โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วก็วนใหม่อีกครั้ง เข้าใจวัฏจักรของแฟชั่น เมื่อเทรนด์ที่เคยล้าสมัย กลับมาบูมใหม่อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

The MATTER

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • Art & Design

ผ่านไปไม่ทันไรแฟชั่นเมื่อ 10 ปีก่อนก็กลับมาฮิตอีกครั้ง

เพียงชั่วพริบตาเทรนด์เสื้อผ้าก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็อินกับเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวโคร่ง หันมาอีกทีก็เห็นแต่เสื้อเบบี้ทีตัวจิ๋วที่ใส่กันทั้งประเทศ หรือก่อนหน้านี้ที่เสื้อผ้าเรียบๆ ชูความเป็น Quite luxury จากยุค 90 กำลังมา ผ่านไปอีกปี หลายสำนักก็ออกมาการันตีแล้วว่าภายในปีหน้าเทรนด์แฟชั่นแบบ Maximalism ที่เคยได้รับความนิยมจากยุค 2000 กำลังจะมาแทนที่ กลบความมินิมอลแบบเดิมไป

จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นแฟชั่นเชยๆ ในยุคหนึ่ง ผ่านไปไม่นานสิ่งนั้นก็กลับมาฮิตติดอันดับ แถมผู้คนก็ยังพร้อมใจกันหยิบเสื้อผ้าเหล่านี้มาใส่กันอีกครั้ง ทั้งที่ถ้าใส่มาก่อนหน้านี้อาจถูกมองว่าแปลกประหลาดแท้ๆ ว่าแต่เหตุผลอะไรกันนะที่ทำให้แฟชั่นที่เคยเชื่อว่าล้าสมัยสามารถกลับมาเฉิดฉายให้เราเห็นอีกครั้งในยุคนี้

วันนี้เราชวนไปรู้จักจุดกำเนิดของเทรนด์แฟชั่นมากขึ้น อะไรทำให้เราใส่เสื้อผ้าตามเทรนด์ แล้วเทรนด์แฟชั่นในยุคนี้ยังทำงานเหมือนกับยุคที่ผ่านมาอยู่ไหมนะ

เทรนด์แฟชั่นมาจากไหน

หากเราลองไถฟีดช่วงนี้อาจจะเห็นใครต่อใครกำลังพูดเรื่องแฟชั่นไปในทางเดียวกัน พบเจอผู้คนแต่งตัวสไตล์คล้ายๆ กัน แล้วใครกันนะที่เป็นคนกำหนดเทรนด์ว่าเราควรใส่อะไร หรือแต่งตัวแบบไหน ถึงจะกลายเป็นหัวแถวนำหน้าคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ

ก่อนอื่นเราอยากชวนมาทำความเข้าใจวัฏจักรของเทรนด์แฟชั่นกันก่อนว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นตรง หากแต่เป็นหมุนวนเป็นวงกลม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะเห็นเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ปกติแล้วในอุตสาหกรรมแฟชั่นมักแบ่งวงจรของเทรนด์แฟชั่นออกเป็น 5 ขั้น นั่นคือ การเริ่มต้น การเติบโต จุดสูงสุด การเสื่อมถอย และการล้าสมัย

โฮเซ่ คริอาเลส-อุนซูเอตา (José Criales-Unzueta) บรรณาธิการข่าวแฟชั่นของ Vogue Runway อธิบายถึงช่วงเวลาก่อนที่คอลเล็กชั่นจะถือกำเนิด สิ่งแรกที่มีคือ ‘ไซต์ไกสต์’ (Zeitgeist) หรือจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม ดนตรี ภาพยนตร์ การเมือง ดีไซเนอร์ต้องจับสัญญาณเหล่านี้แล้วนำมาวางแผนกับธุรกิจ เพราะภายใต้โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงิน ศิลปะเหล่านี้ก็ควรต้องสร้างกำไรได้ด้วย

ดังนั้นนอกจากดีไซเนอร์จะมีความรู้ด้านองค์ประกอบศิลป์แล้ว แฟชั่นก็ยังต้องเกิดจากวิเคราะห์จากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง หลายครั้งเทรนด์ที่เราเห็นจึงมักถูกคาดการณ์ล่วงหน้าจากบริษัทด้านข้อมูล อย่าง WGSN, Peclers Paris, McKinsey & Company ฯลฯ ซึ่งจะมีทีมและ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายมุมมอง ทั้งสังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การเมือง อุตสาหกรรม และวัฒนธรรม ร่วมกับสไตลิสต์และดีไซเนอร์ที่หยิบจับสิ่งต่างๆ มาตีความใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การแต่งตัวคนบนท้องถนน เช่น การสวมแจ็คเก็ตทับชุดเดรสของคนทั่วไป ไปจนถึงกระแสบนอินเทอร์เน็ต สร้างเป็นคอลเล็กชั่นก่อนส่งขึ้นแฟชั่นรันเวย์

แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนี้กราฟความนิยมของเทรนด์เหล่านี้จะค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น และเข้าสู่ในระยะเติบโตของเทรนด์ ช่วงเรามักจะเห็นเหล่าคนดังหยิบจับเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่มาใส่ก่อนใคร และเมื่อภาพเหล่านี้เผยแพร่ออกไปจนคนเริ่มเห็นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แฟชั่นนี้ก็จะถูกเรียกว่าเทรนด์

ไม่นานเทรนด์นี้ก็จะได้รับความนิยมจนถึงจุดพีค ระยะนี้เราจะเห็นร้านค้าต่างๆ ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่นำแฟชั่นสไตล์นี้มาวางขายในร้าน กลายเป็นสินค้าที่ผู้คนสามารถเข้าถึงและสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เดินไปไหนเป็นต้องเจอคนใส่สไตล์นี้เหมือนกัน จนเมื่อเทรนด์นี้ถึงจุดอิ่มตัว ความนิยมก็จะค่อยๆ ลดลง ผู้คนจะเริ่มรู้สึกเบื่อกับสไตล์เดิมๆ และเริ่มมองหาสิ่งใหม่ๆ จนสุดท้ายจากที่เคยเป็นเทรนด์ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของล้าสมัยไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้จะบอกว่าล้าสมัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายไปเลยตลอดกาล เพราะเทรนด์เหล่านี้มีโอกาสที่จะกลับมาอีกครั้งทุก 20 ปี โดยในวงการแฟชั่นเรียกว่า ‘กฎ 20 ปี (The 20 Year Rule)’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่บอกว่าเทรนด์แฟชั่นจะกลับมาถูกค้นพบและตีความใหม่โดยคนรุ่นใหม่ ราว 2 ทศวรรษหลังจากช่วงเวลาที่เคยรุ่งเรืองสูงสุด

แนวคิดนี้นำเสนอโดย เจมส์ เลเวอร์ (James Laver) นักประวัติศาสตร์แฟชั่นชาวอังกฤษ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 โดยตัวช่วงเวลา 20 ปีที่ยกขึ้นมาไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นลอยๆ แต่ตามแนวคิดของเลเวอร์เชื่อว่าในช่วงเวลา 20 เป็นช่วงที่คนรุ่นใหม่ไม่มีอคติจากแฟชั่นในยุคก่อน จึงทำให้พวกเขาเห็นความสนุกสนานและกล้าที่จะหยิบมาใส่อีกครั้ง

เมื่ออิงจากแนวคิดก็คงไม่เกินจริงนัก อย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วกับการฟื้นคืนชีพอีกครั้งของแฟชั่น Y2K ที่เหล่าเจนใหม่ๆ ต่างพากันหยิบกางเกงยีนส์เอวต่ำ รูปลายผีเสื้อ เบบี้ทีตัวจิ๋วมาใส่อีกครั้ง เหมือนต้นปี 2000 เปี๊ยบ (แม้ว่าจะไม่ได้เติบโตมาในยุคนั้นเลยก็ตาม) แต่นี้ก็เป็นหลักฐานอย่างดีว่าสไตล์เหล่านี้มีแนวโน้มจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง พร้อมความรู้สึกโหยหาอดีตจากแฟชั่นเหล่านี้ที่หาไม่ได้ในปัจจุบัน

เรียกได้ว่าการวนกลับมาของแฟชั่นมักมาจากส่วนผสมของช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชั่น ความโหยหาอดีต และความรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ทำให้แฟชั่นที่เคยตายไปแล้วกลับมามีชีวิต ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยหากวันข้างหน้าเราจะเห็นเทรนด์เดิมๆ กลับมาฮิตอีกครั้ง

ความรู้สึกดีเมื่อได้ตามเทรนด์ใหม่ๆ

แม้จะบอกว่าเป็นเทรนด์ แต่ก็ไม่ได้มีกฎข้อไหนบอกว่าเราต้องใส่เสื้อผ้าสไตล์นั้นไปด้วยนี่นา แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังใส่เสื้อผ้าเหล่านั้นอยู่ดี ว่าแต่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ต้านทานเทรนด์เหล่านั้นไม่ได้บ้างกันนะ?

