คดีชี้ชะตาอำนาจ “ทรัมป์” ศาลสูงฯ ถกดุ ปมใช้กฎหมายฉุกเฉินเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก
ผู้พิพากษาแสดงความสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของการที่ ทรัมป์ ใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน เก็บภาษีศุลกากรทั่วโลก ขณะที่ศาลเตรียมชี้ขาดที่อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐ
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.15 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐฯ แสดงความสงสัยเมื่อวันพุธ (5 พ.ย.) ต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในคดีที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเป็นบททดสอบสำคัญต่ออำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์
บรรดาผู้พิพากษาทั้งสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยมต่างตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อทนายของรัฐบาลทรัมป์ว่า กฎหมายปี 1977 ซึ่งออกมาเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ให้อำนาจทรัมป์มากเพียงใดในการเก็บภาษีศุลกากร หรือทรัมป์ได้ล้ำเส้นอำนาจของสภาคองเกรสหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาบางคนในฝ่ายอนุรักษนิยมก็เน้นย้ำถึง“อำนาจโดยธรรมชาติ” ของประธานาธิบดีในการจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผลการตัดสินของศาลมีความแตกแยกสูง โดยปัจจุบันศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยม 6 คน และเสรีนิยม 3 คน
การไต่สวนที่กินเวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งนี้ เป็นผลจากการที่รัฐบาลทรัมป์ยื่นอุทธรณ์ หลังศาลชั้นต้นตัดสินว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อเก็บภาษีศุลกากรนั้นเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี โดยมีภาคธุรกิจและ 12 มลรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตยื่นฟ้องคัดค้านมาตรการนี้
อำนาจหลักของสภาคองเกรส
จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลสูงสุดฝ่ายอนุรักษนิยม กล่าวกับดี. จอห์น เซาเออร์ ทนายความของรัฐบาล ว่า “ภาษีศุลกากรคือการเก็บภาษีจากประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งถือเป็นอำนาจหลักของสภาคองเกรสโดยตรง”
ภาษีศุลกากรซึ่งเป็นภาษีจากสินค้านำเข้า อาจสร้างรายได้รวมหลายล้านล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ ในทศวรรษหน้า โดยรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุชัดว่าการเก็บภาษีและภาษีศุลกากรเป็นอำนาจของสภาคองเกรส
โรเบิร์ตส์เสนอว่าศาลอาจใช้หลัก“Major Questions Doctrine” ซึ่งระบุว่าการดำเนินนโยบายของฝ่ายบริหารที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองในวงกว้าง ต้องได้รับอนุมัติอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส
“คำอธิบายของรัฐบาลดูเหมือนจะเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีจากสินค้าใดก็ได้ จากประเทศใดก็ได้ ในอัตราเท่าใดก็ได้ เป็นเวลานานเท่าใดก็ได้ ซึ่งถือเป็นอำนาจใหญ่มาก และเหตุผลรองรับดูจะไม่สอดคล้องกันนัก” โรเบิร์ตส์กล่าว
ศาลสูงสุดเคยใช้หลักนี้ในการระงับนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก่อนหน้านี้
การใช้กฎหมาย IEEPA เป็นครั้งแรกเพื่อเก็บภาษี
ทรัมป์อ้างอิง กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีสินค้าจากแทบทุกประเทศคู่ค้า โดยกฎหมายนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีควบคุมการค้าระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่นำมาใช้ในลักษณะนี้ ซึ่งสะท้อนการขยายขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหารตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม
ผู้พิพากษาเอมี โคนีย์ แบร์เร็ตต์ ถามทนายเซาเออร์ว่า “คุณมีตัวอย่างอื่นไหมในประวัติศาสตร์ที่คำว่า ‘regulate importation’ ถูกตีความว่าให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีศุลกากรได้?”
ขณะที่ ผู้พิพากษาเคตันจี บราวน์ แจ็คสัน จากฝ่ายเสรีนิยมกล่าวว่า “ชัดเจนว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อจำกัด ไม่ใช่ขยายอำนาจของประธานาธิบดี”
ผลลัพธ์ที่อาจพลิกเศรษฐกิจโลก
รัฐบาลขอให้ศาลเร่งออกคำตัดสิน แม้ตามปกติศาลจะใช้เวลาหลายเดือนหลังการไต่สวน
สก็อตต์ เบสเซนท์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวหลังการพิจารณาคดีว่า หากศาลตัดสินค้าน ทรัมป์จะใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นเพื่อคงภาษีเหล่านี้ไว้ โดยยืนยันว่าตน “มองในแง่ดีมาก”
เซาเออร์อ้างว่า ทรัมป์เห็นว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และมาตรการภาษีช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองทางการค้า
“หากย้อนกลับมาตรการเหล่านี้ จะเปิดทางให้ประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าอย่างโหดร้าย และผลักดันอเมริกาจากความแข็งแกร่งสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและความมั่นคง” เซาเออร์กล่าว
ทรัมป์ได้ก่อให้เกิด“สงครามการค้าโลก” ด้วยการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันพันธมิตร และต่อรองในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าโดยตรง
มุมมองของศาลต่ออำนาจฝ่ายบริหาร
ผู้พิพากษาเบรตต์ คาวานอห์ แสดงท่าทีเห็นใจต่อฝ่ายทรัมป์ โดยยกกรณี ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เคยเก็บภาษีทั่วโลกตามกฎหมายรุ่นก่อนของ IEEPA ว่าเป็นตัวอย่างใกล้เคียง
ศาลสูงสุดมักให้ความเคารพต่ออำนาจของประธานาธิบดีในด้านนโยบายต่างประเทศ โรเบิร์ตส์ยังชี้ด้วยว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ได้เพิ่มอำนาจต่อรองของเขาในการเจรจาการค้าอย่างชัดเจน
ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการภาษีตาม IEEPA สร้างรายได้กว่า 89,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 23 กันยายนที่ผ่านมา
โรเบิร์ตส์กล่าวเสริมว่า“จริงอยู่ ภาษีเป็นอำนาจหลักของสภาคองเกรส แต่ภาษีศุลกากรถือเป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจหลักของฝ่ายบริหารเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษานีล กอร์ซัช ตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารว่า
“อะไรจะห้ามไม่ให้สภาคองเกรสยกอำนาจทั้งหมดในการกำกับการค้าต่างประเทศ หรือแม้แต่การประกาศสงคราม ให้กับประธานาธิบดีไปเลย?”
อ้างอิง : reuters.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :