ปี 2026 ตลาดการเงินโลก เผชิญแรงสั่นสะเทือนรอบด้าน
ปี 2026 ตลาดการเงินโลก เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองสหรัฐ และนโยบายการเงินที่เริ่มแยกทาง ขณะกระแส AI ยังร้อนแรงแต่แฝงความเสี่ยงฟองสบู่
วันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 12.03 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดการเงินโลกต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ และทิศทางนโยบายการเงินที่เริ่มแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก ขณะเดียวกันกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างร้อนแรง ก็กำลังก่อคำถามว่าตลาดหุ้นเทคโนโลยีกำลังเข้าใกล้ภาวะฟองสบู่หรือไม่
นักวิเคราะห์จาก Swissquote Bank เตือนว่าความเสี่ยงแบบหงส์ดำที่แท้จริงอาจไม่ได้มาจากปัจจัยที่ตลาดจับตาอยู่แล้ว แต่อาจเกิดจากมุมที่ถูกมองข้าม เช่น ช็อกเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่คาดคิด หรือการเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลันของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง
ความเสี่ยงการเมือง-นโยบาย เรียงแถวกดดันตลาด
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญต้นปีคือ การเสนอชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ หลังวาระของเจอโรม พาวเวล จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น จนเกิดคำถามต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
นักกลยุทธ์ตลาดโลกของ eToro เตือนว่าความเสี่ยงที่ตลาดอาจประเมินต่ำเกินไปคือ เฟดผ่อนคลายนโยบายการเงินมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจปลุกเงินเฟ้อกลับมา และนำไปสู่การกลับลำนโยบายอย่างรุนแรงในภายหลัง
ขณะเดียวกันศาลฎีกาสหรัฐเตรียมพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีฉุกเฉินของทรัมป์ และการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนก็อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงิน
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทวีขึ้นหลังสหรัฐจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อประเทศในภูมิภาค เช่น โคลอมเบีย เม็กซิโก และคิวบา ขณะที่ประเทศอย่างแคนาดาและกรีนแลนด์ก็ถูกจับตามองจากถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐ
ปีนี้ยังเป็นปีเลือกตั้งสำคัญในหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ ตั้งแต่ฮังการีไปจนถึงลาตินอเมริกา ซึ่งอาจกลายเป็นแรงถ่วงหลังตลาดทำผลงานโดดเด่นในปี 2025
ตลาดหุ้นยังขึ้นได้ แต่ไม่แรงเหมือนเดิม
ผลสำรวจนักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปยังมีแนวโน้มปรับขึ้นในปี 2026 แต่โอกาสทำผลตอบแทนร้อนแรงเท่าปีก่อนมีจำกัด โดยกว่าหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกิดการปรับฐานในช่วงหนึ่งของปี
ความเสี่ยงสำคัญคือการปรับฐานของหุ้น AI หลังมูลค่าพุ่งแรงจากความคาดหวังการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ขณะที่เริ่มมีความกังวลเรื่องผลตอบแทนจริงจากการลงทุนและระดับหนี้ของบริษัทเทคโนโลยีบางราย
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ดัชนี S&P 500 อาจปิดปี 2026 แถว 7,490 จุด และ STOXX 600 ของยุโรปที่ 623 จุด ซึ่งหมายถึงการปรับขึ้นในระดับปานกลาง พร้อมสัญญาณว่าการลงทุนจะกระจายตัวออกจากหุ้นยักษ์ใหญ่สหรัฐมากขึ้น
ธนาคารกลางเดินคนละทิศ
ในปี 2026 ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มแยกเส้นทางชัดเจน เฟดอาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มตรึงดอกเบี้ย ออสเตรเลียอาจขึ้นดอกเบี้ย และญี่ปุ่นคาดว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้นสู่ระดับ 1%
นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้เฟดจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าเพราะมีพันธกิจคู่ แต่หากเงินเฟ้อกลับขึ้นเหนือ 3.5% ก็จะเป็นเส้นแดงที่ไม่อาจผ่อนคลายต่อได้
หนี้สูง-บอนด์ยีลด์ไม่ลงง่าย
แม้รัฐบาลสหรัฐหวังว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยประชาชน แต่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังทรงตัวในระดับสูง สะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังและการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี อาจขยับขึ้นเล็กน้อยในปลายปี 2026 ขณะที่เยอรมนีมีแนวโน้มตามทิศทางเดียวกัน ส่วนอังกฤษและญี่ปุ่นอาจเห็นผลตอบแทนลดลง
ดอลลาร์อ่อน คริปโทฯ ยังผันผวน
ฉันทามติของตลาดมองว่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า หลังทำผลงานแย่ที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่เงินเยนคาดจะแข็งค่าขึ้น ส่วนยูโรและปอนด์ทรงตัว ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลยังถูกจัดเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูง บิตคอยน์แม้เคยทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ความผันผวนยังสูงตามการเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของนักลงทุนสถาบันและกองทุน ETF อาจช่วยหนุนอุปสงค์ในระยะยาว
อ้างอิง : www.reuters.com