โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ขอพระราชทานอภัยโทษจาก ร.5 ด้วยพระบรมสารีริกธาตุ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 09.34 น.

เมื่อ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ติดต่ออังกฤษให้ทูลเกล้าฯ ถวาย “พระบรมสารีริกธาตุ”พระอัฐิของพระพุทธเจ้าที่เพิ่งค้นพบในอินเดีย แต่ไม่เพียงพอให้รัชกาลที่ 5 พระราชทานอภัยโทษให้พระองค์

เรื่องราวของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ นับเป็นพระประวัติเจ้านายไทยที่โลดโผนมากที่สุดพระองค์หนึ่ง เหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจไม่แพ้ “คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 104” ให้เปลี่ยนแปลงประเทศ ก็คือบทบาทของพระองค์ในการติดต่อประสานงานเพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาประดิษฐานบนแผ่นดินสยาม ณ พระบรมบรรพต(ภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ปูมเหตุวิบากกรรม

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ มีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้าปฤษฎางค์” ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2394 เป็นพระโอรสในกรมขุนราชสีหวิกรมพระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 พระบิดาของพระองค์จึงมีศักดิ์เป็นพระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงเป็นนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ เป็นคนไทยคนแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษ (คิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน) และราชทูตสยามคนแรกประจำอังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวม 12 ประเทศ นับเป็นจุดสูงสุดในพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยเฉพาะความสำเร็จในการสานสัมพันธ์กับชาติต่าง ๆ ที่ทำให้รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เป็น “พระองค์เจ้า”

พ.ศ. 2427 ขณะที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเป็นราชทูตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้เกิดกรณีที่ทำให้พระองค์ต้องทรงระหองระแหงกับรัชกาลที่ 5 เมื่อมีพระราชหัตถเลขามาถึงพระองค์ว่า ได้อยู่ใกล้ชิดฝรั่งมานาน ต้องรู้นิสัยใจคอและรู้ว่าคิดร้ายดีต่อสยามอย่างไร จึงให้ถวายความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองเข้ามาเป็นการส่วนพระองค์

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงทรงถือโอกาสร่างรัฐธรรมนูญถวาย พร้อมทรงชักชวนให้เจ้านายและข้าราชการสถานทูตในอังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกันลงพระนาม แล้วกราบบังคมทูลถวายเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2428

ดร. สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาเล่าไว้ในหนังสือ “วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่น ๆ” ว่าการครั้งนั้นพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงทำพลาด เพราะพระราชประสงค์คือให้ถวายข้อคิดเห็นเป็นการ “ส่วนพระองค์” แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์กลับทรงชักชวนคนร่วมลงชื่อยาวเป็นหางว่าว จึงไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย และมีการเรียกตัวกลับกรุงเทพฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2429

เนื้อหาในคำกราบบังคมทูลยังวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการบริหารราชการแผ่นดินในเวลานั้นอย่างรุนแรง ถึงขั้นเสนอให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาอยู่ในสยาม พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ยังทำงานเพื่อบ้านเมืองหลายอย่าง ทั้งงานช่าง โยธา สถาปัตยกรรม เช่น ช่วยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตั้งโรงพยาบาลศิริราช ช่วยกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชจัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลข สร้างประตูยอดบริเวณพระที่นั่งทรงพระผนวช จัดเตรียมการสมโภชพระนครครบร้อยปี เป็นต้น ก่อนจะเสด็จลี้ภัยไปศรีลังกาแล้วบวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2439 มีฉายาทางธรรมว่า“พระชินวรวงศ์”

อาจารย์สุเมธอธิบายว่า ที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เสด็จไปศรีลังกา เนื่องจากมีผู้ “กล่าวร้าย” พระองค์จนทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัยอีก ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนเสด็จไปพระองค์ยังถวายหนังสือกราบบังคมทูลด้วยถ้อยคำรุนแรง ฝากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์ฯ เข้าไป ในหนังสือกล่าวหารัชกาลที่ 5 ว่ามิได้ทรงรักษาสัญญาที่ได้พระราชทานไว้ ก่อนจะลงท้ายว่าชาติหน้าขอไม่มาเกิดร่วมวงศ์ตระกูลอีก

รัชกาลที่ 5 ทรงพระพิโรธมาก ถึงกับรับสั่งว่า “ตราบใดที่แผ่นดินนี้เป็นของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไม่ให้พระองค์ปฤษฎางค์เข้ามาเหยียบอีก”

พระบรมสารีริกธาตุแห่งปิปราห์วา

หลังจากนั้น พระชินวรวงศ์ หรือภิกษุพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็เสียพระทัยมาก และพยายามหาโอกาสขอพระราชทานอภัยโทษจากรัชกาลที่ 5 ที่ศรีลังกา พระองค์พยายามผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของชาวพุทธระดับนานาชาติ เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามเป็นประมุขสูงสุดของชาวพุทธทั่วโลก เพราะเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่เป็นพุทธมามกะ

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. 2440 และศรีลังกาเป็นเส้นทางเสด็จ พระชินวรวงศ์ก็มีส่วนจัดการรับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับเกิดเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ 5 ไม่พอพระราชหฤทัยจนได้ เมื่อพระองค์ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการศรีลังกาให้สัมผัส “พระเขี้ยวแก้ว” แห่งเมืองแคนดี

กระทั่งมีการค้นพบ “พระบรมสารีริกธาตุ” เมื่อ พ.ศ. 2441 ในประเทศอินเดีย พอพระชินวรวงศ์ทรงทราบข่าวก็เดินทางไปสำรวจทันที

พระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวขุดค้นพบจากเนินสถูปโบราณ ในหมู่บ้านปิประห์วา (Piprahwa) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ใกล้ชายแดนประเทศเนปาล ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงกบิลพัสดุ์ตามพุทธประวัติ และคัมภีร์พระปฐมสมโพธิกถาก็ระบุชัดว่า สถูปกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ เป็นหนึ่งใน 8 สถูปบรรจุพระอัฐิของพระพุทธเจ้า หลังพิธีถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

ราวเดือนมกราคม พ.ศ. 2440วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป(William Claxton Peppé) เจ้าของที่ดินชาวอังกฤษ บังเอิญขุดค้นพบโครงสร้างอิฐของสถูป พอขุดลึกลงไปราว 5.5 เมตรก็พบผอบขนาดเล็ก 5 ใบ ภายในบรรจุเศษกระดูก และเครื่องประดับทอง

บนผอบจารึกอักษรพราหมีก่อนเมารยะ (Pre-Maurya Brahmi) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 1 แปลเป็นไทยได้ว่า “ที่บรรจุสารีระธาตุแห่งพุทธะ (สร้างถวาย) โดยตระกูลศากยะ ผู้มีเกียรติงามกับพระภาดา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวาย”

ขณะที่ในหนังสือ พระบรมสารีริกธาตุ(กรมศิลปากร) แปลข้อความดังกล่าวว่า “ที่บรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของศากยราชสุกิติกับพระภาตา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวายไว้”ซึ่ง สุกิติคือสมาชิกศากยวงศ์ พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้า

หัวใจหลักของการค้นพบคือ มีงานศึกษาทางโบราณคดีพิสูจน์แล้วว่า โครงสร้างอิฐคือสถูปในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช (พุทธศตวรรษที่ 3) ส่วนอักษรพราหมีที่จารึกคือสิ่งยืนยันว่า ผอบดังกล่าวเป็นของสมัยพุทธกาลที่สร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นไปได้สูงที่กระดูกในผอบคือพระอัฐิของพระพุทธเจ้าจริง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า “ปลอม”

พระบรมสารีริกธาตุจากที่ดินของนายเปปเปนี้เอง ได้มาประดิษฐานบนพระเจดีย์ที่ภูเขาทอง ผลงานชิ้นโบว์แดงที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ผลักดัน แต่ไม่ได้รับ “เครดิต”

จากพุทธภูมิสู่สยาม

หลังจากพระชินวรวงศ์เสด็จมาถึงเมืองปิปราห์วา ทรงแนะนำรัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองอินเดียในขณะนั้น (บริติชราช) ให้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุแห่งปิปราห์วาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่ทรงนับถือพุทธศาสนา เมื่อทางการอังกฤษทราบพระประสงค์จึงส่งจดหมายทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุตามคำแนะนำ

อาจารย์สุเมธเล่าไว้ว่า “ได้เสด็จตระเวนอินเดีย และได้พบฝรั่งขุดเจอพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองกบิลพัสดุ์ จึงได้จัดแจงให้รัฐบาลอังกฤษถวายมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในที่สุดได้ประดิษฐานไว้บนพระบรมบรรพต”

แน่นอนว่าการดำเนินงานครั้งนั้นของพระชินวรวงศ์มีเจตนา “เอาพระทัย” รัชกาลที่ 5 เพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่านั้น เพราะอังกฤษเห็นว่าควรมอบพระบรมสารีริกธาตุในเชิงการทูตระดับประเทศ เพื่อกลบข่าวการปลอมโบราณวัตถุของรัฐบาลที่กำลังอื้อฉาวอยู่ในขณะนั้น การส่งมอบจึงไม่มีนามพระชินวรวงศ์ในประกาศของทั้งอังกฤษและสยาม

สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกจึงเป็นความมีน้ำใจของรัฐบาลอังกฤษต่อพุทธศาสนิกชนและราชอาณาจักรสยาม ด้วยเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ควรที่พระบรมสารีริกธาตุจะได้มาประดิษฐานอยู่ในราชอาณาจักร

พระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาถึงสยามใน พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปบรรจุไว้ที่พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นปูชนียสถานและสัญลักษณ์คู่วัดสระเกศฯ ตั้งแต่นั้นมา

อาจารย์สุเมธบรรยายต่อว่า “อันที่จริงเรื่องนี้นั้น พระเจ้าอยู่หัวกำลังจะทรงคืนดีและพระราชทานอภัยโทษให้อยู่แล้ว แต่ก็มิไยมีผู้ใส่ร้ายหาว่ายักยอกพระบรมสารีริกธาตุไว้เอง ก่อนอังกฤษถวายมายังกรุงสยาม”

เรื่องการยักยอกพระบรมสารีริกธาตุนั้น มาจากปากคำของ พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เดินทางไปรับพระบรมสารีริกธาตุ ท่านเล่าว่าพระชินวรวงศ์เผยกับตนเองเรื่องที่ทรงแอบหยิบเอาพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนมา เพื่อที่หากอังกฤษไม่ตอบรับเรื่องการทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุ พระองค์ (พระชินวรวงศ์) จะนำพระบรมสารีริกธาตุส่วนนั้นทูลเกล้าฯ ถวายเอง

พระยาสุขุมนัยวินิตจึงแจ้งแก่พระชินวรวงศ์ว่า พระองค์ขาดจากความเป็นพระภิกษุแล้ว เพราะต้องอาบัติปาราชิกข้อ “อทินนาทานสิกขาบท”คือการลักทรัพย์หรือถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ถึงกับมีโทรเลขไปยังพระชินวรวงศ์ว่า พระองค์จะเสด็จกลับสยามแบบเป็นพระไม่ได้ เพราะต้องอาบัติปาราชิกแล้ว เมื่อทรงทราบจึงล้มเลิกแผนการเสด็จกลับเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะเท่ากับพระองค์ต้องกลับไปต้องราชทัณฑ์จากโทษานุโทษข้อหาเก่า

ไม่ว่า “คดีใหม่” นี้จะจริงเท็จอย่างไร เป็นแผนขัดขวางไม่ให้พระชินวรวงศ์เสด็จกลับสยามหรือไม่ แต่ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสกรุงโคลัมโบระหว่างทางเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2450) พระชินวรวงศ์ก็ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพราะยังทรงครองเพศสมณะอยู่

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงทรงหมดโอกาส “คืนดี” กับรัชกาลที่ 5 จนสิ้นรัชกาล และบทบาทของพระองค์ในฐานะผู้ริเริ่มให้มีการทูลเกล้าฯ พระบรมสารีริกธาตุแด่พระเจ้าแผ่นดินสยามก็แทบไม่อยู่ในความทรงจำของผู้คน

เมื่อ พ.ศ. 2453 หลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต พระชินวรวงศ์ขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเสด็จกลับสยามมาถวายพระเพลิงในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2454 แต่มิวายถูกกีดกันไม่ให้ถวายบังคมหน้าพระบรมศพ และบีบให้สึกพระ ซึ่งพระองค์ก็ยอมทำตามเงื่อนไขเพื่อโอกาสในการถวายความเคารพพระบรมศพ หลังเสร็จงาน จะกราบบังคมทูลลากลับศรีลังกาก็ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตอีก ต้องใช้ชีวิตในสยามจนสิ้นพระชนม์อย่างยากไร้

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2478 หลังสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ 2 ปี และ 50 ปีหลังการกราบบังคมทูลถวายร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเคยถูกมองว่าสุดโต่งเกินไป

ความ “สุดโต่ง” อันเป็นกระดุมเม็ดแรกที่ทำให้พระชนม์ชีพของพระองค์หลังจากนั้นต้องระหกระเหินถึงขั้นที่ “พระบรมสารีริกธาตุ” ก็ไม่สามารถช่วยแก้ไขได้…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร. (2528). วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่น ๆ. กรุงเทพฯ : หจก. ป.สัมพันธ์พาณิชย์. ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ หม่อมราชวงศ์หญิงทวีลาภา ปูรณะสุคนธ (ชุมสาย) พ.ศ. 2528.

อดิเทพ พันธ์ทอง, The People. พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เจ้านายตกอับ ไม่ใช่เพราะขอรัฐธรรมนูญ. 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563.

อธิพัฒน์ ไพบูลย์, The Momentum. จากปิปราห์วาสู่สนามหลวง ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระพุทธองค์เสด็จเยือนดินแดนไทย.วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567.

แสงอรุณ อนุเคราะห์, หอสมุดรัฐสภา. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง).วันที่ 4 มิถุนายน 2564. จาก https://library.parliament.go.th/th/digest/digest-2564-jun4

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, มิวเซียมสยาม. พระบรมสารีริกธาตุ. วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567. จาก https://repository.museumsiam.org/items/2da5fde3-a474-4960-af72-7497bc0c5420/full

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ขอพระราชทานอภัยโทษจาก ร.5 ด้วยพระบรมสารีริกธาตุ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...