวกับ พล.อ.พนาเป็นการส่วนตัว คาดว่ามีการหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องยุทโธปกรณ์
ส่วน บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.นั้น มีโอกาสพบนายอนุทินบ่อยครั้ง เมื่อไปขึ้นเครื่องบิน เดินทางไปต่างจังหวัด และต่างประเทศ มีโอกาสที่จะพบปะ และพูดคุยกันในทุกเรื่อง
แต่ตามสายการบังคับบัญชาแล้ว พล.อ.อุกฤษฎ์ ผบ.ทหารสูงสุด สามารถประสานสั่งการเมื่อนายกฯ สั่งการได้
นอกจากนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ยังปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ที่มีอำนาจรับผิดชอบในยามที่เกิดวิกฤต ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี 2551 ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง หรือภัยพิบัติ
ก่อนหน้านี้ ในเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทินมอบหมายให้ พล.อ.อุกฤษฎ์รับผิดชอบ โดยมีแนวคิดที่จะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามถ้อยแถลงสันติภาพของนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา (คปถ.) แต่ก็ไม่ได้มีการออกคำสั่งเนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยน หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดเป็นรายที่ 7 และนายกรัฐมนตรีสั่งระงับการปฏิบัติตามถ้อยแถลงหรือข้อตกลงสันติภาพนั้น
ต่อมา ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่นายอนุทินเป็นประธาน ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายความมั่นคงชายแดน ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ร่วมด้วย รมว.กลาโหม รมว.ต่างประเทศ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เลขาธิการ สมช. เป็นกรรมการ ที่จะจัดการประชุมวงเล็ก ก่อนเข้าที่ประชุม สมช. โดยมอบหมาย พล.อ.อุกฤษฎ์เป็นกำลังหลัก และเป็นคีย์แมนหลักฝ่ายทหาร
เช่นเดียวกัน ในครั้งนี้ น้ำท่วมหาดใหญ่ นายกฯ ได้มอบให้ พล.อ.อุกฤษฎ์เป็นผู้นำ โดยที่ พล.อ.อุกฤษฎ์ลงไปอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่อง และได้การแบ่งเขตความรับผิดชอบของหน่วยทหารในพื้นที่ใหม่จากเดิมเขตที่ 1 มีกรมพัฒนาที่ 4 และกองพันพัฒนาที่ 4 รับผิดชอบ
พล.อ.อุกฤษฎ์ ในนามกองบัญชาการกองทัพไทย ก็รับพื้นที่มาดูแลเองโดยใช้กำลังของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเป็นหลัก
โดยส่ง ผบ.เล็ก พล.อ.ศรายุทธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 24 ทำหน้าที่เป็น ผอ. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทย อยู่ในพื้นที่เลย เขตที่ 2 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 5 (ร.5 พัน.1) ดูแล, เขตที่ 3 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 (ป.5 พัน.5) ดูแล, เขตที่ 4 กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 42 (พัน.ร.มทบ.42) ดูแล
กล่าวได้ว่างานนี้เป็นการพิสูจน์ฝีมือ พล.อ.อุกฤษฎ์ ก่อนที่จะไปบัญชาการสู้รบเขมรในอนาคต
ขณะที่นายอนุทินประกาศที่จะอยู่ในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย เพื่อแก้ภาพแก้ไขปัญหาล่าช้าไม่ทันการณ์
แม้จะมีสถานการณ์น้ำท่วมใต้มาช่วยลดกระแสกดดัน ทบ. ในการเปิดศึกกับกัมพูชารอบ 2 ก็ตาม แต่ไม่นานน้ำท่วมก็จะลดลง เมื่อนั้นปัญหาชายแดนก็จะกลับมากดดัน ทบ.โดยเฉพาะ พล.อ.พนา ต่อไป
แต่ดูเหมือนว่าเหตุผลสำคัญที่ ทบ.ชี้แจงเป็นการภายใน ถึงการยังไม่เปิดการสู้รบกับกัมพูชารอบ 2 เพราะยังต้องรอยุทโธปกรณ์ และกระสุนที่สั่งซื้อไป ซึ่งต้องใช้เวลา และอาจสู้รบกันนานหลายวัน โดยเฉพาะระบบแอนตี้โดรน ไม่เช่นนั้นไทยอาจสูญเสียมากกว่าการรบครั้งแรกเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมาหลายเท่า
ด้วยเหตุที่ พล.อ.พนาเป็น ผบ.ทบ. และได้วางตำแหน่งสำคัญล้วนเป็นเพื่อน ตท.26 ด้วยกัน จึงไม่มีใครแตกแถว โดยเฉพาะในกองทัพภาค 2 ที่มี พล.ท.วีระยุทธเป็นแม่ทัพภาค 2 และทำให้ถูกวิจารณ์ไปด้วย
ขณะที่ในระดับ 5 เสือ ทบ. ทั้ง รองรุ่ง พล.อ.ชิษณุพงษ์ รอดศิริ รอง ผบ.ทบ. และบิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผช.ผบ.ทบ. และเสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสธ.ทบ. ก็ล้วนเป็นเพื่อน ตท.26 ที่ว่าไงก็ว่าตามกัน ถือเป็นยุคที่ ตท.26 มีความแข็งแกร่ง และเฟื่องฟูมากที่สุด ด้วยเพราะ พล.อ.พนามีอำนาจเด็ดขาด เพราะนั่ง ผบ.ทบ.ยาว 3 ปี จนกว่าจะเกษียณตุลาคม 2570 และมีแนวโน้มว่าจะส่งไม้ต่อให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ที่เกษียณตุลาคม 2571 เป็น ผบ.ทบ.ต่อ
แม้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์จะไม่ได้มีชื่อในการไปฝึกหลักสูตรทหารราชองครักษ์ (นรอ.) รุ่นล่าสุดก็ตาม แต่ด้วยเพราะมีอายุราชการเหลือไม่ถึง 3 ปีเต็ม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น ผบ.ทบ.ไม่ได้ เพราะ ผบ.เหล่าทัพอื่น เช่น ผบ.ทร.หลายคน ก็ไม่ได้เป็น นรอ.มาก่อน แต่เมื่อเป็น ผบ.ทร.แล้ว ก็ได้ไปฝึกในขณะดำรงตำแหน่ง
เพราะถึงอย่างไร ตท.26 ก็ไม่อาจปล่อยมือจากอำนาจไปให้ ตท.27 ที่มี บิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผช.ผบ.ทบ. เป็นแกนนำ และเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ. แต่หากพลาดพลั้งจะยังมี ตท.28 พร้อมรอรับไม้ต่อ ทั้งแม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 และแม่ทัพกอล์ฟ พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ แม่ทัพน้อย 1 ที่ถือว่าต่างเข้าไลน์สู่ 5 เสือ ทบ.แล้ว เว้นเสียแต่ว่าหากโยกย้ายตุลาคม 2569 พล.ท.วรยสต้องนั่งเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 ต่อเป็นปีที่ 2 ไม่ได้ขึ้น 5 เสือ ทบ.
เพราะสถานการณ์อำนาจในกองทัพ โดยเฉพาะ ทบ.ไม่มีอะไรแน่นอน เช่นเดียวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์การเมืองที่คาดกันว่า ด้วยแรงกดดันจากประชาชน นายอนุทิน และ พล.อ.พนา อาจต้องสั่งรบเขมรอีกครั้ง
เพื่อเรียกกระแสความนิยม ความศรัทธา ที่มีต่อกองทัพกลับคืนมา เช่นเดียวกับนายอนุทิน หากต้องการได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จาก รบเขมร มา รบกับน้ำ รัฐบาลหลังอิงกองทัพ ตั้ง ‘ผบ.หยอย’ นำทำศึก จับตา ‘นายกฯ หนู-ผบ.ปู’ กลางศึกเขมร โฟกัส อนาคต บิ๊กเต้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly