โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กกต.รับมือ‘พื้นที่ฉุกเฉิน’ เตือนกฎเหล็กประชามติ

ไทยโพสต์

อัพเดต 55 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"กกต." พร้อมรับมือเลือกตั้งพื้นที่ชายแดนใต้ ชี้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจ กปน.ตัดสินใจ “แสวง” ยันจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้ไม่สับสน ปรับใช้ประทับตราแทน ไปรษณีย์ส่งไม่ผิดเขต ย้ำไฟเขียวคนนอกช่วยหาเสียงแต่ต้องลงทะเบียนผู้ช่วยตาม กม. ร่อนหนังสือเตือนกฎเหล็ก "ประชามติ" ผู้สมัคร-พรรค-องค์กร-ประชาชนแสดงความเห็นได้ แต่พึงระวังห้ามให้ข้อมูลเท็จ มีโทษทั้งจำและปรับ รวมถึงตัดสิทธิเลือกตั้ง

เมื่อวันจันทร์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีการออกกฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.นราธิวาส ว่าหากเป็นเรื่องความปลอดภัย กกต.มีความกังวล เพราะประชาชนก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่โชคดีที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ใช่พื้นที่ที่ประชาชนไปรวมตัวกันจำนวนมาก ทำให้การเลือกตั้งนายก อบต.เมื่อวานนี้ (11 ม.ค.) ผ่านไปด้วยดี

“การประเมินสถานการณ์วันเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ.และวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 ก.พ. เราก็ต้องรับฟังเรื่องความมั่นคงว่าจะกระทบกับการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนหรือที่ภาคใต้ แต่คาดว่าหากเป็นลักษณะของภาคใต้ ที่ไม่ได้กระทบในวงกว้างเหมือนปัญหาชายแดน และการบริหารจัดการจะซับซ้อนกว่า ก็คิดว่าสามารถรับมือได้เพราะมีกฎหมายให้ทำได้ เช่นการย้ายหน่วยแต่ยังอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้น ทั้งนีก็ต้องดูความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชนด้วย หรืออาจจะงดลงคะแนนหน่วยนั้นไปก่อนเพียงหน่วยเดียว และหากในวันเลือกตั้งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ คณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) จะเป็นผู้ตัดสินใจ” นายแสวงกล่าว

นายแสวงกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรว่า ในส่วนนี้ กกต.ได้มีการจัดส่งบัตรเลือกตั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศก็คงไปดำเนินการในรูปแบบของแต่ละประเทศ ซึ่งในการออกเสียงลงคะแนนที่มีอยู่ 3 รูปแบบ ทั้งการออกเสียงทางไปรษณีย์ การจัดหน่วยเคลื่อนที่และการลงคะแนนที่สถานทูต ตามลักษณะของแต่ละประเทศ คิดว่าน่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการส่งบัตรเลือกตั้ง สส.กลับมานับที่ประเทศไทย และการส่งต่อไปยังเขตเลือกตั้งต่างๆ ครั้งนี้ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ ครั้งที่ผ่านมาก็ไม่เกิดข้อผิดพลาด ส่วนบัตรออกเสียงประชามติซึ่งจะนับที่ต่างประเทศเลย ก็จะส่งคะแนนกลับมารวมที่ประเทศไทยภายใน 48 ชั่วโมง

เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ส่วนภาพรวมการออกเสียงลงคะแนนในวันที่ 1 ก.พ. 2569 สำหรับผู้ลงทะเบียนนอกเขต สำนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนที่บางแห่งไปลงทะเบียน 2-3 หมื่นคน และด้วยสถานที่จำกัดก็ต้องยอมรับว่าอาจไม่สะดวก 100% แต่จะอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น รวมทั้งสาระสำคัญของการอำนวยความสะดวกในการลงคะแนน เช่นการจ่าหน้าซองไม่ให้เกิดความสับสน เพราะในแต่ละที่มีคนทั้ง 77 จังหวัดไปลงในที่เดียวกัน เราจึงต้องจัดอำนวยความสะดวกทั้งเรื่องการลงคะแนนที่สะดวกสบาย หรือเรื่องที่จอดรถ

เมื่อถามถึง การจ่าหน้าซองในปีนี้จะเกิดความสับสนอีกหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ปีนี้จะไม่มี อย่างแรกตัวเลขที่ไปถึงแต่ละเขต เป็นรหัสเขตทั้ง 400 เขต ไม่ใช่รหัสไปรษณีย์ ซึ่งในการจ่าหน้าซองสำนักงานจะเป็นผู้รับผิดชอบ อาจจะเป็นการประทับตราเพื่อป้องกันความสับสน ซึ่งรหัสเขตทั้ง 400 เขตที่ส่งไปก็เพื่อให้จัดส่งไปยังเขตได้ถูกต้อง และได้มีการทำความเข้าใจกับไปรษณีย์แล้วว่าไม่ใช่รหัสไปรษณีย์ โดยการกรอกเอกสารกรรมการประจำหน่วยจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อป้องกันความสับสน และให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเขียนเองก็อาจกลายเป็นรหัสไปรษณีย์ได้เพราะความเคยชิน

“พร้อมขอให้ประชาชนที่จะไปใช้สิทธิ์ได้ศึกษารายละเอียดว่าลงทะเบียนเลือกตั้งไว้ที่ใด เพราะหน่วยเลือกตั้งค่อนข้างใหญ่กว่าหน่วยปกติ แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก และต้องเตรียมเอกสารที่นำไปใช้ในการแสดงตนขอใช้สิทธิ์ เช่น บัตรประชาชน หรือบัตรที่หน่วยราชการออกให้ รวมถึงสามารถใช้ thai ID แสดงตนได้” นายแสวงกล่าว

