”เจนนี่“ เผย ยกเลิกโปรเจ็กต์ตลาด ยอมรับใจแป้วยอดไลฟ์ตก ยืนยันคืนดีแม่แล้ว แต่ยังคุยกันน้อย
ล่าสุดที่เราต้องยกเลิกโปรเจ็กต์ตลาดเทศกาลเจนนี่เกิดจากอะไร?
“เอาจริงๆ เรากลัวลูกค้าไม่คุ้ม แล้วก็ที่สำคัญคือเรารู้สึกว่าเราโหมงานมาหนักประมาณ 2-3 เดือนมันควรที่จะพักได้แล้ว รวมถึงลูกสาว 2 คนที่เรารู้สึกว่าเราห่างเหินกับลูกคนเล็กมากเลย เราไม่ได้เลี้ยงเหมือนลูกคนโต แล้วเกิดว่าถ้าเราทำบูธ 5 ภาค 5 เดือนจริงๆ แล้วคงไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย อีกอย่างยอดคนดูที่เคยดูหลักแสนตอนนี้มันถึงหลักหมื่นหลักพันแล้วก็คิดว่าการที่เราขายงานลูกค้าไป เรารู้สึกว่ากลัวว่าเขาจะไม่คุ้ม แล้วรู้สึกว่าขอตัวไปตั้งหลักและคิดใหม่ให้มันพอดีกับสิ่งที่เรารู้สึกว่าลูกค้าจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดก็จะดีกว่า คือเรารู้สึกว่าจัดไปก็อาจจะมีสิทธิ์โดนดราม่า หรือโดนว่าได้แล้วก็รู้สึกว่างั้นเราถอยมาตั้งหลักเพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนหย่อนใจทั้งเรื่องสภาพจิตใจและก็สภาพร่างกายที่ผ่านมาของเราด้วย”
ที่ผ่านมามันหนักแค่ไหนนอกจากลูกค้าเยอะแล้วสภาพจิตใจหรือครอบครัวเรามันเป็นยังไงบ้าง?
“มันก็หลากหลายเรื่องค่ะ แล้วก็มีทั้งเรื่องภายในครอบครัว เรื่องของดราม่าเทศกาลเจนนี่หลายๆ อย่าง แล้วก็เรื่องของความสำเร็จที่เกิดขึ้นมันก็รวมๆ แล้วมันก็ดีกว่า แต่ถามว่ามันเหนื่อยไหมมันก็สภาพจิตใจที่บางทีคอมเมนต์ต่างๆ ดราม่าต่างๆ มันก็ทำให้เราก็มีนอยด์ๆ บ้าง แต่ว่าสุดท้ายก็ดีใจที่มีเทศกาลเจนนี่เกิดขึ้น”
ตอนที่เรายกเลิกไป โพรเซสงานมีผลกระทบต่อวงกว้างไหม?
“ตอนที่ยกเลิกไปตอนแรกมันอยู่ในช่วงที่เราลังเลว่าเราจะไปต่อหรือพอแค่นี้ คือเราก็พยายามถามพี่ๆ ที่ซื้อบูธมาทุกเจ้า ก็มีหลายท่านมากเลยที่จะไปต่อ ก็ประมาณ 50 เจ้าที่เราบอกไป แต่ว่าเรารู้สึกว่าเราแอบกลัวด้วยแหละ ณ วันนั้นที่เราขายงานคนดูเราหลักแสน เราก็รู้สึกว่าถ้าวันนั้นเราจัดบูธนี้แล้วเราเดินไลฟ์สด คนดูก็ยังเยอะแบบนี้ลูกค้าคือคุ้ม 100% แต่ ณ วันนี้กระแสมันก็มีมาแล้วมันก็หายไป เราก็เลยรู้สึกว่างั้นเราอาจจะต้องเบรกก่อน หรือ ณ วันที่เราไปขายงานให้ลูกค้าเราก็ไปบอกเขาให้ชัดเจนมากขึ้นว่าอันนี้โซเชียลมีเดียของเรามันประมาณนี้ๆ นะอะไรอย่างนี้ คือพูดง่ายๆ ว่าลูกค้าที่เขาซื้อบูธเราในช่วงนั้น มันก็เป็นช่วงที่มันก็น่าซื้อ มันก็เป็นช่วงพีค แต่ว่าเรากลัวไม่คุ้มมากกว่า แล้วเรารู้สึกว่าพักด้วย”
แต่พอเราหยุดรายได้มันหายไปเยอะมากๆ?
