โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บทเรียนฟองสบู่ในอดีตกำลังบอกอะไรตลาด AI วันนี้? ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เพื่ออ่านสัญญาณตลาด

Thairath Money

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 08.10 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อโลกเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ จนกลายเป็นที่ต้องการของตลาด และถ้าอุปสงค์และอุปทานดำเนินไปแบบไม่สอดคล้องกัน ผลที่ตามมาอาจกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งสิ่งที่กำลังเป็นที่น่าจับตามากที่สุดในตลาดตอนนี้ คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เงินทุนมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าลงทุนจนผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง

ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นไปแล้ว 16% โดยผู้ชนะในตลาด AI นำโดย Nvidia, Alphabet, Broadcom และ Microsoft ที่กวาดเงินไปได้มากมาย ขณะเดียวกัน ความกังวลก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินกว่าหลายแสนล้านที่ลงไปในตลาด โดยคาดว่าเงินลงทุนด้าน AI ของบิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta จะเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 34% ไปอยู่ที่ 440,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีหน้า

นอกจากเจ้าใหญ่แล้ว ยังมี OpenAI ที่มีแผนจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้เลย แถมยังมีเรื่องน่ากังวลอีกอย่าง คือ การลงทุนแบบวนลูปกันไปมาระหว่าง OpenAI กับบริษัทเทคโนโลยีมหาชนของสหรัฐฯ ที่ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเสี่ยงเชิงระบบ

ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องปกติที่เงินทุนจำนวนมหาศาลจะไหลเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคม อย่างที่ผ่านมาทั้งตอนที่กำเนิดไฟฟ้า ทางรถไฟ ตลอดจนถึงยุคอินเทอร์เน็ต ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า ครั้งนี้ก็จะไม่แตกต่างจากในอดีต

“บางครั้ง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา และจะนานเกินกว่าที่เศรษฐกิจจะต้องใช้ในระยะสั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วรางรถไฟก็ถูกสร้างจนเสร็จ และอินเทอร์เน็ตก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอยู่ดี” Brian Levitt หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของ Invesco กล่าว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: ย้อนรอยวิกฤต “ฟองสบู่แตก” ของโลก ตลาด AI จะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตอนไหน?

แต่แล้วก็มีคำถามออกมาด้วยว่า Upside ของตลาดจะมีไปถึงตอนไหน เพราะทั้งดัชนี S&P 500 ก็เพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ไป มูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัว และถ้า AI ไม่เป็นไปตามความคาดหวังมูลค่าจะหายไปเท่าไร? เพราะหุ้น Nvidia, Microsoft, Alphabet, Amazon, Broadcom และ Meta รวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของ S&P 500 นั่นหมายความว่า หากหุ้น AI ถูกเทขายพร้อมกัน ดัชนีตลาดโดยรวมจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

Bloomberg ได้วิเคราะห์และสรุปเปรียบเทียบเหตุการณ์ฟองสบู่ในประวัติศาสตร์และสถานการณ์ AI ในปัจจุบันไว้ดังนี้

รอบ AI เร็วและแรงแค่ไหนเมื่อเทียบกับอดีต?

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการประเมินว่า การปรับขึ้นของหุ้นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นขึ้นมาไกลเกินไปหรือเร็วเกินไปหรือไม่ คือการนำไปเปรียบเทียบกับรอบตลาดกระทิง (Bull Market) ในอดีต

ข้อมูลจากการศึกษาฟองสบู่หุ้น 10 ครั้งทั่วโลกตั้งแต่ปี 1900 โดย Michael Hartnett นักกลยุทธ์จาก Bank of America พบว่า ฟองสบู่ที่ผ่านมาจะมีอายุเฉลี่ยราว 2 ปีครึ่ง และให้ผลตอบแทนจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุด (trough-to-peak) เฉลี่ยสูงถึง 244%

เมื่อเทียบกับรอบปัจจุบัน การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนโดยกระแส AI กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 79% นับตั้งแต่ปลายปี 2022 ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq 100 พุ่งแรงถึง 130%

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าตลาดกำลังอยู่ในฟองสบู่หรือไม่ แต่ Michael Hartnett เตือนนักลงทุนว่า ไม่ควรรีบเอาเงินออกจากตลาด แม้จะเชื่อว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ก็ตาม เหตุผลสำคัญคือ ช่วงท้ายของตลาดกระทิงมักเป็นช่วงที่ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงที่สุด และการพลาดช่วงสุดท้ายนี้ อาจทำให้เสียโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง Michael Hartnett แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ป้องกัน (Hedge) ด้วยการกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ราคายังไม่แพง เช่น หุ้นสหราชอาณาจักร (UK stocks) หรือหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งยังถูกมองว่าเป็นหุ้นมูลค่า (Value Plays) ในภาวะตลาดปัจจุบัน

