โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คดีชี้ชะตาอำนาจ “ทรัมป์” ศาลสูงฯ ถกดุ ปมใช้กฎหมายฉุกเฉินเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 01.24 น.

ผู้พิพากษาแสดงความสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของการที่ ทรัมป์ ใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน เก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก ขณะที่ศาลเตรียมชี้ขาดที่อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.15 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐฯ แสดงความสงสัยเมื่อวันพุธ (5 พ.ย.) ต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในคดีที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นบททดสอบสำคัญต่ออำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์

บรรดาผู้พิพากษาทั้งสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อทนายของรัฐบาลทรัมป์ว่า กฎหมายปี 1977 ซึ่งออกมาเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ให้อำนาจทรัมป์มากเพียงใดในการเก็บภาษีศุลกากร หรือทรัมป์ได้ล้ำเส้นอำนาจของสภาคองเกรสหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาบางคนในฝ่ายอนุรักษนิยมก็เน้นย้ำถึง“อำนาจโดยธรรมชาติ” ของประธานาธิบดีในการจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผลการตัดสินของศาลมีความแตกแยกสูง โดยปัจจุบันศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยม 6 คน และเสรีนิยม 3 คน

การไต่สวนที่กินเวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งนี้ เป็นผลจากการที่รัฐบาลทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ หลังศาลชั้นต้นตัดสินว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อเก็บภาษีศุลกากรนั้นเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี โดยมีภาคธุรกิจและ 12 มลรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตยื่นฟ้องคัดค้านมาตรการนี้

อำนาจหลักของสภาคองเกรส

จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลสูงสุดฝ่ายอนุรักษนิยม กล่าวกับดี. จอห์น เซาเออร์ ทนายความของรัฐบาล ว่า “ภาษีศุลกากรคือการเก็บภาษีจากประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งถือเป็นอำนาจหลักของสภาคองเกรสโดยตรง”

ภาษีศุลกากรซึ่งเป็นภาษีจากสินค้านำเข้า อาจสร้างรายได้รวมหลายล้านล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ ในทศวรรษหน้า โดยรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุชัดว่าการเก็บภาษีและภาษีศุลกากรเป็นอำนาจของสภาคองเกรส

โรเบิร์ตส์เสนอว่าศาลอาจใช้หลัก“Major Questions Doctrine” ซึ่งระบุว่าการดำเนินนโยบายของฝ่ายบริหารที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองในวงกว้าง ต้องได้รับอนุมัติอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส

“คำอธิบายของรัฐบาลดูเหมือนจะเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีจากสินค้าใดก็ได้ จากประเทศใดก็ได้ ในอัตราเท่าใดก็ได้ เป็นเวลานานเท่าใดก็ได้ ซึ่งถือเป็นอำนาจใหญ่มาก และเหตุผลรองรับดูจะไม่สอดคล้องกันนัก” โรเบิร์ตส์กล่าว

ศาลสูงสุดเคยใช้หลักนี้ในการระงับนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก่อนหน้านี้

การใช้กฎหมาย IEEPA เป็นครั้งแรกเพื่อเก็บภาษี

ทรัมป์อ้างอิง กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีสินค้าจากแทบทุกประเทศคู่ค้า โดยกฎหมายนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีควบคุมการค้าระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่นำมาใช้ในลักษณะนี้ ซึ่งสะท้อนการขยายขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหารตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม

ผู้พิพากษาเอมี โคนีย์ แบร์เร็ตต์ ถามทนายเซาเออร์ว่า “คุณมีตัวอย่างอื่นไหมในประวัติศาสตร์ที่คำว่า ‘regulate importation’ ถูกตีความว่าให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีศุลกากรได้?”

ขณะที่ ผู้พิพากษาเคตันจี บราวน์ แจ็คสัน จากฝ่ายเสรีนิยมกล่าวว่า “ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อจำกัด ไม่ใช่ขยายอำนาจของประธานาธิบดี”

ผลลัพธ์ที่อาจพลิกเศรษฐกิจโลก

รัฐบาลขอให้ศาลเร่งออกคำตัดสิน แม้ตามปกติศาลจะใช้เวลาหลายเดือนหลังการไต่สวน

สก็อตต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวหลังการพิจารณาคดีว่า หากศาลตัดสินค้าน ทรัมป์จะใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นเพื่อคงภาษีเหล่านี้ไว้ โดยยืนยันว่าตน “มองในแง่ดีมาก”

เซาเออร์อ้างว่า ทรัมป์เห็นว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และมาตรการภาษีช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองทางการค้า

“หากย้อนกลับมาตรการเหล่านี้ จะเปิดทางให้ประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าอย่างโหดร้าย และผลักดันอเมริกาจากความแข็งแกร่งสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง” เซาเออร์กล่าว

ทรัมป์ได้ก่อให้เกิด“สงครามการค้าโลก” ด้วยการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันพันธมิตร และต่อรองในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าโดยตรง

มุมมองของศาลต่ออำนาจฝ่ายบริหาร

ผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ แสดงท่าทีเห็นใจต่อฝ่ายทรัมป์ โดยยกกรณี ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เคยเก็บภาษีทั่วโลกตามกฎหมายรุ่นก่อนของ IEEPA ว่าเป็นตัวอย่างใกล้เคียง

ศาลสูงสุดมักให้ความเคารพต่ออำนาจของประธานาธิบดีในด้านนโยบายต่างประเทศ โรเบิร์ตส์ยังชี้ด้วยว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ได้เพิ่มอำนาจต่อรองของเขาในการเจรจาการค้าอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการภาษีตาม IEEPA สร้างรายได้กว่า 89,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 23 กันยายนที่ผ่านมา

โรเบิร์ตส์กล่าวเสริมว่า“จริงอยู่ ภาษีเป็นอำนาจหลักของสภาคองเกรส แต่ภาษีศุลกากรถือเป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจหลักของฝ่ายบริหารเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษานีล กอร์ซัช ตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารว่า

“อะไรจะห้ามไม่ให้สภาคองเกรสยกอำนาจทั้งหมดในการกำกับการค้าต่างประเทศ หรือแม้แต่การประกาศสงคราม ให้กับประธานาธิบดีไปเลย?”

อ้างอิง : reuters.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...