โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปวดท้องเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็ก! ฟังเสียงเตือนจาก ระบบทางเดินอาหารและตับ ที่คุณอาจมองข้าม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 ธ.ค. 2568 เวลา 02.17 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2568 เวลา 02.17 น.

ปวดท้องเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็ก! ฟังเสียงเตือนจาก ระบบทางเดินอาหารและตับ ที่คุณอาจมองข้าม

เคยมั้ย… อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ? บางวันรู้สึกแน่นหรือจุก พอหายก็กลับมาเป็นอีก จนเริ่มค่อย ๆ ชินไปเอง ราวกับว่าร่างกายนั้นอดทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ถ้าวันหนึ่งยังนิ่งเฉยและไม่ยอมเริ่มตั้งคำถาม เราคงต้องขอใช้พื้นที่ตรงนี้บอกกับคุณว่า “อาการปวดท้องเรื้อรัง” อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิดเอาไว้

“อวัยวะในช่องท้องของเรา ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ หรือถุงน้ำดี อวัยวะทั้งหมดนี้ทำให้เกิดอาการปวดท้องเรื้อรังได้ ฉะนั้นเวลาที่เรามีอาการปวดท้อง อย่าด่วนสรุปว่าเป็นโรคกระเพาะเสมอไป เพราะตำแหน่งของอวัยวะและลักษณะของอาการบอกโรคได้ต่างกัน” พญ. ศลิษา เลิศสงวนสินชัย อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเปิดเรื่องเพื่อให้คุณได้เริ่มสังเกตอาการปวดท้องของตนเอง

ปวดท้องตรงไหน บอกอะไรได้บ้าง?

เรามาลองสังเกตอาการปวดท้องของตนเองว่า จะมีลักษณะอาการตามที่คุณหมอบอกไว้หรือไม่อย่างไร ดังนี้

· ปวดบริเวณลิ้นปี่ : อาการปวดแสบร้อนหรือปวดแบบบีบๆ อาจเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งสามารถเกิดจากการติดเชื้อ Helicobactor pylori ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ หรือปวดแน่นๆ อาจเกี่ยวข้องกับนิ่วในถุงน้ำดีได้

·ปวดชายโครงขวา : มักจะปวดแบบแน่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีไข้ อาจเกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี เช่น นิ่วอุดตัน หรือมะเร็งในทางเดินน้ำดีได้

·ปวดกลางท้องหรือช่องท้องส่วนล่าง : มีลักษณะปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ มักจะเกิดจากโรคของลำไส้ เช่น ลำไส้เแปรปรวน ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือมีก้อนอุดตันในลำไส้ได้

พญ.ศลิษา เลิศสงวนสินชัย พูดเสริมเรื่องนี้ไว้ว่า “ตำแหน่งของอวัยวะที่มีอาการปวดเกิดซ้ำๆ บริเวณเดิม หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง”

สัญญาณเตือนของอาการปวดท้อง ถ้าเจอรีบพบหมอด่วน!

ลองเช็กดูว่าในช่วงที่ผ่านมา คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่ เพราะนี่อาจจะเป็นสัญญาณอันตราย…ที่เรียกว่า โรคมะเร็งลำไส้ หากมีอาการร่วมเหล่านี้

o ขับถ่ายมีเลือดหรือมูกปน

o ขับถ่ายอุจจาระลำเล็กลง หรือท้องผูกสลับท้องเสีย

o เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

o ปวดกลางคืนจนนอนไม่หลับ

o ปวดท้องถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น

พญ. ศลิษา เลิศสงวนสินชัย จึงได้ แบ่งอาการปวดไว้ 2 แบบ ให้ลองสังเกตตนเองอย่างเข้าใจง่ายๆ คือ

1. อาการปวดแบบเฉียบพลัน มักบ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือการอักเสบ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ การติดเชื้อในลำไส้ ลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลัน ลำไส้อุดตัน ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน นิ่วอุดตันในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดี หรืออาจเกิดจากโรคหัวใจขาดเลือดที่อาจปวดท้องส่วนบนได้

2. อาการปวดแบบเรื้อรัง ลักษณะอาการจะปวดเป็นๆหายๆ หรือปวดท้องถี่ขึ้น มีความรุนแรงมากขึ้น ร่วมกับอาการที่ส่งสัญญาณเตือนดังกล่าวด้านบน มักจะเกี่ยวข้องกับโรคที่มีความรุนแรงเช่น โรคมะเร็ง หรือโรคลำไส้อักเสบแบบเรื้อรัง