อันที่จริงเราอาจไม่ได้ชอบที่ได้ไล่ตามเทรนด์เสมอไป แต่สิ่งที่เราชอบจริงๆ เป็นเพราะความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งและการได้แสดงความเป็นตัวเองออกไปต่างหาก

แนวคิดหนึ่งที่สามารถอธิบายพฤติกรรมนี้ได้ เรียกว่า Social Proof ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ผู้คนมักเลียนแบบพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่เพื่อตัดสินใจว่าอะไรดีหรือถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อต้องเลือกซื้อสินค้า เพราะเรามักเชื่อว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำกันต้องเป็นเรื่องดี จนเราเชื่อใจที่จะซื้อสินค้าชิ้นนั้นตามไปด้วย เช่น รีวิวจากลูกค้า คำรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ หรือร้านอาหารที่มีคนต่อคิวจนแถวยาวเหยียด

ไม่ต่างจากเรื่องแฟชั่น การได้เห็นอินฟลูเอนเซอร์หรือคนดังเริ่มใส่เสื้อผ้าสไตล์คล้ายกัน หรือแบรนด์เดียวกัน เราก็อาจเริ่มรู้สึกว่าไอเท็มนั้นดูน่าสนใจและอยากได้ขึ้นมาทันที ความรู้สึกนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเราอยู่ในยุคของโซเชียลมีเดีย การได้เห็นผู้คนมากมายบนโลกออนไลน์ซื้อเสื้อผ้า หรือสินค้าชนิดเดียวกันซ้ำๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เราอยากครอบครองสิ่งของชิ้นนั้นไปด้วย

เพราะนอกจากจะทำให้เรารู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมแล้ว การได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ ยังช่วยให้สมองหลั่งโดปามีนหรือสารแห่งความสุขมาด้วย ดังนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนดีทุกครั้งที่ตามเทรนด์ใหม่ๆ ทัน เพราะมันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้จริงๆ นี่นา

อย่างไรก็ตาม แม้การทดลองสไตล์ใหม่ๆ จะเป็นเรื่องสนุก แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้เราหลงเข้าไปในวังวนของแฟชั่น จนต้องไล่ตามให้ทันไม่จบไม่สิ้น เพราะทุกวันนี้มีไมโครเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แถมยังกินระยะเวลาสั้นลงเรื่อยๆ

บทความจาก Vice สื่อไลฟ์สไตล์จากอเมริกาชี้ให้เห็นว่าทุกวันนี้มีไมโครเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ในโลกของแฟชั่นทุกวันนี้ต่างหยิบยืมแรงบันดาลใจมาจากทุกซับคัลเจอร์ ไม่ว่าจะเป็น ป๊อปพังก์ อัลเทอร์เนทีฟ อินดี้ Y2K กอธ โลลิต้า เรียกได้ว่าการวนกลับมาของเทรนด์อาจไม่จำเป็นต้องรอให้ถึง 20 ปี แต่มันอาจสั้นลงเหลือเพียงแค่ 5-10 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ

สิ่งที่ตามมาเมื่อเทรนด์ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาในระนาบเวลาเดียวกัน นอกจากความเหนื่อยล้าของผู้คนที่วิ่งไล่ตามกระแสเหล่านี้ให้ทันแล้ว ด้านหนึ่งก็ยังทำให้แฟชั่นกลายเป็นเรื่องฉาบฉวย ผู้คนอาจไม่ได้ซึมซับบริบทเดิมที่แฟชั่นนั้นเคยถือกำเนิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น จากเดิมการแต่งตัวสไตล์ Alt จากยุค 80-90 ที่มีความเท่ และความขบถนิดๆ หล่อหลอมขึ้นมาจากไลฟ์สไตล์การฟังเพลงร็อค เล่นกีตาร์ หรือมีแนวคิดที่แปลกไปจากสังคมส่วนใหญ่หน่อยๆ แต่ทุกวันนีเราอาจไม่จำเป็นต้องทำอย่างที่ว่ามาทั้งหมด หากแต่เป็นการหยิบยืมไวบ์ เหลือเพียงแค่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม บวกเครื่องประดับโลหะเท่านั้นเอง

ท้ายที่สุดกระแสที่มาเร็วไปเร็วแบบนี้ก็อาจทำให้บางซับคัลเจอร์พร่าเลือนไป เหลือเพียงแค่สไตล์การแต่งตัวเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำสังคมการบริโภคมากเกินความจำเป็น (Overconsumption) จนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่สร้างขยะจำนวนมหาศาลจากฟาส์ตแฟชั่นอยู่ตอนนี้

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราหลุดออกจากวงจรเทรนด์เหล่านี้คือการเข้าใจสไตล์ของตัวเอง ด้วยการเลือกซื้อในสิ่งที่เข้ากับตัวตนจริงๆ หรืออาจจะลองลงทุนกับไอเท็มคลาสสิกที่สามารถใส่ได้ทุกโอกาสแทน เพื่อที่ให้ไม่รู้สึกกดดันว่าต้องวิ่งไล่ตามกระแสใหม่ตลอดเวลา

เพราะท้ายที่สุดแล้วแฟชั่นควรสะท้อนตัวตนของเรามากที่สุด ไม่แน่ว่าสิ่งที่เราชอบในวันนี้ อาจจะกลายมาเป็นเทรนด์ในวันข้างหน้าก็ได้นะ

อ้างอิงจาก

vogue.com

thevou.com

fashionispsychology.com

vice.com

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...