โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

บันทึกจากนักข่าว ‘มหาอุทกภัยหาดใหญ่’ เมื่อคราบน้ำท่วมเลือนราง แต่หยดน้ำตายังไม่จางหาย

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
บันทึกจากนักข่าว ‘มหาอุทกภัยหาดใหญ่’ เมื่อคราบน้ำท่วมเลือนราง แต่หยดน้ำตายังไม่จางหาย

ย้อนกลับไปในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 วันแรกของการฟื้นฟูหลังทั้งเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาจมอยู่ใต้น้ำนานนับสัปดาห์ ภาพจำของศูนย์กลางการค้าที่เคยคึกคัก ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่ถูกฉาบด้วยดินโคลน รถยนต์ที่เคยวิ่งขวักไขว่กองเกยกันไม่ต่างจากของเล่น ข้าวของจากบ้านเรือนและร้านค้ากลายเป็นกองขยะส่งกลิ่นคละคลุ้ง บรรยากาศหนักอึ้งปกคลุมไปทั่วเมือง

นี่คือภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นในรอบ 15 ปี ผลจากมวลน้ำมหาศาลที่เปลี่ยนเมืองในพริบตา เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุทกภัย แต่คือวิกฤตฉับพลันที่ทิ้งร่องรอยความสูญเสียไว้มหาศาล

ทีมข่าว THE STANDARD ขอพาคุณข้ามผ่านกองซากปรักหักพัง เพื่อไปสำรวจบาดแผลในใจผู้คน และถอดรหัสบทเรียนสำคัญจากโศกนาฏกรรมที่ยังไม่จบลงง่ายๆ พร้อมกับน้ำที่ลดลง

เพื่อให้เข้าใจขนาดของวิกฤตครั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายอาจไม่เพียงพอ เราจำเป็นต้องรับฟังเสียงของผู้คนที่อยู่ใจกลางพายุ ประจักษ์พยานที่มีชีวิต เรื่องราวของพวกเขาเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ฉายภาพวิกฤตอันซับซ้อน ทั้งเศรษฐกิจที่พังทลาย ระบบที่ล้มเหลว และพลังใจของมนุษย์

จากใจเจ้าของร้านหนังสือ เมื่อลมหายใจจมอยู่ใต้กองโคลน

ที่ร้าน ‘ชอบอ่านจัง ร้านหนังสือตามสั่ง’ ชัยณรงค์ ฉัตรศิริเวช ผู้คร่ำหวอดในวงการหนังสือกว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของร้านที่เป็นหมุดหมายของนักอ่านหาดใหญ่มา 14 ปี ยืนมองซากหนังสือหลายหมื่นเล่มที่จมโคลน เขาเล่าว่าปีนี้น้ำมาเร็วและแรงเกินคาด วินาทีที่ฝ่ากระแสน้ำกลับมาถึงร้าน ทางเลือกเดียวคือการทิ้งทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิต ทั้งรถยนต์และบ้านพักจมอยู่ใต้น้ำ แต่สิ่งที่กระทบใจที่สุดคือชะตากรรมของร้านหนังสือ

เมื่อน้ำลด เขากลับมายืนในร้านอีกครั้งด้วยแววตาว่างเปล่า พูดกับเราว่า “มันตื้อ คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน” ความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท เทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่ต้องเห็นหนังสือซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนและครู ถูกทำลาย แต่ท่ามกลางวิกฤต เขายังมองเห็นคุณค่าในหน้ากระดาษเปื้อนโคลน และฝากข้อความไปถึงหนอนหนังสือทั้งหลายผ่านทีมข่าวว่า “หนังสือเหล่านี้ยังไม่ตาย พวกเขายังมีชีวิต… เราอยากขอให้คนที่รักหนังสือช่วยพาพวกเขาไปทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแทนเรา”

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อภัยธรรมชาติถูกซ้ำเติมโดยภัยมนุษย์

