เมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ขอพระราชทานอภัยโทษจาก ร.5 ด้วยพระบรมสารีริกธาตุ
เมื่อ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ติดต่ออังกฤษให้ทูลเกล้าฯ ถวาย “พระบรมสารีริกธาตุ”พระอัฐิของพระพุทธเจ้าที่เพิ่งค้นพบในอินเดีย แต่ไม่เพียงพอให้รัชกาลที่ 5 พระราชทานอภัยโทษให้พระองค์
เรื่องราวของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ นับเป็นพระประวัติเจ้านายไทยที่โลดโผนมากที่สุดพระองค์หนึ่ง เหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจไม่แพ้ “คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 104” ให้เปลี่ยนแปลงประเทศ ก็คือบทบาทของพระองค์ในการติดต่อประสานงานเพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาประดิษฐานบนแผ่นดินสยาม ณ พระบรมบรรพต(ภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ปูมเหตุวิบากกรรม
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ มีพระนามเดิมว่า “หม่อมเจ้าปฤษฎางค์” ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2394 เป็นพระโอรสในกรมขุนราชสีหวิกรมพระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 พระบิดาของพระองค์จึงมีศักดิ์เป็นพระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ทรงเป็นนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้ศึกษาที่ประเทศอังกฤษ เป็นคนไทยคนแรกที่เข้ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษ (คิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน) และราชทูตสยามคนแรกประจำอังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวม 12 ประเทศ นับเป็นจุดสูงสุดในพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยเฉพาะความสำเร็จในการสานสัมพันธ์กับชาติต่าง ๆ ที่ทำให้รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เป็น “พระองค์เจ้า”
พ.ศ. 2427 ขณะที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงเป็นราชทูตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้เกิดกรณีที่ทำให้พระองค์ต้องทรงระหองระแหงกับรัชกาลที่ 5 เมื่อมีพระราชหัตถเลขามาถึงพระองค์ว่า ได้อยู่ใกล้ชิดฝรั่งมานาน ต้องรู้นิสัยใจคอและรู้ว่าคิดร้ายดีต่อสยามอย่างไร จึงให้ถวายความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองเข้ามาเป็นการส่วนพระองค์
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงทรงถือโอกาสร่างรัฐธรรมนูญถวาย พร้อมทรงชักชวนให้เจ้านายและข้าราชการสถานทูตในอังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกันลงพระนาม แล้วกราบบังคมทูลถวายเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2428
ดร. สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาเล่าไว้ในหนังสือ “วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่น ๆ” ว่าการครั้งนั้นพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงทำพลาด เพราะพระราชประสงค์คือให้ถวายข้อคิดเห็นเป็นการ “ส่วนพระองค์” แต่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์กลับทรงชักชวนคนร่วมลงชื่อยาวเป็นหางว่าว จึงไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย และมีการเรียกตัวกลับกรุงเทพฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2429