มีหุ้นไม่กี่ตัว แต่แบกทั้งตลาด

ในปัจจุบัน หุ้น 10 อันดับแรกของดัชนี S&P 500 มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงประมาณ 40% ของทั้งดัชนี ซึ่งถือเป็นระดับความกระจุกตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ความกระจุกตัวในระดับนี้ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มถอยห่างจากตลาด

ก่อนหน้านี้ Ed Yardeni นักวิเคราะห์อาวุโสระดับตำนานของวอลล์สตรีท ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อเดือนธันวาคมว่า “ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปที่จะยังแนะนำให้นักลงทุนถือหุ้นเทคโนโลยีมากกว่าปกติ”

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ตลาดการเงินมองว่า แม้ระดับความกระจุกตัวในวันนี้จะดูรุนแรงเมื่อเทียบกับความทรงจำของนักลงทุนยุคใหม่ แต่ในเชิงประวัติศาสตร์เคยมีกรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้ว

Paul Marsh ศาสตราจารย์จาก London Business School ที่ได้ทำการศึกษาผลตอบแทนสินทรัพย์ทั่วโลกย้อนหลังยาวนานถึง 125 ปีระบุว่า สัดส่วนของหุ้นขนาดใหญ่ที่ครองมูลค่าตลาดสหรัฐฯ เคยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับช่วงทศวรรษ 1930 และ 1960

AI ฟองสบู่ไหม? ปัจจัยพื้นฐานต่างไปจากอดีต

โดยธรรมชาติแล้ว ฟองสบู่มักตรวจจับได้ยากในระหว่างที่กำลังก่อตัว และมักจะมองเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อทุกอย่างจบลงไปแล้ว โดย Dario Perkins นักเศรษฐศาสตร์จาก TS Lombard อธิบายว่า สาเหตุสำคัญคือ การถกเถียงเรื่องฟองสบู่มักวนอยู่กับเรื่อง “ปัจจัยพื้นฐาน” ซึ่งตัวชี้วัดที่นักลงทุนใช้วัดมูลค่าสามารถเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและมุมมอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เมื่อเปรียบเทียบกับยุคฟองสบู่ดอทคอม บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ในปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้ต่อกำไร (Debt-to-Earnings Ratio) ต่ำกว่าบริษัทเทคโนโลยีในอดีตอย่าง WorldCom อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทอย่าง Nvidia และ Meta ก็ได้มีการรายงานการเติบโตของกำไรที่มาจาก AI อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 25 ปีก่อน ในยุคที่ราคาหุ้นพุ่งแรงจากความคาดหวัง แต่รายได้และกำไรยังไม่สามารถรองรับมูลค่าที่นักลงทุนจ่ายไปได้จริง

แม้ปัจจัยพื้นฐานจะดูแข็งแรงกว่าอดีต แต่ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (Credit Risk) ของตลาด AI ก็เริ่มทำให้นักลงทุนบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจ ตัวอย่างล่าสุดคือ Oracle ที่ได้ออกขายหุ้นกู้มูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงทันที 5.6% ในวันถัดมา และหากนับถึงปัจจุบันราคาหุ้น Oracle ลดลงไปแล้วกว่า 37%

ยิ่งไปกว่านั้น การประเมินของ Societe Generale ระบุว่า เฉพาะในปี 2026 เพียงปีเดียว Meta, Alphabet และ Oracle จะต้องระดมทุนรวมกันสูงถึง 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาลงด้าน AI ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่า

แม้บริษัท AI จะมีกำไรและฐานะการเงินที่ดีกว่ายุคดอทคอม แต่ภาระด้านหนี้และต้นทุนทางการเงิน อาจกลายเป็นจุดเปราะบางของกระแส AI ได้ในอนาคต

หุ้นแพงเกินไปหรือยัง?

หากพิจารณาจากระดับมูลค่าของตลาดหุ้นสหรัฐจะพบว่า ดัชนี S&P 500 ตอนนี้มีมูลค่าสูงที่สุดแทบจะทันกับช่วงที่ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ช่วงต้นทศวรรษ 2000 หรือช่วงยุคฟองสบู่ดอทคอมแล้ว

โดยการประเมินนี้อ้างอิงจาก ค่า CAPE Ratio (Cyclically Adjusted Price-to-Earnings Ratio) ตัวชี้วัดที่คิดค้นโดย Robert Shiller นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล โดยสูตรนี้คือการนำราคาหุ้นไปหารด้วยค่าเฉลี่ยกำไรย้อนหลัง 10 ปี หลังจากปรับผลกระทบเงินเฟ้อแล้ว เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงในระยะยาว

นักลงทุนสายมองบวกโต้แย้งว่า แม้มูลค่าตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นจากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยีและ AI แต่ความเร็วในการเพิ่มขึ้นของมูลค่ายังช้ากว่ายุคดอทคอมอย่างชัดเจน โดยตัวอย่างที่มักถูกหยิบมาเปรียบเทียบคือ ในปี 2000 หุ้น Cisco Systems เคยซื้อขายที่ระดับมากกว่า 200 เท่าของกำไรย้อนหลัง 12 เดือน ขณะที่ในปัจจุบัน หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นหัวใจของกระแส AI ยังมีค่า P/E ต่ำกว่า 50 เท่า

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า แม้ราคาหุ้น AI จะสูงแต่ยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผล ไม่เหมือนช่วงปลายยุคฟองสบู่ดอทคอม

Richard Clode ผู้จัดการกองทุนจาก Janus Henderson อธิบายเพิ่มเติมว่า ฟองสบู่หุ้นมักเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ราคาหุ้นแยกขาดออกจากการเติบโตของกำไรอย่างสิ้นเชิง เขามองว่า การที่นักลงทุนยังพูดถึงความแพง ความเสี่ยง และความสมเหตุสมผลของราคา สะท้อนว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะคลั่งไคล้แบบไร้สติ ซึ่งมักเป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนฟองสบู่แตก

ความระแวงที่อาจเป็นเกราะป้องกันตลาด

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา การถกเถียงว่า ตลาดหุ้นกำลังเผชิญ “ภาวะฟองสบู่” หรือไม่ เป็นประเด็นที่คุกรุ่นอยู่ตลอด แต่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดยมีปัจจัยเร่งที่สำคัญมาจากคำเตือนของนักลงทุนชื่อดังอย่าง Michael Burry รวมถึงสัญญาณเตือนจากธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England)

ข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมระบุว่า เฉพาะในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียว มีข่าวมากกว่า 12,000 ชิ้น ที่กล่าวถึงคำว่า “AI bubble” ซึ่งมีจำนวนเกือบเท่ากับข่าวตลอด 10 เดือนก่อนหน้ารวมกัน

ด้านมุมมองของนักลงทุนก็ยิ่งสะท้อนความกังวลที่ชัดเจนขึ้น จากผลสำรวจของ Bank of America ในเดือนธันวาคม พบว่า นักลงทุนมองว่าฟองสบู่ AI เป็นเหตุการณ์เสี่ยงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นน้อยมาก (Tail Risk) แต่มีโอกาสที่จะสร้างผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนมากที่สุด

ขณะเดียวกัน มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า หุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” คือการลงทุนที่แออัดที่สุดในวอลล์สตรีท ณ เวลานี้ สะท้อนว่ามีเม็ดเงินจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่ตัว

ภาพบรรยากาศนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคฟองสบู่ดอทคอม ซึ่งในเวลานั้นตลาดเต็มไปด้วยความตื่นเต้นแบบไร้ข้อกังขา ไม่เกรงกลัวต่อแนวคิดที่ว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้ามาปฏิวัติทุกสิ่ง

Venu Krishna หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นสหรัฐจาก Barclays อธิบายว่า วันนี้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า การลงทุนด้าน AI จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าจริงหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่บริษัทเทคโนโลยีต้องออกหุ้นกู้และก่อหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Venu Krishna มองด้วยว่า แม้ไม่ควรมองข้ามความเสี่ยงจากกระแส AI แต่บรรยากาศการตั้งคำถามในปัจจุบัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาด

“โดยรวมแล้ว การถูกจับตาอย่างใกล้ชิดถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความระแวงนี่แหละที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตลาดเคลื่อนไหวสุดโต่งจนเกิดการพังทลาย” Venu Krishna กล่าว

ที่มา: Bloomberg

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทเรียนฟองสบู่ในอดีตกำลังบอกอะไรตลาด AI วันนี้? ย้อนรอยประวัติศาสตร์ เพื่ออ่านสัญญาณตลาด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...