เชลยศึกสงครามลาว (3)
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
VIETNAMIZATION
8ธันวาคม พ.ศ.2506 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรม จอมพลถนอม กิตติขจร รับหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อ บทบาทของประเทศไทยในสมรภูมิลาวขยายตัวยิ่งขึ้นไปอีก จากกองร้อยทหารปืนใหญ่ที่เข้าไปในลาวเพียงระยะสั้นๆ และมีบทบาทน้อย ก็ขยายตัวเป็นปักหลักถาวรเพื่อป้องกันเมืองสุย-ชายขอบทุ่งไหหินในนามของ “กองร้อยเอสอาร์” ตั้งแต่ พ.ศ.2507 ในยุคประธานาธิบดีจอห์นสัน กระทั่งเผชิญหน้ากับกำลังที่เหนือกว่าของเวียดนามเหนือโดยเฉพาะรถถัง กองร้อยเอสอาร์ 8 จึงต้องถอนตัวกลับเมื่อมิถุนายน พ.ศ.2512 ในยุคประธานาธิบดีนิกสัน ที่รับตำแหน่งต่อพร้อมด้วยนโยบายถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนาม
พ.ศ.2513 การถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามเพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับ สวนทางกับทหารไทยที่จะกลับสู่สมรภูมิลับลาวอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ไม่เพียงแค่กองร้อยทหารปืนใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีกำลังทหารราบ “ราชินีแห่งสนามรบ” อีกด้วย
ภาพรวมทุ่งไหหิน
สงครามในลาวกำลังขยายตัว…
2513 ลาววิกฤต
การถอนตัวของกองร้อยเอสอาร์ 8 เมื่อ พ.ศ.2512 ส่งผลอย่างสำคัญต่อสถานการณ์ในลาว เวียดนามเหนือทุ่มเทกำลังเข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์เพื่อคุ้มครองเส้นทางโฮจิมินห์ สามารถเข้ายึดทุ่งไหหินและเมืองสุยไว้ได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2513 กำลังทหารกองทัพแห่งชาติลาว ภาค 2 ของนายพลวังเปาต้องร่นถอยมาทางใต้ แล้ววางกำลังป้องกันซำทองและล่องแจ้งเป็นที่มั่นสุดท้าย
กลางเดือนมีนาคม พ.ศ.2513 เวียดนามเหนือเปิดฉากการรุกรบใหญ่อีกครั้ง กองทัพแห่งชาติลาว ภาค 2 ของนายพลวังเปาจึงอยู่ในภาวะอันตรายหนักยิ่งขึ้น และเกือบจะต้องเสียที่มั่นสำคัญบริเวณล่องแจ้งไปอีก รัฐบาลลาวโดยมีเจ้าสุวรรณภูมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการสนับสนุนจากอเมริกา จึงได้ร้องขอกำลังรบของไทยไปสนับสนุนกองทัพแห่งชาติลาว เพื่อป้องกันซำทองและล่องแจ้ง ที่มั่นสุดท้ายของสมรภูมิทุ่งไหหิน
3 กองพันทหารราบ 2
กองร้อยทหารปืนใหญ่
26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2513 รัฐบาลไทยได้เปิดการประชุม “คณะกรรมการอำนวยการต่อต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในราชอาณาจักรลาว – คณะกรรมการ คท.” ครั้งที่ 16 เป็นการเร่งด่วน จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กองทัพบกจัดทำ “โครงการ วีพี.” และให้เตรียมจัด “กองร้อยทหารปืนใหญ่ทดลอง 12/1 (เอสอาร์ 9)” เพื่อส่งเข้าปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพแห่งชาติลาว ภาค 2 ที่ล่องแจ้ง โดยใช้นามรหัส “เอวีพี-1”
กองร้อยทหารปืนใหญ่ เอวีพี-1 จะเป็นหน่วยแรกในโครงการ วีพี. ที่เข้าปฏิบัติการในพื้นที่การรบเพื่อช่วยกอบกู้สถานการณ์บริเวณโล่งแจ้ง
ต่อมาเมื่อสถานการณ์ทรุดหนักลงไปอีก รัฐบาลลาวจึงได้ร้องขอกำลังทหารราบขนาดกรมผสม ซึ่งมีหน่วยรบหลัก 3 กองพันทหารราบจากไทยไปเพิ่มเติมกำลังอีก โดยรัฐบาลอเมริกาจะให้การสนับสนุนทั้งสิ้นต่อการปฏิบัติของกำลังทหารไทย จอมพลถนอม กิตติขจร จึงสั่งการให้กองทัพบกส่งกำลัง 1 กองพันทหารราบ เข้าปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพแห่งชาติลาว ภาค 2 โดยทันที และให้เตรียมกำลังเพิ่มเติมอีก 2 กองพันจากกรมผสมที่ 13 อุดรธานี ซึ่งสนธิกำลังจากกรมผสมที่ 3 นครราชสีมา และกรมผสมที่ 6 อุบลราชธานี รวมทั้ง 2 กองร้อยปืนใหญ่สนาม แล้วส่งมอบการบังคับบัญชาให้หน่วยผสม 333 ซึ่งมี พ.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ “เทพ” เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารไทยในสมรภูมิลับลาว
หน่วยผสม 333 ได้ส่งกำลังทั้งหมดที่ได้รับมอบคือ 3 กองพันทหารราบ 2 กองร้อยทหารปืนใหญ่สนาม และได้จัดตั้ง บก.ฉก.วีพี.ขึ้นเป็นหน่วยบัญชาการภาคสนามที่ล่องแจ้งเพื่อควบคุมบังคับบัญชาการปฏิบัติการทั้งสิ้นของทหารไทยในเขตกองทัพแห่งชาติลาว ภาค 2 ทุ่งไหหิน โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับนายพลวังเปา
หน่วยทหารปืนใหญ่ ใช้นามรหัส “เอวีพี (ARTILLERY VANG PAO)” ประกอบด้วย กองร้อยทหารปืนใหญ่ “เอวีพี-1” และกองร้อยทหารปืนใหญ่ “เอวีพี-2” ส่วนหน่วยทหารราบใช้นามรหัส “ไอวีพี (INFANTRY VANG PAO) “ประกอบด้วย กองพันทหารราบ “ไอวีพี-11”, ไอวีพี-12 และ “ไอวีพี-13” ตามลำดับ
การรบที่บ้านนา
ตลอด 1 ปีเต็มในการเข้าปฏิบัติการของทหารประจำการจากไทย การสู้รบที่รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นที่บ้านนา อันเป็นที่ตั้งของกองพันทหารราบ ไอวีพี-13 และกองร้อยทหารปืนใหญ่ เอวีพี-1 ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล (ยศสุดท้ายพลตรี- รองแม่ทัพภาคที่ 2) “หัวหน้าใจ” ซึ่งร่วมรบอยู่ในเหตุการณ์นี้ได้เขียนบันทึก “นรกบ้านนา” ซึ่งนับเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ายิ่ง
ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 15 เมื่อ พ.ศ.2510 หลังกลับจากราชการสงครามเวียดนามใต้ เมื่อกลางปี พ.ศ.2512 แล้วเข้ารับราชการหน่วยเดิมที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมผสมที่ 3 นครราชสีมา เมื่อกองทัพบกมีคำสั่งให้จัดกำลังไปสนับสนุนรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาวก็ได้อาสาสมัครไปราชการลับครั้งนี้ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดที่ 1 กองพันทหารราบ BI-15 (ในบันทึกนี้ ร.ท.ประจักษ์ จะเรียกกองพัน ไอวีพี-13 ว่า “BI-15”) ซึ่งมี ร.อ.สุรายุทธ์ เจริญพันธุ์ เป็นผู้บังคับกองร้อย และ พ.ท.ไพศาล คำสุพรหม เป็นผู้บังคับกองพัน