เนื้อหาในคำกราบบังคมทูลยังวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการบริหารราชการแผ่นดินในเวลานั้นอย่างรุนแรง ถึงขั้นเสนอให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาอยู่ในสยาม พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ยังทำงานเพื่อบ้านเมืองหลายอย่าง ทั้งงานช่าง โยธา สถาปัตยกรรม เช่น ช่วยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตั้งโรงพยาบาลศิริราช ช่วยกรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชจัดตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลข สร้างประตูยอดบริเวณพระที่นั่งทรงพระผนวช จัดเตรียมการสมโภชพระนครครบร้อยปี เป็นต้น ก่อนจะเสด็จลี้ภัยไปศรีลังกาแล้วบวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2439 มีฉายาทางธรรมว่า“พระชินวรวงศ์”
อาจารย์สุเมธอธิบายว่า ที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์เสด็จไปศรีลังกา เนื่องจากมีผู้ “กล่าวร้าย” พระองค์จนทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัยอีก ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนเสด็จไปพระองค์ยังถวายหนังสือกราบบังคมทูลด้วยถ้อยคำรุนแรง ฝากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์ฯ เข้าไป ในหนังสือกล่าวหารัชกาลที่ 5 ว่ามิได้ทรงรักษาสัญญาที่ได้พระราชทานไว้ ก่อนจะลงท้ายว่าชาติหน้าขอไม่มาเกิดร่วมวงศ์ตระกูลอีก
รัชกาลที่ 5 ทรงพระพิโรธมาก ถึงกับรับสั่งว่า “ตราบใดที่แผ่นดินนี้เป็นของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะไม่ให้พระองค์ปฤษฎางค์เข้ามาเหยียบอีก”
พระบรมสารีริกธาตุแห่งปิปราห์วา
หลังจากนั้น พระชินวรวงศ์ หรือภิกษุพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ก็เสียพระทัยมาก และพยายามหาโอกาสขอพระราชทานอภัยโทษจากรัชกาลที่ 5 ที่ศรีลังกา พระองค์พยายามผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของชาวพุทธระดับนานาชาติ เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามเป็นประมุขสูงสุดของชาวพุทธทั่วโลก เพราะเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่เป็นพุทธมามกะ
เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกใน พ.ศ. 2440 และศรีลังกาเป็นเส้นทางเสด็จ พระชินวรวงศ์ก็มีส่วนจัดการรับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับเกิดเหตุที่ทำให้รัชกาลที่ 5 ไม่พอพระราชหฤทัยจนได้ เมื่อพระองค์ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการศรีลังกาให้สัมผัส “พระเขี้ยวแก้ว” แห่งเมืองแคนดี
กระทั่งมีการค้นพบ “พระบรมสารีริกธาตุ” เมื่อ พ.ศ. 2441 ในประเทศอินเดีย พอพระชินวรวงศ์ทรงทราบข่าวก็เดินทางไปสำรวจทันที
พระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวขุดค้นพบจากเนินสถูปโบราณ ในหมู่บ้านปิประห์วา (Piprahwa) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ใกล้ชายแดนประเทศเนปาล ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงกบิลพัสดุ์ตามพุทธประวัติ และคัมภีร์พระปฐมสมโพธิกถาก็ระบุชัดว่า สถูปกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ เป็นหนึ่งใน 8 สถูปบรรจุพระอัฐิของพระพุทธเจ้า หลังพิธีถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
ราวเดือนมกราคม พ.ศ. 2440วิลเลียม แคลกซ์ตัน เปปเป(William Claxton Peppé) เจ้าของที่ดินชาวอังกฤษ บังเอิญขุดค้นพบโครงสร้างอิฐของสถูป พอขุดลึกลงไปราว 5.5 เมตรก็พบผอบขนาดเล็ก 5 ใบ ภายในบรรจุเศษกระดูก และเครื่องประดับทอง
บนผอบจารึกอักษรพราหมีก่อนเมารยะ (Pre-Maurya Brahmi) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 1 แปลเป็นไทยได้ว่า “ที่บรรจุสารีระธาตุแห่งพุทธะ (สร้างถวาย) โดยตระกูลศากยะ ผู้มีเกียรติงามกับพระภาดา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวาย”
ขณะที่ในหนังสือ พระบรมสารีริกธาตุ(กรมศิลปากร) แปลข้อความดังกล่าวว่า “ที่บรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านี้ เป็นของศากยราชสุกิติกับพระภาตา พร้อมทั้งพระภคินี พระโอรส และพระชายา สร้างขึ้นอุทิศถวายไว้”ซึ่ง สุกิติคือสมาชิกศากยวงศ์ พระญาติวงศ์ของพระพุทธเจ้า
หัวใจหลักของการค้นพบคือ มีงานศึกษาทางโบราณคดีพิสูจน์แล้วว่า โครงสร้างอิฐคือสถูปในยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช (พุทธศตวรรษที่ 3) ส่วนอักษรพราหมีที่จารึกคือสิ่งยืนยันว่า ผอบดังกล่าวเป็นของสมัยพุทธกาลที่สร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นไปได้สูงที่กระดูกในผอบคือพระอัฐิของพระพุทธเจ้าจริง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า “ปลอม”
พระบรมสารีริกธาตุจากที่ดินของนายเปปเปนี้เอง ได้มาประดิษฐานบนพระเจดีย์ที่ภูเขาทอง ผลงานชิ้นโบว์แดงที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ผลักดัน แต่ไม่ได้รับ “เครดิต”
จากพุทธภูมิสู่สยาม
หลังจากพระชินวรวงศ์เสด็จมาถึงเมืองปิปราห์วา ทรงแนะนำรัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองอินเดียในขณะนั้น (บริติชราช) ให้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุแห่งปิปราห์วาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่ทรงนับถือพุทธศาสนา เมื่อทางการอังกฤษทราบพระประสงค์จึงส่งจดหมายทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุตามคำแนะนำ
อาจารย์สุเมธเล่าไว้ว่า “ได้เสด็จตระเวนอินเดีย และได้พบฝรั่งขุดเจอพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองกบิลพัสดุ์ จึงได้จัดแจงให้รัฐบาลอังกฤษถวายมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในที่สุดได้ประดิษฐานไว้บนพระบรมบรรพต”
แน่นอนว่าการดำเนินงานครั้งนั้นของพระชินวรวงศ์มีเจตนา “เอาพระทัย” รัชกาลที่ 5 เพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ แต่เรื่องราวทั้งหมดซับซ้อนกว่านั้น เพราะอังกฤษเห็นว่าควรมอบพระบรมสารีริกธาตุในเชิงการทูตระดับประเทศ เพื่อกลบข่าวการปลอมโบราณวัตถุของรัฐบาลที่กำลังอื้อฉาวอยู่ในขณะนั้น การส่งมอบจึงไม่มีนามพระชินวรวงศ์ในประกาศของทั้งอังกฤษและสยาม
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกจึงเป็นความมีน้ำใจของรัฐบาลอังกฤษต่อพุทธศาสนิกชนและราชอาณาจักรสยาม ด้วยเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ควรที่พระบรมสารีริกธาตุจะได้มาประดิษฐานอยู่ในราชอาณาจักร
พระบรมสารีริกธาตุจากอินเดียมาถึงสยามใน พ.ศ. 2442 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปบรรจุไว้ที่พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นปูชนียสถานและสัญลักษณ์คู่วัดสระเกศฯ ตั้งแต่นั้นมา
อาจารย์สุเมธบรรยายต่อว่า “อันที่จริงเรื่องนี้นั้น พระเจ้าอยู่หัวกำลังจะทรงคืนดีและพระราชทานอภัยโทษให้อยู่แล้ว แต่ก็มิไยมีผู้ใส่ร้ายหาว่ายักยอกพระบรมสารีริกธาตุไว้เอง ก่อนอังกฤษถวายมายังกรุงสยาม”
เรื่องการยักยอกพระบรมสารีริกธาตุนั้น มาจากปากคำของ พระยาสุขุมนัยวินิต (ปั้น สุขุม) ที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้เดินทางไปรับพระบรมสารีริกธาตุ ท่านเล่าว่าพระชินวรวงศ์เผยกับตนเองเรื่องที่ทรงแอบหยิบเอาพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนมา เพื่อที่หากอังกฤษไม่ตอบรับเรื่องการทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุ พระองค์ (พระชินวรวงศ์) จะนำพระบรมสารีริกธาตุส่วนนั้นทูลเกล้าฯ ถวายเอง
พระยาสุขุมนัยวินิตจึงแจ้งแก่พระชินวรวงศ์ว่า พระองค์ขาดจากความเป็นพระภิกษุแล้ว เพราะต้องอาบัติปาราชิกข้อ “อทินนาทานสิกขาบท”คือการลักทรัพย์หรือถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ถึงกับมีโทรเลขไปยังพระชินวรวงศ์ว่า พระองค์จะเสด็จกลับสยามแบบเป็นพระไม่ได้ เพราะต้องอาบัติปาราชิกแล้ว เมื่อทรงทราบจึงล้มเลิกแผนการเสด็จกลับเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะเท่ากับพระองค์ต้องกลับไปต้องราชทัณฑ์จากโทษานุโทษข้อหาเก่า
ไม่ว่า “คดีใหม่” นี้จะจริงเท็จอย่างไร เป็นแผนขัดขวางไม่ให้พระชินวรวงศ์เสด็จกลับสยามหรือไม่ แต่ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสกรุงโคลัมโบระหว่างทางเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2450) พระชินวรวงศ์ก็ไม่ได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพราะยังทรงครองเพศสมณะอยู่
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงทรงหมดโอกาส “คืนดี” กับรัชกาลที่ 5 จนสิ้นรัชกาล และบทบาทของพระองค์ในฐานะผู้ริเริ่มให้มีการทูลเกล้าฯ พระบรมสารีริกธาตุแด่พระเจ้าแผ่นดินสยามก็แทบไม่อยู่ในความทรงจำของผู้คน
เมื่อ พ.ศ. 2453 หลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต พระชินวรวงศ์ขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเสด็จกลับสยามมาถวายพระเพลิงในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2454 แต่มิวายถูกกีดกันไม่ให้ถวายบังคมหน้าพระบรมศพ และบีบให้สึกพระ ซึ่งพระองค์ก็ยอมทำตามเงื่อนไขเพื่อโอกาสในการถวายความเคารพพระบรมศพ หลังเสร็จงาน จะกราบบังคมทูลลากลับศรีลังกาก็ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตอีก ต้องใช้ชีวิตในสยามจนสิ้นพระชนม์อย่างยากไร้
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2478 หลังสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ 2 ปี และ 50 ปีหลังการกราบบังคมทูลถวายร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเคยถูกมองว่าสุดโต่งเกินไป
ความ “สุดโต่ง” อันเป็นกระดุมเม็ดแรกที่ทำให้พระชนม์ชีพของพระองค์หลังจากนั้นต้องระหกระเหินถึงขั้นที่ “พระบรมสารีริกธาตุ” ก็ไม่สามารถช่วยแก้ไขได้…
อ่านเพิ่มเติม :
- นักเรียนไทยกลุ่มแรก ที่ไม่ใช่พระราชโอรส ที่ ร.5 ทรงส่งไปเรียนต่างประเทศมีใครบ้าง?
- ทำไม ร.5 ทรงห้าม “พระองค์เจ้าปฤษฎางค์” เหยียบแผ่นดินรัชกาลพระองค์จนชีวิตยากไร้
- พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ “ตกอับ” สมัย ร.5 เพราะเคยเรียกร้องประชาธิปไตย หรือด้วยเหตุอื่น?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา, ดร. (2528). วังท่าพระ กรมช่างสิปป์หมู่ และเรื่องพิศดารอื่น ๆ. กรุงเทพฯ : หจก. ป.สัมพันธ์พาณิชย์. ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ หม่อมราชวงศ์หญิงทวีลาภา ปูรณะสุคนธ (ชุมสาย) พ.ศ. 2528.
อดิเทพ พันธ์ทอง, The People. พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เจ้านายตกอับ ไม่ใช่เพราะขอรัฐธรรมนูญ. 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563.
อธิพัฒน์ ไพบูลย์, The Momentum. จากปิปราห์วาสู่สนามหลวง ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระพุทธองค์เสด็จเยือนดินแดนไทย.วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567.
แสงอรุณ อนุเคราะห์, หอสมุดรัฐสภา. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง).วันที่ 4 มิถุนายน 2564. จาก https://library.parliament.go.th/th/digest/digest-2564-jun4
สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ, มิวเซียมสยาม. พระบรมสารีริกธาตุ. วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567. จาก https://repository.museumsiam.org/items/2da5fde3-a474-4960-af72-7497bc0c5420/full
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ขอพระราชทานอภัยโทษจาก ร.5 ด้วยพระบรมสารีริกธาตุ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com