เมื่อถามว่า จำเป็นต้องกำชับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ ในเรื่องของการจ่าหน้าซอง เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กปน.เกิดความสับสนเอง นายแสวง กล่าวว่า สิ่งที่เคยเกิดขึ้นหรือที่เรียกว่าข้อผิดพลาด ไม่ควรเกิดขึ้นอีกไม่เช่นนั้นจะเหมือนเราไม่พัฒนา เรามีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน แต่ด้วยผู้ปฏิบัติงานมีจำนวนมากก็ได้ย้ำหลายครั้งว่าเรื่องแบบนี้ต้องใส่ใจ ซึ่งได้มีการอบรมผู้ปฏิบัติงานอยู่แล้ว โดยจะทำทุกช่องทางไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือความไม่สะดวก

“การเข้าไปในพื้นที่ประชาชนต้องเกิดความสะดวกด้วย และต้องทำด้วยความรวดเร็วถูกต้อง รวมถึงการจ่าหน้าซองการจำแนกบัตร เพื่อที่เวลาไปรษณีย์มารับจะได้สามารถส่งไป 400 เขตได้อย่างถูกต้อง ย้ำว่าเรื่องการจ่าหน้าซองเป็นเรื่องของสำนักงานกับไปรษณีย์ ในการจัดส่งบัตรให้ตรงกับเขตและไม่เป็นภาระในการคัดแยกที่ศูนย์คัดแยกบัตร” เลขาธิการ กกต.ระบุ

เมื่อถามถึงการจัดทำป้ายไวนิลข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครแต่ละเขตและพรรคการเมือง แล้วนำไปติดภายในหน่วยเลือกตั้งนั้น นายแสวงกล่าวว่า เป็นข้อปฏิบัติที่สำนักงานต้องทำเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน เพราะบัตรเลือกตั้งเป็นบัตรโหล มีแต่หมายเลขกับช่องลงคะแนน กกต.จะอำนวยความสะดวก โดยมีป้ายไวนิลที่มีข้อมูลผู้สมัครทุกคนของแต่ละเขต และหมายเลขของพรรคการเมือง เผื่อประชาชนจดจำไม่ได้ เมื่อเข้าไปมองเห็นก็จะได้กาเบอร์ไม่ผิด

เลขาธิการ กกต.ยังระบุถึงการนำคนนอกเข้ามาช่วยหาเสียงเลือกตั้งว่า ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงจะมีค่าตอบแทน ซึ่งจะถูกคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย โดยต้องรายงานให้ กกต.ประจำจังหวัดทราบทั้งก่อนดำเนินการและหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง หากมีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งตามที่แจ้งจะต้องรายงานให้ กกต.ทราบทันที

นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง หลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินว่า ขณะนี้ยังมีเพียง 6 พรรคการเมืองที่ส่งนโยบายมาให้ กกต.ตรวจสอบแล้ว คาดว่าภายสัปดาห์นี้น่าจะมีพรรคการเมืองทยอยส่งมาให้ตรวจสอบเพิ่มภายในวันที่ 19 ม.ค.2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กกต.ได้ออกเอกสารแจ้งเตือนในการรณรงค์และข้อห้ามการออกเสียงประชามติ สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่างๆ ที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติ ในหัวข้อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากสำนักงานออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะต้องจัดทำประชามติ พ.ศ. 2568

โดยเน้นย้ำว่า ผู้สมัคร สส. พรรคการเมือง ประชาชน องค์กรเอกชนและกลุ่มต่างๆ ในสังคม ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติได้โดยเสรี เสมอภาคและเท่าเทียมกัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 17 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 แต่ต้องพึงระวังไม่ให้ฝ่าฝืนมาตรา 77, 78, 79 และ 80 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ทั้งนี้ในส่วนของผู้สมัครและพรรคการเมือง ไม่มีกฎหมายกำหนดในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรณรงค์การออกเสียงประชามติ

สำหรับการแสดงความคิดเห็น สำนักงาน กกต.จะเป็นผู้จัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและรอบด้านอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ โดยผู้ประสงค์ที่จะไปแสดงความคิดเห็นจะต้องลงทะเบียนต่อเลขาฯ กกต.หรือสำนักงาน กกต.จังหวัด

โดย กกต.จะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 14-16 ม.ค. 2569 ผ่าน google form และจะจัดให้มีการประชุมผู้ที่ประสงค์จะแสดงความคิดเห็นเพื่อเลือกตัวแทนในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางระบบ zoom cloud meeting ในวันที่ 22 ม.ค. 2569 ก่อนที่วันที่ 25 ม.ค. 2569 จะมีการบันทึกเทปการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีการจัดทำประชามติและนำไปเผยแพร่ในวันที่ 28 ม.ค.-6 ก.พ. 2569 ทางสถานีโทรทัศน์กระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์รวมทั้งช่องทางออนไลน์ต่างๆ

ซึ่งการแสดงความคิดเห็นจะต้องไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ไม่รุนแรงก้าวร้าว หยาบคายหรือปลุกระดม หรือขัดต่อกฎหมายอื่นและเป็นการโต้เถียงกันไปมา ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 77, 78, 79 และ 80 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ที่ระบุข้อห้าม ห้ามให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หลอกลวง ขู่เข็ญ เพื่อจูงใจให้ไปออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี ห้ามเล่นพนันขันต่อเกี่ยวกับผลประชามติ ห้ามให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือเรียกรับเงิน ผลประโยชน์เพื่อไม่ไปใช้สิทธิหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปี

ห้ามจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปสถานที่ออกเสียงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงห้ามเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในช่วง 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงสิ้นสุดเวลาออกเสียงในวันออกเสียง ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...