ย่านการค้าสำคัญอย่างตลาดพลาซ่าและตลาดกิมหยง เต็มไปด้วยบรรยากาศของการพยายามเริ่มต้นใหม่อย่างยากลำบาก พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าจมน้ำมาเทขายในราคาที่ต้องตัดใจ ‘เสื้อยืด 5 บาท รองเท้า 3 คู่ 100 บาท’ หรือชุดนอนเกรดพรีเมียมที่เคยขายหลักร้อย เหลือเพียง 40 บาท ภาพแม่ค้ายืนบิดน้ำออกจากเสื้อผ้าส่งให้ลูกค้าคือความจริงที่น่าสะเทือนใจ

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

แต่เคราะห์ยังไม่จบแค่นั้น หลายร้านค้าพบว่าในช่วงโกลาหล ร้านของพวกเขาไม่ได้เสียหายแค่จากน้ำ แต่ถูกมิจฉาชีพงัดแงะขโมยสินค้า นี่คือช่วงเวลาที่มวลน้ำพัดพาไปทั้งทรัพย์สินและความปลอดภัย ซ้ำเติมผู้ที่กำลังล้มให้บอบช้ำยิ่งกว่าเดิม

เสียงจากชุมชนย่อย เมื่อความช่วยเหลือกระจุกตัวแค่ ‘เส้นทางรับแขก’

ขณะที่ถนนสายหลักและย่านเศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว ในตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่เป็นบ้านเรือนประชาชนกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตท่ามกลางกองขยะ ซากสัตว์ และโคลนตมที่ยังไร้การจัดการ พวกเขาพยายามขอความช่วยเหลือ แต่เครื่องจักรและกำลังคนกลับมุ่งตรงไปยังเส้นทางรับแขก หรือถนนสายหลักสำหรับผู้ใหญ่ที่มาตรวจเยี่ยม จนเกิดคำถามที่สะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เส้นทางต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ สำคัญกว่าบ้านเรือนประชาชนหรือไม่?”

นี่ไม่ใช่แค่คำถามระบายอารมณ์ แต่สะท้อนความเข้าใจต่อระบบราชการที่ชาวบ้านเชื่อว่าหากผู้ใหญ่มาถึง ความสะอาดถึงจะตามมา เป็นเสียงเรียกร้องจากความสิ้นหวังเพื่อให้ตัวเองถูกมองเห็น

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

ผู้รอดชีวิตในจุดที่ลึกที่สุด กับการแบ่งปันท่ามกลางน้ำที่ยังไม่ลด

แม้ระดับน้ำในตัวเมืองเริ่มคลี่คลาย แต่ที่ ‘ชุมชนสะพานดำ’ วันที่ 27 พฤศจิกายน สถานการณ์ยังวิกฤต ระดับน้ำท่วมสูง 1.5-2 เมตร ประชาชนติดค้างบนชั้นสองและหลังคาบ้าน ขาดแคลนของจำเป็นอย่างเทียนไขและอาหาร แต่ท่ามกลางความ

ขาดแคลน เราได้เห็นภาพความเสียสละ เมื่อครอบครัวหนึ่งเลือกแบ่งข้าวกล่อง 1 กล่องทานกัน 2 คน เพื่อให้ทีมกู้ภัยมีอาหารเหลือไปแจกเพื่อนบ้านหลังถัดไป เรื่องราวนี้พิสูจน์ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชุมชน แสงสว่างแห่งมนุษยธรรมที่ยังฉายชัดแม้ในยามมืดมนที่สุด

ความสุขเล็กๆ หลังน้ำลด ภารกิจแรกคือการเติมพลังใจ

เรื่องดูเหมือนเล็กน้อยแต่มีความหมาย เมื่อน้ำลด สิ่งแรกที่ชาวหาดใหญ่จำนวนมากทำไม่ใช่การรีบกลับไปล้างบ้าน แต่คือการต่อคิวซื้อ ‘ข้าวเหนียวไก่ทอด’ และ ‘ชาไทย’ ของโปรดคนท้องถิ่น ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวติดตลกว่า “ตอนนี้น้ำท่วมถึงไหล่ แต่ความอยากกินชาไทยมันท่วมมาถึงคอแล้ว”

