ย้อนรอย 10 ปี มี 'แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ' กี่รายที่ต้อง 'พ่ายแพ้' ไปในศึกเผาเงิน!
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดอีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการเป็นทางเลือกสู่การเป็นช่องทางหลักของใครหลายคน แต่ภายใต้ความคึกคักนั้น ก็มีหลายรายที่ต้อง ยกธงขาว เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว และเปิดปี 2026 มานี้ ก็มีอีกแพลตฟอร์มคนไทยที่ไม่ได้ไปต่อ ก็คือ NocNoc อีคอมเมิร์ซ Home & Living ดังนั้น Positioning จะพาย้อนรอยดูว่ามีใครบ้างที่หายไปจากตลาดสุดดุเดือดนี้
1. Rakuten Tarad.com
Tarad.comก่อตั้งโดย ป้อม - ภาวุธ พงษ์วิทยภานุในปี 2001 ซึ่งเป็น Marketplace แห่งแรก ๆ ของไทย เรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยก็ว่าได้ จนในปี 2009 Rakutenผู้ให้บริการ E-Commerce เบอร์ 1 ที่ญี่ปุ่นได้เข้าซื้อ Tarad.com และเปลี่ยนชื่อเป็น Rakuten TARAD.com
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2016 การแข่งขันเริ่มรุนแรงมากในประเทศไทย เนื่องจากมีคู่แข่งใหม่อย่าง Lazada และ Shopeeในขณะที่ Rakuten ขาดทุนปีละ 50 ล้านบาทแทบทุกปี ในที่สุด Rakuten ได้ประกาศถอนตัวจากตลาดอาเซียนรวมถึงไทย โดยขายหุ้นทั้งหมดคืนให้กับภาวุธ ต่อมา Tarad.com ได้เปลี่ยนโมเดลจาก Marketplace ไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอีคอมเมิร์ซครบวงจร (U-Commerce) แทน
2. WeMall / WeLoveShopping
ในช่วงปี 2540 - 2558 เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)ภายใต้บริษัท Ascend Group ได้พยายามจะปลุกปั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเอง ได้แก่
WeMall: เปิดตัวครั้งแรกใน 2557 ภายใต้ชื่อ iTrueMart ก่อนจะปลี่ยนเป็น WeMall ปี 2559 โดยเน้นขายสินค้าแบรนด์หลากหลายประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, สินค้าดิจิทัล, เครื่องสำอาง เป็นต้น แต่ก็ปิดตัวไปในปี 2566
WeLoveShopping: เป็นแพลตฟอร์ม Marketplace สำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์ในเครือซีพี และให้ผู้ขายรายย่อยได้มาวางขายสินค้า โดยได้ปิดตัวลงใน 2566 เช่นกัน
หลังจากที่ปิดทั้งสองแพลตฟอร์ม เครือ CP ก็หันไปโฟกัสที่แอป 7-Eleven TH (All Online)และ Makro PROแทน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและรวมฐานลูกค้าเข้าสู่ Super App เดียว เนื่องจากในตอนนั้น ตลาดถูกครอบงำโดย Marketplace ระดับโลก ทำให้การจะแข่งขันในรูปแบบเดิมทำได้ยากขึ้น
3. 11street
แพลตฟอร์มจาก SK Telecomยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจากเกาหลีใต้ โดยเปิดตัวในปี 2016 พร้อมท้าชน Shopee และ Lazada และสามารถสร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มงบการตลาดดึง ซงจุงกิ เป็นพรีเซนเตอร์ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถสู้สงครามเผาเงินในตลาดไทยได้นานพอ
โดย SK Telecom ตัดสินใจถอนทุนจากไทยและขายกิจการต่อให้กับ กึ้ง - เฉลิมชัย มหากิจศิริ
โดยเป็นการซื้อด้วยเงินส่วนตัวและเปลี่ยนแนวทางมาเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แทนการแข่งกับเจ้าตลาดรายใหญ่โดยตรง และได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และชื่อแบรนด์ใหม่หลังจากนั้น