เมื่อเดินทางถึงพื้นที่การรบ ในชั้นแรกได้รับมอบหมายให้นำกำลังหมวด 1 ขึ้นยึดรักษาพื้นที่ปีกขวาของแนวสกายไลน์ เป็นเวลาประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งไม่มีการปะทะรุนแรง เมื่อฝ่ายข้าศึกถอนตัวจากแนวสกายไลน์แล้ว ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายไปทำหน้าที่ป้องกันฐานปืนใหญ่ 155 ม.ม.ฐานยิง “โรมิโอจูเลียต” ติดถ้ำตำลึงและภูล่องมาดซึ่งเป็นแนวรบที่สอง
“ประมาณปลายตุลาคมหรือต้นพฤศจิกายน 2513 หมวดของผมถูกคำสั่งด่วนให้ย้ายกำลังไปอยู่แนวล่าสุดที่บ้านนาโดยด่วน ใช้การเคลื่อนย้ายด้วย ฮ. ผมได้สั่งให้ทหารรวบรวมอาวุธกระสุนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เอาไปให้หมด โดยเฉพาะระเบิดมือ เอ็ม 26 เกือบพันลูก ซึ่งต้องแอบเอาไปและแพ็กอย่างดีมิฉะนั้นนักบิน ฮ.ไม่ยอมให้เอาขึ้นไป ฮ. นำหมวดผมมาลงที่บ้านนาซึ่งเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของฝ่ายเราในแนวหน้าสุด
วินาทีแรกที่เหยียบที่บ้านนาผมมองดูภูมิประเทศโดยรอบแล้วรู้สึกด้วยสัญชาตญาณว่าที่นี่คือนรกชัดๆ เป็นที่ราบแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงรอบด้าน ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดทุ่งไหหิน ทิศตะวันออกมีแนวสันเขาสูงชัน BI-14 (ไอวีพี-12) ยึดอยู่ห่างจากบ้านนาประมาณ 10 กิโลเมตร ด้านทิศใต้เป็นเนินอานม้าห่างไปประมาณ 1-2 ก.ม. ด้านทิศตะวันตกเป็นทิวเขายาว มียอดเล็กใหญ่สูงต่ำลดหลั่นกัน
หมวดผมรับผิดชอบพื้นที่ของกองพันด้านทิศใต้ติดกับฐานปืน บีเอ-1 ‘พันเชอร์’ 105 และ 155 ม.ม. มี ‘หน.เกริก’ (ร.อ.นานศักดิ์ ข่มไพรี) เป็น ผบ.ฐาน มีเพื่อนรุ่นเดียวกับผมอยู่ 3 คน คือ ร.ต.คำรบ แสงจันทร์ไทย (เสียชีวิตโดยปืนใหญ่ข้าศึกที่ฐานบ้านนาในเวลาต่อมา) ร.ต.นิมิต อุ่ยอวยผล ผบ.มว.ป้องกันฐานยิง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ‘กิตติศักดิ์ ผลอวยพร’) และ ร.ต.ประเสริฐ กาสุวรรณ ‘ไอ้ย้ง’ นายทหารอำนวยการยิง ให้อุ่นใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยมีเพื่อนปืนใหญ่ถึง 3 คน ผมเป็นทหารราบเพียงคนเดียว”
