โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 ไอเดียลงทุน สวนกระแสปี 2569

ทันหุ้น

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. เวลา 07.30 น.

#ทันหุ้น – ในปีหน้า 2569 นักลงทุนทั่วโลกอาจเริ่มกังวลว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เริ่ม “กระจุกตัว” มากเกินไป วันนี้จะชวนมาดู 3 ไอเดียการลงทุนเชิงสวนกระแส หรือที่เรียกว่า Contrarian Investment Ideas ที่คุณแดน เลฟโควิทซ์ (Dan Lefkovitz) นักกลยุทธ์การลงทุน ของ Morningstar ได้นำเสนอ เพื่อช่วยให้พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป ไม่เสี่ยงจนเกินไป และมีโอกาสเติบโตอย่างสมดุลมากขึ้นในระยะยาว

ไอเดียแรกที่คุณแดน เลฟโควิทซ์ นำเสนอคือ ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นเทคโนโลยี AI เขามองว่าตอนนี้หุ้นใหญ่สุด 10 ตัวในดัชนี Morningstar US Market Index กินน้ำหนักในดัชนีรวมกันถึงประมาณ 36% จากเดิมเมื่อ 5 ปีก่อนอยู่แถว ๆ 23% และส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับธีม AI ทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นหมายความว่า ถ้าเราถือกองทุนหรือหุ้นตามดัชนีตลาดสหรัฐฯ กระจายตัวมากขึ้น พอร์ตลงทุนก็จะพึ่งพาหุ้น “ไม่กี่ตัว” มากเกินไป

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้น AI ให้ผลตอบแทนสะสมเกือบ 242% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นโลกโดยรวม ให้ผลตอบแทนน้อยกว่ามาก โดยตัวอย่างหุ้นที่ดันผลตอบแทนกลุ่มนี้ เช่น Nvidia ที่มูลค่าตลาดเพิ่มจากราว 339,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเกือบ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความร้อนแรงของธีม AI ดังนั้น หุ้น AI จึงชนะตลาดหุ้นโลกในช่วง 3 ปีแทบจะขาดลอย ทำให้พอร์ตลงทุนที่เน้นหุ้นกลุ่ม AI ได้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเฉลี่ยอย่างมาก

แต่คุณแดน เลฟโควิทซ์ เตือนว่า ความร้อนแรงนี้มักมาพร้อมความเสี่ยงจากความกระจุกตัว เพราะน้ำหนักหุ้น AI ขนาดใหญ่ในดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้พอร์ตลงทุนที่อิงดัชนีตลาดโดยรวมมีการพึ่งพาหุ้นไม่กี่ตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าถ้าใครเน้นลงทุนธีม AI ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนจะสวยมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าพอร์ตลงทุนเริ่มไปกระจุกอยู่กับธีมเดียวและหุ้นไม่กี่ตัวมากขึ้นตามไปด้วย

แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าความกระจุกตัวแบบนี้ต้องลงเอยด้วยวิกฤติ แต่ประวัติศาสตร์ก็เตือนว่า แม้แต่หุ้นคุณภาพดีในยุค Dot Com ก็เคยมีช่วงเวลาที่ราคาขึ้นแรงจนเกินพื้นฐาน แล้วสุดท้ายก็ปรับลดลงแรงและทำให้นักลงทุนขาดทุนหนักได้เหมือนกัน คุณแดน เลฟโควิทซ์จึงชี้ว่า หากมองผ่านตัวเลขอย่าง Price/Sales Ratio (อัตราส่วนที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นหรือมูลค่าการลงทุน เพื่อทำให้รู้ว่าราคาที่จ่ายไปนั้นถูกหรือแพงกว่าราคาหุ้นในปัจจุบัน โดยการเปรียบเทียบมูลค่าบริษัทตามราคาตลาดกับยอดขาย) หลายบริษัทในธีม AI ก็เริ่มอยู่ในโซนเดียวกับช่วงฟองสบู่เทคโนโลยีเมื่อกว่า 20 ปีก่อน

แต่คุณแดน เลฟโควิทซ์ ก็ไม่ได้บอกให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้น AI หรือหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด แต่เสนอว่าควรปรับสมดุล ด้วยการเพิ่มน้ำหนักในหุ้นคุณค่า (Value stocks) หุ้นขนาดกลางและเล็ก (Small caps) และกลุ่มหุ้นปันผล (Dividend Stock) โดยเฉพาะหุ้นที่อยู่ในกลุ่มการเงิน สาธารณูปโภค พลังงาน หรือสินค้าโภคภัณฑ์

ไอเดียที่สอง คือ ไปลงทุนหุ้นนอกสหรัฐฯ จะพบว่าในช่วงก่อนปีนี้ การลงทุนต่างประเทศ (นอกสหรัฐฯ) ถือว่าเป็นแนวคิดเชิงสวนกระแส เพราะผลตอบแทนของตลาดต่างประเทศแพ้ตลาดสหรัฐฯ ต่อเนื่องยาวนาน แต่ในปีนี้ ถ้าดูดัชนี Morningstar Global Markets ex-US ซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก (ยกเว้นสหรัฐฯ) เริ่มให้ผลตอบแทนชนะดัชนีหุ้นสหรัฐฯ แต่หากมองย้อนหลังไปสัก 10 – 15 ปี พบว่าช่องว่างผลตอบแทนที่หุ้นสหรัฐฯ ทำได้ก็ยังเหนือกว่าเห็นได้ชัด ดังนั้น ถ้าหุ้นตลาดต่างประเทศ จะไล่หุ้นสหรัฐฯ ให้ทันก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปี

จากข้อมูลกระแสเงินลงทุนล่าสุดพบว่ายังมีเงินไหลเข้ากองทุนหุ้นสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงินไหลเข้ากองทุนหุ้นนอกสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ คุณแดน เลฟโควิทซ์ แนะนำว่าอาจพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนผ่านกองทุนหุ้นยุโรป หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ก็ช่วยกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ และกระจายกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลายด้วย

สำหรับนักลงทุนที่มองว่าอยากลงทุนหุ้น AI นอกสหรัฐฯ ก็มีให้เลือกลงทุนเช่นกัน เพราะยังมีบริษัทที่เชื่อมโยงกับ AI อย่างเช่น Taiwan Semiconductor (TSM) หรือ ASML ในเนเธอร์แลนด์ ที่เป็นผู้ผลิตเครื่องจักรทำชิปชั้นนำของโลก แต่โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ ก็มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีน้อยกว่า มีระดับความกระจุกตัวต่ำกว่า ราคาหุ้นโดยเฉลี่ยถูกกว่า แต่อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) กลับสูงกว่าตลาดสหรัฐฯ จึงตอบโจทย์ทั้งเรื่องการกระจายความเสี่ยงและรายรับจากเงินปันผลไปพร้อม ๆ กัน

ไอเดียที่สาม คุณแดน เลฟโควิทซ์ให้ดูตราสารหนี้ แต่ก็ต้องเลือกให้รอบคอบ เพราะในช่วงปี 2022 ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกเจอแรงกดดันหนักจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเข็ดขยาดกับพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนรวมตราสารหนี้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...