ชาวมหาสารคาม ชวนกันออกมา 'ชักส์ว่าว' สืบสานวัฒนธรรมไทย อวดศิลปะตกแต่งว่าวสวยงาม
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน บนพื้นที่ 8 ไร่ ต.แก่งเลิงจาน อ.เมือง จ.มหาสารคาม นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน “ชักส์ว่าว เทศกาลว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025” เพื่อเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคามสู่ระดับนานาชาติ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นในช่วงใกล้เทสกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า บริเวณโดยรอบอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง แวะเวียนมาออกกำลังกาย มาท่องเที่ยวชมธรรมชาติ บรรยากาศยามเย็น ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่ผู้คนสามารถมาเที่ยวได้ทั้งครอบครัว กลุ่มเพื่อน ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน หอการค้าจังหวัดมหาสารคามได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ จึงได้จัดเทศกาลว่าวนานาชาติ Isan International Kite Festival 2025 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดมหาสารคามสู่ระดับนานาชาติ และกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นช่วงปลายปี ส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมการเล่นว่าวของชาวอีสาน รวมทั้งเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ตลอดจนเพื่อเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครอบครัว ส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองแห่งการเรียนรู้
“มหาสารคามเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านการศึกษา วัฒนธรรม และวิถีชุมชน พื้นที่บริเวณแก่งเลิงจานจึงได้ต่อยอดประเพณีการเล่นว่าวพื้นบ้านของชาวอีสานสู่ระดับสากล สร้างเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการจ้างงานในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน” นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ กล่าวว่า ภายในงาน มีการจัดแสดงว่าวนานาชาติ ว่าวไทย ว่าว LED ว่าวเรืองแสง และว่าวอีสาน การสาธิตการทำว่าว การแข่งขันว่าวแอกและสนู รวมทั้งการแสดงว่าวเรืองแสงยามค่ำคืน พร้อมกิจกรรมด้านอาหารและดนตรีสด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
นายปัญญา อั้งโก๊ะ อายุ 44 ปี หรือ พระนายว่าวไทย กล่าวว่า ตนเองชื่นชอบการเล่นว่าวมาตั้งแต่เด็ก ๆ คนเฒ่าคนแก่พาเล่น มีความสนใจว่า ทำไมว่าวสวยจัง ขึ้นลมได้ดี พออยู่บนท้องฟ้าเหมือนเป็นอิสระทำให้เกิดความชื่นชอบ ซึ่งงานนี้ได้มาออกบูธจัดแสดงว่าว 4 ภาค ทั้งภาคเหนือ ใต้ กลาง อีสาน ซึ่งว่าวแต่จะภาคก็จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เช่น ว่าวภาคกลาง จะเป็นว่าวจุฬา ว่าวอีลุ้ม และว่าวปักเป้า ว่าวภาคเหนือ จะเป็นว่าวพระร่วงเจ้า ทรงจะเหมือนว่าวจุฬา แต่จะมีลักษณะพิเศษคือ ขาว่าวจะยาวกว่าว่าวจุฬา ภาคอีสาน จะเป็นว่าวสองห้อง หรือว่าวดุ๊ยดุ่ย เป็นว่าวที่มีสะนูบนหัว พอขึ้นลมแล้วก็จะมีเสียง และภาคใต้จะมีว่าวเบอร์อามัส ว่าววงเดือน และว่าวควายซึ่งเป็นว่าวประจำจังหวัดสตูล
“ปัจจุบัน การเล่นว่าวเริ่มเลือนหายไปจากสังคมไทย จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนหันมาสนใจ และร่วมกันอนุรักษ์ศิลปะและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เพื่อสืบทอดให้คนรุ่นหลัง การเล่นว่าวไม่เพียงเป็นงานศิลป์ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความรู้ ทักษะ การคิดคำนวณ พลานามัยที่แข็งแรง และยังเป็นการออกกำลังกายที่สร้างความสุขได้อย่างแท้จริง ว่าวจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความสุขของผู้คนในอดีต” นายปัญญา กล่าว
นายปัญญา กล่าวว่า ในอดีต ว่าวทำจากวัสดุง่าย ๆ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษถุงปูน แต่ในปัจจุบันว่าวได้รับการพัฒนาอย่างมาก ทั้งการวาดลวดลายด้วยมือ และการพิมพ์ลวดลาย ทำให้มีความสวยงามและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ราคาว่าวมีตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงบางตัวที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ เนื่องจากเคยนำไปจัดแสดงในต่างประเทศ และมีชาวต่างชาติสนใจขอซื้อในราคาหลักหมื่นจนถึงหลักแสน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเจ้าของว่าจะตัดสินใจขายหรือไม่ เพราะว่าวแต่ละดวงใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน ประมาณ 3 เดือนต่อ 1 ดวง ส่วนว่าวขนาดเล็กหรือว่าวเบ็ดเตล็ด จะมีไว้ให้เด็ก ๆ เล่น ราคาย่อมเยา เริ่มต้นประมาณ 30–40 บาท ในอดีตสามารถพบเห็นได้มากที่สนามหลวง แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้ยกเลิกการเล่นว่าว ทำให้ผู้ทำว่าวมีจำนวนน้อยลง อย่างไรก็ตาม ว่าวยังคงเป็นงานศิลป์ที่มีคุณค่า และควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้คู่สังคมไทยตลอดไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชาวมหาสารคาม ชวนกันออกมา ‘ชักส์ว่าว’ สืบสานวัฒนธรรมไทย อวดศิลปะตกแต่งว่าวสวยงาม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th