โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังยัน TISA หนุนการออม รอสรุปเกณฑ์ รายได้ 1.5 ล้านบาท–ตัวคูณลดหย่อน 0.7–1.3 คาดเริ่มจริงปี 69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 10.05 น.

คลัง - ก.ล.ต. แจง เกณฑ์ TISA รายได้ 1.5 ล้านบาท อัตราลดหย่อนภาษี 0.7-1.3 เท่า เป็นเพียงโมเดล ยังไม่ได้ข้อสรุป คาดชัดเจนพร้อมชงครม. ในปี 68 เริ่มปีภาษี 69 ยันเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนการออม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทที่มีสัดส่วนกว่า 96% ของผู้ยื่นภาษีทั้งหมด

11 ธ.ค. 2568 กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกันแถลงรายละเอียดนโยบายการออมและความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเป็นเสาหลักที่ 4 ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) อยู่ภายใต้มาตรการการออมและความมั่นคงทางการเงิน โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อหวังผลด้านการคลัง แต่ต้องการสนับสนุนการออมของคนไทยเนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะรายได้น้อยและรายได้ปานกลางไม่มีหลักประกันหรือเงินออมไว้รองรับหลังเกษียณ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงนำทุกเครื่องมือที่มีอยู่มาจัดทำมาตรการสำคัญที่สุดคือการปรับปรุงเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการออมโดยการใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยให้แรงจูงใจเรื่องภาษีในทางที่ผิด โดยเลือกให้แรงจูงใจกับผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น LTF เพื่อหักลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นการให้เป็นการชั่วคราว ทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด

“มาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีที่ผ่านมา เช่น LTF เป็นการสร้างความบืดเบือนระบบด้วยภาษี เราทุกคนก็ขาดทุนกันมา 25-30% ซึ่งเงินตรงนี้ก็เป็นเป็นแหล่งเงินทุนที่ทุกคนใช้ดำรงชีวิต”

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงได้หารือกับ ก.ล.ต. ออกแบบโครงการ TISA ที่เป็นการสร้างแรงจูงใจในระยะยาว เพราะให้คนเลือกได้ว่าจะลงทุนอะไร โดยกำหนดเพดานค่าลดหย่อนที่ 8 แสนบาท อย่างไรก็ตามรายละเอียดที่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในวันจันทร์ที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมาเป็นการนำเข้าในหลักการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นรายละเอียดทั้งหมด

“ตอนนี้คนมองเห็นแค่จุดเดียว คือ ปัจจุบันลดหย่อนได้ 8 แสน เป็นกองธรรมดา 5 แสนบาท Thai ESG 3 แสนบาท แต่ถ้ามองทั้งระบบค่าลดหย่อนนี้จะค่อยๆ ลดลง เหลือ 5 แสนบาท เพราะกอง Thai ESG จะค่อยๆ เล็กลง แต่ TISA จะเป็นการให้ 8 แสนบาทตลอดไป ไม่ต้องมาคอยต่ออายุมาตรการ ขณะที่ในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ลดหย่อนกองทุน Thai ESG ได้ 1.2 เท่า นอกจากนี้จะมีการปลดล็อกเพดานการลงทุน เช่น RMF กำหนด 30% ของรายได้ ซึ่งทำให้คนรายได้น้อยไม่มีสิทธิลงทุนเพราะติดเรื่องเพดานรายได้”

ดร. เอกนิติ ยืนยันว่า การดำเนินมาตรการสนับสนุนการออมของคนไทยในครั้งนี้มีความตั้งใจจริงในการดูแลคนไทยทั้งระบบโดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีหลักประกันในชีวิต ไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียประโยชน์และเป็นการทำโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ได้คำนึงถึงผลทางการเมือง แต่ต้องการให้คนไทยมีความมั่นคงทางการเงิน

“ผมคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องทำให้คนไทยไม่เจอเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่ต้องมาเจ๊ง LTF ที่ผมเองก็เจ๊ง รัฐบาลก็เจ๊ง ไม่มีใครได้อะไร ซึ่งมาจากความบิดเบือนจากการซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี ผมยืนยันว่าผมคิดถึงคนไทยในระยะยาว ข้อเสนอที่ได้มาทั้งหมดผมขอขอบคุณทุกความเห็น เรารับฟังและพยายามทำให้ดีที่สุด”

ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การผลักดันมาตรการครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับโครงกสร้างการออมของประเทศสร้างการจูงใจ ความมั่นใจ และความสบายใจให้กับประชาชนเนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการออมต่อ GDP ของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 27% ในปี 2557 เหลือ 25% ในปี 2566

อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณารายละเอียดของมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมส่วนบุคคลหรือ TISA ที่กระทรวงการคลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเรื่องของวงเงินรายได้ของผู้ออมที่นำมาหักลดหย่อนภาษี เช่น คนที่มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนภาษี 0.7 เท่า ส่วนคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท ได้ลดหย่อนภาษี 1.3 เท่า ยังเป็นเพียงโมเดลไม่ใช่ตัวเลขที่นำมาใช้จริง

“ตัวเลขที่ออกมาที่นำมาเป็นตัวคูณในการลดหย่อนภาษีที่ 0.7 เท่า และ 1.3 เท่า เป็นเพียงโมเดลเดียวจากหลายโมเดลที่อยู่ระหว่างการหารือ ตราบใดที่ ครม. ยังไม่ได้พิจารณาอนุมัติ ถือว่ารายละเอียดของตัวเลขเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยุติและฝ่ายนโยบายยินดีรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาพิจารณาถึงความเหมาะสม”

ทั้งนี้จะมีการนำเสนอมาตรการสนับสนุนการออมเข้าสู่การพิจาณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2568 และคาดว่าจะเริ่มมีผลในปี 2569

ส่วนความเห็นของกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่อาจรู้สึกว่าได้รับแรงจูงใจน้อยลง ดร. เบญชรงค์ ชี้แจงว่า นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการมีเงินออมเพื่อเกษียณ โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ต่ำกว่าปีละ 1.5 ล้านบาท โดยยืนยันว่าตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงโมเดลซึ่งมาจากการวิจัยในอดีตที่พบว่ากลุ่มผู้ที่ยื่นภาษีที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 96% ของผู้ที่ยื่นภาษีทั้งหมด ถือเป็นฐานที่ใหญ่มาก นอกจากนี้นโยบายนี้ยังต้องบริหารจัดการภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความกังวลเรื่องการให้ตัวคูณที่ 0.7 เท่ากับกลุ่มรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปีจะเป็นการลดทอนแรงจูงใจในการลงทุนในตลาดทุนของคนกลุ่มนี้ลงเนื่องจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีลดลง ว่า ควรพิจารณามาตรการนี้ทั้งแพ็คเกจเพราะมีการเพิ่มวงเงินการออมรวมเป็น 1 ล้านบาท

“ถ้ามองตัวเลขแค่ 1.3 และ 0.7 แล้วไม่ได้มองส่วนอื่นประกอบก็คงเป็นการลดทอนแรงจูงใจในการลงทุนของกลุ่มรายได้สูง แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และเราอยากให้มองทั้งแพ็กเกจว่ามีทั้งในส่วนของการลดหย่อนภาษี 8 แสนบาท และ ส่วนที่สนับสนุนการออมเพิ่มอีก 2 แสนบาทที่จะได้รับการยกเว้นภาษีอีก 2 แสนบาท รวมเป็น 1 ล้านบาท และหากส่วนไหนที่ได้รับผลกระทบก็ควรได้รับการดูแลผ่านตัวคูณที่เป็นโปรโมชั่นที่จะได้รับการโปรโมท ดังนั้นเราไม่อยากให้มองแค่ตัวเลข 1.3 และ 0.7 เพราะยังมีชุดตัวเลขอีกหลายคู่และยังต้องนำบริบทแวดล้อมอื่นมาประกอบด้วย”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...