“หนูว่าเรื่องเงินไม่ตายเราก็หาใหม่ได้ แล้วอีกอย่างเทศกาลเจนนี่ที่ผ่านมามันคุ้มค่ามากๆ แล้ว มันไม่จำเป็นต้องไปอยากได้เงินตรงนี้ของคนที่เขาคาดหวังกับเรา หรือว่าของลูกค้าที่เป็นพันธมิตรกับเรา ซึ่งลูกค้าที่ซื้อบูธของหนูทั้งหมดเป็นลูกค้าที่จ่ายเงินเราหลักแสนหลักล้านทุกท่านเลยที่ไม่ได้รวมค่าบูท ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเราได้มากพอแล้ว ถ้าเราจะจัดงานอะไรให้เขา หรืออยากร่วมธุรกิจกับเขาต้องเป็นงานที่มันต้องชัวร์ๆ ว่าประสบความสำเร็จ เพราะว่านี่คือลูกค้าที่เขาพร้อมจะเคียงข้างเราตลอดไปทั้งชีวิต เพราะเราทำงานเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย และถ้างานนี้มันไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับเราฆ่าตัวตาย เราก็เลยรู้สึกว่าในเมื่อมันมีความเสี่ยงขนาดนี้แล้วก็รวมถึงบูธภาคใต้ที่มันค่อนข้างยากที่เราจะไปจัดที่หาดใหญ่ แล้วมันเกิดเรื่องน้ำท่วม แล้วหนูยอมรับว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นภาคใต้ยกเลิกค่อนข้างสูง เราก็เลยรู้สึกว่าในช่วงนี้เรายังไม่ควรโฟกัสงานรื่นเริง หรือว่าการจัดงานที่ภาคใต้ เราก็เลยรู้สึกว่างั้นเราพักก่อน”
ในฐานะเจนนี่ที่ยอดคนดูจากยอดหลักแสนมาเหลือยอดหลักหมื่น มันรู้สึกแป้วไหม?
“มันก็มีแป้วแหละ ใครจะมานั่งบอกว่า เฮ้ยฉันดีใจจังเลย คนดูน้อยมันมีแป้ว แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราจำไว้เสมอว่าเราเคยประสบความสำเร็จมากแค่ไหน แล้วก็หลังจากนี้หนูต้องเอาความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำยังไงก็ได้ให้หนูสามารถใช้ชีวิตได้ทั้งชีวิต โดยที่ไม่กลับไปลำบาก หรือกลับไปจนเหมือนเดิม คือหนูรู้สึกว่าที่เกิดขึ้นมาที่ผ่านมาถ้าเราใช้ชีวิตได้ดีมากพอ เราจะไม่มีทางกลับไปจนเลย คือเราต้องตระหนักตรงนั้นไว้มากกว่าที่เราจะมานั่งเสียใจว่าคนไม่ชอบฉันแล้วเหรอ หรือคนไม่ดูฉันแล้วเหรออะไรอย่างนี้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือถ้าตราบใดที่เรายังมีความสามารถ เราไม่มีวันตายหรอก คือเราก็ยังสามารถทำนู่นทำนี่ไปได้เรื่อยๆ ที่ผ่านมาหนูก็พยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วนะว่าหนูไม่ใช่แค่นักร้อง ไม่ใช่แค่เจ้าของค่าย หนูเป็นแม่ค้าได้ด้วย หนูร้องเพลงได้ด้วย หนูแต่งเพลงได้ด้วย หนูก็รู้สึกว่าอย่าไปซีเรียสเยอะ แต่ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ที่โดนคอมเมนต์หนักเราก็จะแบบจริงเหรอๆ อะไรอย่างนี้ แต่ตอนนี้โอเคแล้วค่ะ”
คือหลายคนเขาก็เหมือนบอกให้ไปสร้างกระแสทะเลาะกับแม่อีก?
“แต่ว่าต่อไปต่อให้ทะเลาะอีกหนูคงไม่พูดแล้ว เพราะว่าเป้าหมายของหนูนะวันนั้นคือไม่ใช่ทะเลาะกันเพื่อมาขายของ เป้าหมายของหนูคือทะเลาะกันเพื่อให้มันจบ เพื่อให้ชีวิตที่มันแบกอะไรหนักๆ มันเคลียร์สักที ถ้าใครได้ติดตามจริงๆ คือจะรู้ว่าหนูหนักมาทั้งชีวิตจริงๆ กับเรื่องการเงินของที่บ้านซึ่งหนูก็สะสมมาจนหนูรู้สึกว่าทางออกมันมีทางเดียว แล้วก็โซเชียลมีเดียที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจได้ทั้งคนที่กำลังเดินทางผิด หรือว่าใครที่กำลังเดินทางผิด ก็คือคุณแม่นั่นแหละที่เดินทางผิดเกี่ยวกับเรื่องของการเงิน ซึ่งวันนี้พอมันเกิดขึ้นแล้วเรารู้สึกว่าเราได้เคลียร์แล้ว เราได้บอกทุกคนไปแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันคืออะไร หลังจากนี้มันจะเปลี่ยนแปลงไหม จะกลับไปอยู่จุดเดิมหรือเปล่า คือมันไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว”
เราได้คุยกับแม่แล้วหรือยัง หลังจากวันที่เราจะต้องใช้หนี้ให้แม่?
“คุยค่ะ แต่ยังคุยน้อย บางทีอาจจะยังไม่ได้ตอบเรื่องนี้ในเวลาไลฟ์สด เพราะเรารู้สึกว่ามันก็จะมีหลายท่านที่เขารู้สึกเบื่อ แล้วก็รู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ เอาเรื่องครอบครัวมาพูดเหรออะไรอย่างนี้ แต่ถามว่าคุยไหมก็คุยแต่ยังน้อยอยู่ เพราะว่าแผลมันเพิ่งเกิดขึ้น มันอาจจะต้องใช้เวลาสักพัก หรือว่าอาจจะต้องมีข้อตกลงในการดำเนินชีวิตกันต่อ”