นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ จับตาผลกระทบ หลังสหรัฐโจมตีเวเนซุเอลา คุมตัวประธานาธิบดี
นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ จับตาผลกระทบ หลังสหรัฐฯโจมตีเวเนซุเอลาและควบคุมตัว “มาดูโร” ประธานาธิบดี
วันที่ 4 ม.ค.2569 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สหรัฐฯระบุได้ปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลาและควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) หลังกล่าวหามาเป็นเวลาหลายเดือนว่าเขาพัวพันยาเสพติดและขาดความชอบธรรมในการดำรงอำนาจ นับเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ต่อเวเนซุเอลา และได้ควบคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโรพร้อมภรรยา ก่อนนำตัวออกนอกประเทศ
การแทรกแซงโดยตรงในลาตินอเมริกาในลักษณะนี้ไม่เกิดขึ้นมานับตั้งแต่สหรัฐบุกปานามาในปี 1989 เพื่อโค่นผู้นำทหาร มานูเอล โนริเอกา ภายใต้ข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกัน
ต่อมา ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าวที่มาร์อา-ลาโก รัฐฟลอริดา ว่า สหรัฐฯจะบริหารเวเนซุเอลาผ่าน “กลุ่มบุคคล” และให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ดูแลรายละเอียด
นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯยังขู่จะให้ความช่วยเหลือผู้ประท้วงในอิหร่าน หากกองกำลังความมั่นคงใช้ความรุนแรง หลังการประท้วงยืดเยื้อหลายวันและมีผู้เสียชีวิตหลายราย ซึ่งถือเป็นความท้าทายภายในครั้งใหญ่ที่สุดต่อทางการอิหร่านในรอบหลายปี
ขณะเดียวกัน กลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งรวมถึงเวเนซุเอลาและรัสเซีย มีกำหนดประชุมในวันอาทิตย์นี้ เพื่อหารือเรื่องกำลังการผลิตน้ำมันดิบ
ความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุน
เจมี ค็อกซ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ Harris Financial Group ระบุว่า ปฏิกิริยาของตลาดโดยรวมอาจค่อนข้างจำกัด โดยอาจมีปัจจัยขยับตลาดเพิ่มเติมจากการประชุมโอเปก พร้อมมองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และธุรกิจขุดเจาะมีแนวโน้มได้รับแรงซื้อ จากการคาดการณ์ถึงโอกาสฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา
เฮลิมา ครอฟต์ หัวหน้ากลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์โลก RBC Capital Markets เห็นว่า การฟื้นฟูดังกล่าวเป็นภารกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากภาคน้ำมันเสื่อมถอยมานานหลายทศวรรษ และประวัติการเปลี่ยนแปลงระบอบกับการสร้างชาติของสหรัฐไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนเสมอไป
ไบรอัน จาคอบเซน นักกลยุทธ์เศรษฐกิจหลัก Annex Wealth Management มองว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของ “เมื่อไร” มากกว่า “จะเกิดหรือไม่” และในมุมการลงทุนอาจเปิดโอกาสเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดมหาศาลในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้นำในอิหร่าน และอาจรวมถึงรัสเซีย ถึงความพร้อมของผู้นำสหรัฐในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
เขาเสริมว่า ตลาดมักเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงก่อนความขัดแย้ง แต่เมื่อความขัดแย้งเริ่มขึ้น มักหมุนกลับสู่โหมดรับความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว โดยครั้งนี้ตลาดน้ำมันอาจเป็นตลาดหลักที่ตอบสนอง และยิ่งเพิ่มแนวโน้มภาวะอุปทานล้นตลาดที่ถูกคาดการณ์อยู่แล้ว
มาร์เชล อเล็กซานโดรวิช นักเศรษฐศาสตร์ Saltmarsh Economics ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังครอบงำพาดหัวข่าวและกำหนดทิศทางตลาด ตั้งแต่ประเด็นภาษีการค้าสหรัฐ ยูเครน อิหร่าน ไต้หวัน จนถึงเวเนซุเอลา ทำให้ตลาดต้องรับมือกับความเสี่ยงจากข่าวมากกว่ายุคก่อน
ด้าน ทีนา ฟอร์ดแฮม นักกลยุทธ์ภูมิรัฐศาสตร์ Fordham Global Foresight มองว่า บรรยากาศความคาดหวังเชิงบวกอาจเกิดขึ้นตามมา แม้ประวัติการเปลี่ยนผ่านหลังระบอบอำนาจนิยมมักเต็มไปด้วยความผันผวน และผลงานของสหรัฐในซีกโลกใต้ก็ไม่สม่ำเสมอ พร้อมเตือนว่าความเป็นจริงหลังยุคมาดูโรอาจซับซ้อนกว่าที่คาด
การเปิดตลาดในวันจันทร์อาจกระตุ้นความเชื่อมั่นการลงทุน รวมถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงในอิหร่าน โดยทั้งเวเนซุเอลาและอิหร่านถือเป็นตลาดพลังงานและผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้แทบปิดกั้นนักลงทุนต่างชาติ และอาจเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นในอนาคต