เรามองว่าส่งนี้ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นสัญชาตญาณของการเรียกคืนความปกติกลับมาให้เร็วที่สุด การได้ลิ้มรสชาติที่คุ้นเคยคือการเยียวยาจิตวิญญาณและยืนยันว่าชีวิตยังต้องไปต่อ

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

นอกเหนือจากเรื่องราวปัจเจก มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้เผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างเมืองหาดใหญ่ในทุกมิติ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

อุทกภัยครั้งนี้โจมตีหัวใจของบริการสาธารณะภาคใต้ตอนล่างอย่างจัง โรงพยาบาลหาดใหญ่ เผชิญน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 15 ปี พื้นที่ชั้น 1 เสียหายทั้งหมด ประเมินมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

ขณะที่ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แอ่งกระทะ อาคารชั้น 1 จมมิด เสียหาย 100% คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท การหยุดชะงักของเสาหลักทั้งสาธารณสุขและการศึกษา ส่งผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตคนทั้งภูมิภาค

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

ซ้ำร้าย วิกฤตอาชญากรรมยังฉวยโอกาสซ้ำเติม เหตุการณ์ปล้นตู้คอนเทนเนอร์บนขบวนรถไฟ ณ สถานีรถไฟหาดใหญ่ คนร้ายงัดตู้ขโมยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กว่า 7,560 ลัง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท สะท้อนความอุกอาจที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น จนทางการต้องระดมกำลังตำรวจต่างถิ่นเข้ามาช่วยลาดตระเวนเพื่อกอบกู้ความรู้สึกปลอดภัย

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

และเมื่อน้ำลด สิ่งที่ปรากฏแทนที่คือ ภูเขาขยะ ปริมาณมหาศาลกว่า 25,000 ตัน ใน 10 อำเภอ ซากเฟอร์นิเจอร์และขยะเน่าเสียกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค กรมควบคุมมลพิษต้องเร่งจัดการร่วมกับเอกชนเพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง นี่คือสมรภูมิรบระลอกใหม่ที่ชาวหาดใหญ่ต้องเผชิญ

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

จากบทเรียนสู่วาระการฟื้นฟูที่ต้อง ‘สมน้ำสมเนื้อ’

ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขยายผลด้วยความล้มเหลวในการจัดการ หาดใหญ่ในฐานะหัวใจเศรษฐกิจภาคใต้ กำลังต้องการแผนฟื้นฟูที่จริงจังและ ‘สมน้ำสมเนื้อ’ กับความสูญเสีย

จุดที่เจ็บปวดที่สุดคือ ระบบเตือนภัย ชาวบ้านสะท้อนว่าที่ไม่อพยพแต่แรกเพราะเชื่อคำยืนยันว่า “เอาอยู่” แต่เมื่อน้ำทะลักเข้าท่วมรุนแรง การแจ้งเตือนอพยพกลับมาช้าเกินไป ซ้ำด้วยระบบสื่อสารที่ล่มทำให้ประชาชนถูกตัดขาด นี่คือการพังทลายของความไว้วางใจระหว่างรัฐและประชาชนที่ต้องเร่งกู้คืน

น้ำท่วมหาดใหญ่ 2568

ภาพ : ฐานิส สุดโต

แม้ภารกิจล้างเมืองจะดำเนินต่อไป แต่บาดแผลทางเศรษฐกิจและจิตใจจะยังคงอยู่ อนาคตของพวกเขาขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะถอดบทเรียนจากโศกนาฏกรรมนี้ได้จริงหรือไม่ เพราะเมื่อคราบน้ำจางไป สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือ ‘ความหวัง’ และการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงคราบน้ำตาที่ไม่มีวันจางหาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...