นิสัยกินแบบ “พัง ๆ” ที่ทำให้ร่างกายส่งเสียงประท้วง

ทราบหรือไม่ว่าอาการปวดที่ถูกสะสมไว้มานาน ส่วนใหญ่มักเกิดจาก นิสัยการกินแบบพัง ๆ “ทุกวันนี้คนไทยทานอาหารแคลอรี่สูงมากขึ้น ทั้งของทอด ของมัน และอาหารแปรรูป ซึ่งกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายเกิดการอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับและมะเร็งได้” พญ. ศลิษา เลิศสงวนสินชัย กล่าวเสริม และมีลิสต์รายการอาหารให้คุณได้เช็กดูว่านี่คือสิ่งที่คุณกินอยู่ประจำหรือเปล่า?

o ของทอดซ้ำหรือปิ้งย่าง : มักมีสารก่อมะเร็งจากการเผาไหม้

o ถั่วแห้ง พริกแห้ง : หากเก็บไม่ดีหรือไม่รู้แหล่งที่มา มักจะขึ้นรา เสี่ยงให้เกิดสาร Aflatoxin ซึ่งคือตัวกระตุ้น มะเร็งตับ ชั้นดี

o ปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก : ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย เสี่ยงพบ พยาธิใบไม้ในตับ อันเป็นต้นเหตุของ มะเร็งท่อน้ำดี

o ของหวานจัด ไขมันสูง : นำไปสู่ภาวะ ไขมันพอกตับ ที่อาจกลายเป็น ตับแข็ง หรือกระตุ้น มะเร็งตับ ได้

5 นิสัย เปลี่ยนระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรง

1. กิน Real Food ให้มากขึ้น : ลดของแปรรูป เลือกอาหารสดใหม่

2. ออกกำลังกาย 150 นาทีต่อสัปดาห์ : ช่วยเผาผลาญไขมันในตับ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังระบบย่อยอาหาร

3. นอนให้พอ : ร่างกายฟื้นตัว คุมหิวได้ คุมน้ำหนักได้ดีขึ้น

4. จัดการความเครียด : เพราะความเครียดกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวผิดจังหวะ จนเกิดอาการลำไส้แปรปรวน

5. ฟังเสียงร่างกาย : ถ้าปวดซ้ำจุดเดิม หรือผิดปกตินาน อย่าฝืนปล่อยไว้ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย

ตรวจร่างกายเพื่อป้องกัน ดีกว่าตรวจเพื่อรักษา

ในยุคที่โรคเรื้อรังมาไว การตรวจสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ คือสิ่งที่ควรเริ่มทำ โดยเฉพาะการตรวจระบบทางเดินอาหาร ที่ปัจจุบันสามารถตรวจได้ตั้งแต่การทำงานของตับ ลำไส้ จนถึงการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะ (Helicobacter pylori) เพื่อหาความผิดปกติที่อาจซ่อนอยู่

พญ. ศลิษา กล่าวปิดท้ายถึงเรื่องระบบทางเดินอาหารไว้ว่า “โรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารป้องกันได้ โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีการส่องกล้อง ซึ่งในปัจจุบันเป็นวิธีที่ไม่เจ็บปวด เพราะมียานอนหลับให้ บางคนตื่นมา ยังไม่รู้เลยว่า ได้รับการส่องกล้องไปแล้ว เมื่อแพทย์ทำการส่องกล้องเข้าไปจะสามารถตัดติ่งเนื้อที่เจอ ก่อนที่ติ่งเนื้อเหล่านี้จะโตกลายเป็นมะเร็งได้ โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนนั้นก็น้อยมาก สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน จึงแนะนำผู้ที่มีอายุ 45 ปี เข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งในอนาคตค่ะ”

สุขภาพดีไม่ใช่แค่ไม่มีโรค แต่คือการรู้เท่าทันร่างกาย ก่อนที่มันจะกลายเป็นเสียงเตือนจากโรค…

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปวดท้องเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็ก! ฟังเสียงเตือนจาก ระบบทางเดินอาหารและตับ ที่คุณอาจมองข้าม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...