4. JD Central
หลังจากยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ม้วนเสื่อกลับบ้าน ยักษ์ใหญ่จากจีนก็เข้ามาลองของในตลาดไทย โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง JD.comกับ กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group)โดยชูจุดเด่นที่ขาย สินค้าของแท้ 100%และระบบโลจิสติกส์ของตนเอง
จนกระทั่งในปี 2566 แพลตฟอร์มก็ประกาศถอนตัวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกลับไปโฟกัสตลาดในจีน และสำหรับตลาดประเทศไทย แพลตฟอร์มมียอดขาดทุนสะสมรวมกว่า 5,000 ล้านบาท
5. Zalora Thailand / Looksi
ใครที่เป็นสายแฟชั่น น่าจะเคยได้ยินชื่อ Zaloraแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ด้านแฟชั่นที่เคยโด่งดังในไทย โดยมีเจ้าของคือ กลุ่มRocket Internet บริษัทที่ปั้นสตาร์ตอัพอย่าง Lazada และ Foodpanda โดย Zalora ให้บริการในไทยตั้งแต่ปี 2555 ต่อมาได้ขายให้กับ กลุ่มเซ็นทรัลในปี 2559 และรีแบรนด์เป็น Looksi เพื่อต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มแฟชั่นแบบ Omni-channel
จนมาปี 2563 กลุ่มเซ็นทรัลก็ได้ขาย Looksi ให้กับPomeloสตาร์ทอัพแฟชั่นเทค ส่วนเครือเซ็นทรัลก็กลับไปโฟกัสที่ Central Online เพื่อสร้างประสบการณ์ Omni-channel
6. NocNoc
NocNoc เป็นอีมาร์เก็ตเพลสเฉพาะทางสำหรับสินค้าบ้าน วัสดุก่อสร้าง และของตกแต่ง เปิดตัวในปี 2019 โดยบริษัท เบ็ตเตอร์บี มาร์เก็ตเพลส ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCGและ กลุ่มไทยเบฟซึ่งที่ผ่านมา แพลตฟอร์มก็มีการเติบโตมาโดยตลอด แต่ก็ขาดทุนมาโดยตลอดเช่นกัน
โดยตลอด 5 ปี NocNoc มียอด ขาดทุนสะสมรวม 4,389 ล้านบาทกลุ่มผู้ถือหุ้นจึงเลือกหยุดการสนับสนุนเงินทุนเพื่อหันไปโฟกัสธุรกิจหลัก (Core Business) แทน
สงคราม Burn Cash ที่ไม่สิ้นสุด
โมเดลธุรกิจของ Marketplace ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาพึ่งพาการอัดฉีดเงินเพื่อทำโปรโมชั่น (Subsidies) เช่น ส่งฟรีทั่วไทย หรือคูปองส่วนลด 50% เพื่อดึงดูดผู้ใช้ ดังนั้น แพลตฟอร์มที่สายป่านไม่ยาวพอ หรือไม่สามารถเปลี่ยน "ผู้ใช้ขาจร" ให้เป็น "ลูกค้าประจำ" ได้ จะประสบปัญหาขาดทุนสะสมจนแบกรับไม่ไหว
นอกจากนี้ พฤติกรรมคนไทยนั้นพิเศษกว่าชาติอื่น คือชอบการ "แชท" และ "ความบันเทิง" การเข้ามาของ TikTok Shopได้ทำลายระบบนิเวศแบบเดิมที่ต้องกดเข้าแอปเพื่อซื้อของ แต่เปลี่ยนเป็นการ "ไถฟีด-ดูไลฟ์-กดสั่ง" (Shoppertainment) ทำให้แพลตฟอร์มที่เป็น Marketplace แบบดั้งเดิม (Traditional Marketplace) สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย การทำอีคอมเมิร์ซไม่ใช่แค่มีแอปพลิเคชัน แต่คือการบริหารคลังสินค้าและการขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันและค่าแรงพุ่งสูงขึ้น ประกอบกับการที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Shopee และ Lazada หันมาทำระบบขนส่งของตัวเอง (In-house Logistics) ทำให้ผู้เล่นรายเล็กหรือรายเฉพาะทางที่มีต้นทุนการจัดการสูงกว่าเสียเปรียบในเชิงโครงสร้างราคา
ดังนั้น หากไม่เจ็บหนักจนต้องถอนตัว แต่บางคนก็เลือกที่จะ ชิงขายก่อน เช่น กลุ่มเซ็นทรัลที่ตัดสินใจยุบ Looksiเพื่อหันไปปั้นแบรนด์ Central Onlineของตัวเอง เป็นต้น