คลังยัน TISA หนุนการออม รอสรุปเกณฑ์ รายได้ 1.5 ล้านบาท–ตัวคูณลดหย่อน 0.7–1.3 คาดเริ่มจริงปี 69
คลัง - ก.ล.ต. แจง เกณฑ์ TISA รายได้ 1.5 ล้านบาท อัตราลดหย่อนภาษี 0.7-1.3 เท่า เป็นเพียงโมเดล ยังไม่ได้ข้อสรุป คาดชัดเจนพร้อมชงครม. ในปี 68 เริ่มปีภาษี 69 ยันเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนการออม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทที่มีสัดส่วนกว่า 96% ของผู้ยื่นภาษีทั้งหมด
11 ธ.ค. 2568 กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกันแถลงรายละเอียดนโยบายการออมและความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเป็นเสาหลักที่ 4 ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) อยู่ภายใต้มาตรการการออมและความมั่นคงทางการเงิน โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อหวังผลด้านการคลัง แต่ต้องการสนับสนุนการออมของคนไทยเนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายได้น้อยและรายได้ปานกลางไม่มีหลักประกันหรือเงินออมไว้รองรับหลังเกษียณ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงนำทุกเครื่องมือที่มีอยู่มาจัดทำมาตรการสำคัญที่สุดคือการปรับปรุงเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการออมโดยการใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยให้แรงจูงใจเรื่องภาษีในทางที่ผิด โดยเลือกให้แรงจูงใจกับผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น LTF เพื่อหักลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นการให้เป็นการชั่วคราว ทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด
“มาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีที่ผ่านมา เช่น LTF เป็นการสร้างความบืดเบือนระบบด้วยภาษี เราทุกคนก็ขาดทุนกันมา 25-30% ซึ่งเงินตรงนี้ก็เป็นเป็นแหล่งเงินทุนที่ทุกคนใช้ดำรงชีวิต”
ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงได้หารือกับ ก.ล.ต. ออกแบบโครงการ TISA ที่เป็นการสร้างแรงจูงใจในระยะยาว เพราะให้คนเลือกได้ว่าจะลงทุนอะไร โดยกำหนดเพดานค่าลดหย่อนที่ 8 แสนบาท อย่างไรก็ตามรายละเอียดที่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมาเป็นการนำเข้าในหลักการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นรายละเอียดทั้งหมด
“ตอนนี้คนมองเห็นแค่จุดเดียว คือ ปัจจุบันลดหย่อนได้ 8 แสน เป็นกองธรรมดา 5 แสนบาท Thai ESG 3 แสนบาท แต่ถ้ามองทั้งระบบค่าลดหย่อนนี้จะค่อยๆ ลดลง เหลือ 5 แสนบาท เพราะกอง Thai ESG จะค่อยๆ เล็กลง แต่ TISA จะเป็นการให้ 8 แสนบาทตลอดไป ไม่ต้องมาคอยต่ออายุมาตรการ ขณะที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ลดหย่อนกองทุน Thai ESG ได้ 1.2 เท่า นอกจากนี้จะมีการปลดล็อกเพดานการลงทุน เช่น RMF กำหนด 30% ของรายได้ ซึ่งทำให้คนรายได้น้อยไม่มีสิทธิลงทุนเพราะติดเรื่องเพดานรายได้”
ดร. เอกนิติ ยืนยันว่า การดำเนินมาตรการสนับสนุนการออมของคนไทยในครั้งนี้มีความตั้งใจจริงในการดูแลคนไทยทั้งระบบโดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีหลักประกันในชีวิต ไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียประโยชน์และเป็นการทำโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้คำนึงถึงผลทางการเมือง แต่ต้องการให้คนไทยมีความมั่นคงทางการเงิน
“ผมคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องทำให้คนไทยไม่เจอเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่ต้องมาเจ๊ง LTF ที่ผมเองก็เจ๊ง รัฐบาลก็เจ๊ง ไม่มีใครได้อะไร ซึ่งมาจากความบิดเบือนจากการซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี ผมยืนยันว่าผมคิดถึงคนไทยในระยะยาว ข้อเสนอที่ได้มาทั้งหมดผมขอขอบคุณทุกความเห็น เรารับฟังและพยายามทำให้ดีที่สุด”
ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การผลักดันมาตรการครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับโครงกสร้างการออมของประเทศสร้างการจูงใจ ความมั่นใจ และความสบายใจให้กับประชาชนเนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการออมต่อ GDP ของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 27% ในปี 2557 เหลือ 25% ในปี 2566
อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณารายละเอียดของมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมส่วนบุคคลหรือ TISA ที่กระทรวงการคลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเรื่องของวงเงินรายได้ของผู้ออมที่นำมาหักลดหย่อนภาษี เช่น คนที่มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนภาษี 0.7 เท่า ส่วนคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนภาษี 1.3 เท่า ยังเป็นเพียงโมเดลไม่ใช่ตัวเลขที่นำมาใช้จริง
“ตัวเลขที่ออกมาที่นำมาเป็นตัวคูณในการลดหย่อนภาษีที่ 0.7 เท่า และ 1.3 เท่า เป็นเพียงโมเดลเดียวจากหลายโมเดลที่อยู่ระหว่างการหารือ ตราบใดที่ ครม. ยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ ถือว่ารายละเอียดของตัวเลขเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยุติและฝ่ายนโยบายยินดีรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาพิจารณาถึงความเหมาะสม”
ทั้งนี้จะมีการนำเสนอมาตรการสนับสนุนการออมเข้าสู่การพิจาณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มมีผลในปี 2569
ส่วนความเห็นของกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่อาจรู้สึกว่าได้รับแรงจูงใจน้อยลง ดร. เบญชรงค์ ชี้แจงว่า นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการมีเงินออมเพื่อเกษียณ โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่าปีละ 1.5 ล้านบาท โดยยืนยันว่าตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงโมเดลซึ่งมาจากการวิจัยในอดีตที่พบว่ากลุ่มผู้ที่ยื่นภาษีที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 96% ของผู้ที่ยื่นภาษีทั้งหมด ถือเป็นฐานที่ใหญ่มาก นอกจากนี้นโยบายนี้ยังต้องบริหารจัดการภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด
ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความกังวลเรื่องการให้ตัวคูณที่ 0.7 เท่ากับกลุ่มรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปีจะเป็นการลดทอนแรงจูงใจในการลงทุนในตลาดทุนของคนกลุ่มนี้ลงเนื่องจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีลดลง ว่า ควรพิจารณามาตรการนี้ทั้งแพ็คเกจเพราะมีการเพิ่มวงเงินการออมรวมเป็น 1 ล้านบาท
“ถ้ามองตัวเลขแค่ 1.3 และ 0.7 แล้วไม่ได้มองส่วนอื่นประกอบก็คงเป็นการลดทอนแรงจูงใจในการลงทุนของกลุ่มรายได้สูง แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และเราอยากให้มองทั้งแพ็กเกจว่ามีทั้งในส่วนของการลดหย่อนภาษี 8 แสนบาท และ ส่วนที่สนับสนุนการออมเพิ่มอีก 2 แสนบาทที่จะได้รับการยกเว้นภาษีอีก 2 แสนบาท รวมเป็น 1 ล้านบาท และหากส่วนไหนที่ได้รับผลกระทบก็ควรได้รับการดูแลผ่านตัวคูณที่เป็นโปรโมชั่นที่จะได้รับการโปรโมท ดังนั้นเราไม่อยากให้มองแค่ตัวเลข 1.3 และ 0.7 เพราะยังมีชุดตัวเลขอีกหลายคู่และยังต้องนำบริบทแวดล้อมอื่นมาประกอบด้วย”