“ผมเร่งดัดแปลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน เราทำบังเกอร์กันแทบทุกวัน ต้องลงไปตัดไม้ซุงจากหุบด้านล่างแบกมาทำบังเกอร์ให้แข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลวดหนามแทบจะไม่มี เห็นฐานปืนใหญ่มีลวดหนามถึงสามชั้นรู้สึกอิจฉาเพื่อนมาก เราหาลวดหนามเท่าที่จะหาได้แต่มีน้อยมากและต้องยืดให้ห่างที่สุดเพื่อให้ยาวตลอดแนวป้องกัน ด้วยความจำเป็นบางครั้งก็ขโมยลวดหนามที่ส่งมาให้ฐานปืนก็มีเพื่อป้องกันตนเอง จุดไหนไม่มีก็สร้างเครื่องกีดขวางใช้ไม้ทำขวากและของมีคมทั้งหลาย ตะปู แก้ว เท่าที่จะหามาได้ การขอยุทโธปกรณ์ป้องกันฐานไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยเหนือเท่าที่ควร
ผมและผู้ใต้บังคับบัญชาดัดแปลงที่มั่นตั้งฐานหมวดอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ทั้งเครื่องกีดขวาง ลวดหนาม คูสนามเพลาะ ที่ตั้งปืนกลเอ็ม 60 คลังกระสุนของหมวด บังเกอร์ บก.หมวด บังเกอร์พยาบาล มีความสวยงามและแข็งแรงพอสมควร แต่มีแนวรั้วลวดหนามเท่านั้นที่บาง บางจุดวางเพียงขดเดียว เสาก็ใช้ไม้ไม่แข็งแรง ไม่มีลวดหนามเส้นเลย มีแต่ลวดหนามหีบเพลง ผมได้ทำหอคอยสูงเพื่อใช้ตรวจการณ์อยู่หลัง บก.หมวด ดูเด่นมาก ฐานก็เป็นแนวดูกลมสวยงามเข้ากับเนินพอดี ตามแนวคูสั่งให้ทำสายเสียบลูกระเบิดขว้างตลอดแนว และเตรียมระเบิดไว้พร้อมซึ่งผมขนมาจากฐานเก่าเป็นจำนวนมาก คูเรด (คูสนามเพลาะ) ลึกพอดียืนและแคบพอเคลื่อนที่ได้ มีการขุดคูเชื่อมต่อจากหมู่ต่างๆ มายัง บก.หมวดโดยไม่ต้องใช้การเคลื่อนที่ข้างบนและสามารถติดต่อกันได้ทุกหมู่
ระหว่างการดำเนินการดัดแปลงพื้นที่สร้างฐาน ข้าศึกได้ยิงปืนใหญ่รบกวนคาดว่าขนาด 85 ม.ม.ทั้งกระสุนควันและแตกอากาศ เราต้องคอยระวังตลอดเวลา บางครั้งก็ยิง ค. 82 ม.ม.เป็นชุด เราต้องคอยฟังเสียงและเข้าหลบในบังเกอร์ ที่อันตรายที่สุดคือ ปรส. 75 และ 85 ของข้าศึก ได้ยินเสียงกระสุนก็มาถึงแล้ว ต้องระวังไม่อยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนและเป็นเป้าหมายของ ปรส. และ ค. อันตรายที่สุดตอนที่ ฮ. มาส่งเสบียงจะต้องถูกโจมตีจาก ค. 2-3 ชุดเสมอ และไม่ได้ยินเสียงการยิงเสียง ฮ. กลบหมด
ที่ตั้งอาวุธหนักข้าศึกอยู่ตามเนินเขารอบบ้านนา ทั้ง ค. และ ปรส. ส่วน ป. คาดว่ายิงมาจากทุ่งไหหินด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ทำให้ข้าศึกไม่กล้าเปิดเผยที่ตั้งยิงบ่อยนัก นอกจากนั้น การขอเครื่องบินโจมตีทั้งแฟนทอมและสกายเรดเดอร์ หรือไม่ก็ ที 28 ของลาวมาโจมตีทิ้งระเบิด ทำให้ข้าศึกหยุดรบกวนลงบ้าง
ฝ่ายเราเริ่มมีการบาดเจ็บและเสียชีวิตบ้างแล้วจากการโจมตีด้วยอาวุธหนักรบกวน เมื่อ บ.ฝ่ายเรามาจะเกิดศึกหนักทุกครั้งโดยเฉพาะการยิงต่อสู้ของ ปตอ. 50 ม.ม.ของข้าศึกยิงสวนขึ้นไปเห็นแนวกระสุนส่องวิถีชัดเจน ข้าศึกสู้อย่างไม่กลัวตาย (ภายหลังทราบว่าพลยิงถูกล่ามโซ่กับปืน) ถ้าระเบิดโดนเป้าหมาย ปตอ.ข้าศึกจะเงียบทันที เป็นที่รู้กันว่าเรียบร้อย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (3)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly