โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกษตรกร บ้านแพ้วเผยสูตรเลี้ยงกุ้งเป็น “ระบบพัฒนา”ทำกำไรได้ตามเป้าหมาย

Khaosod

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 15.55 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 15.53 น.

เกษตรกร บ้านแพ้วเผยเคล็ดลับปรับสูตรเลี้ยงกุ้งเป็น “ระบบพัฒนา” เน้น การจัดการคุณภาพน้ำ และกรองน้ำเข้มข้น รับมือความเสี่ยง กุ้งแข็งแรง ทำกำไรได้ตามเป้าหมาย

วันที่ 13 พ.ย. 2568 นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ในอ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดทำให้ผลผลิตเสียหาย ทำให้ เกษตรกร หันมาวิธีการและเทคโนโลยีป้องกันศัตรูและโรคกุ้งโดยใช้การเลี้ยงที่เรียกกว่าระบบพัฒนา โดยหลัก คือ มีวางระบบการกรองน้ำป้องกันอย่างดี

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาชิกที่เลี้ยงกุ้งของกลุ่มได้รับผลกระทบจากความท้าทายหลายด้าน ทั้งต้นทุนการเลี้ยง โรคระบาด ส่วนปลาหมอคางดำ แพร่ระบาดเข้ามาในฟาร์มมีบ้างที่หลุดรอดเข้าไปในบ่อพักน้ำแต่ก็ถือว่าไม่มาก ผมประเมินว่าไม่เกิน 10% หากเทียบกับผลกระทบปัจจัยเสี่ยงด้านอื่น อย่างโรคระบาด ”

นายสนิท กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 มีสมาชิกทั้งหมด 293 ครัวเรือน โดยมีทั้งเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง มีทั้งปลาชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น ปลากระพง ปลาสลิด ปลานิล ทางเราจึงได้วางระบบการจัดการฟาร์มและการป้องกันความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพื่อให้ฟาร์มมีความปลอดภัยจากโรคระบาด และสิ่งแปลกปลอมหรือสัตว์มารบกวนกุ้งในบ่อ

การป้องกันในบ่อเลี้ยงกุ้งที่ดี และการจัดการน้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง ก็จะมีการกำจัดศัตรูกุ้ง เช่น พวกปลา ก่อนปล่อยน้ำลงบ่อเลี้ยง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพรวมของเกษตรกผู้เลี้ยงกุ้งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงจากเดิมไปมาก โดยเฉพาะขนาดของบ่อเลี้ยงกุ้งไม่ได้เป็นบ่อใหญ่มาก บ่อเลี้ยงมีการพัฒนา เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงหลุมกลางบ่อช่วยกำจัดของเสียในบ่อ บ่อที่พัฒนาแล้วแบบนี้สามารถปรับไปเลี้ยงสัตว์น้ำได้ทุกชนิดทั้งปลากะพงและปลาสลิด หมายถึง บ่อเดียวกันสามารถแยกประเภทสัตว์น้ำที่เลี้ยงได้ ถ้าแนวโน้มตลาดกุ้งไม่ดีก็ปรับไปเป็นปลากะพงได้

นายสนิทกล่าวเพิ่มเติมว่า หากจะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วไป ในการต่อสู้กับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เข้ามารุมเร้า และคงรักษาอาชีพไว้ เรามองว่าเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงกุ้งที่มีบ่อขนาดใหญ่และอยู่ชายทะเล จะต้องลงทุนเพิ่ม ฟาร์มชายทะเลส่วนใหญ่เขาใช้เป็นประตูซึ่งไม่สามารถกรองไข่ปลาเข้าบ่อได้

เช่น การทำระบบกรองน้ำต้องลงทุนอุปกรณ์เพิ่มเป็นสิ่งจำเป็น เพราะระบบการกรองน้ำที่กลุ่มเกษตรกรของเราใช้เป็นผ้ากรองน้ำแบบตาถี่มากๆ ผ้ากรองนี้จะแข็งแรง สามารถกรองได้ตั้งแต่ตัวปลา ไข่ปลา และสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ แม้แต่น้ำขุ่นก็ยังรอดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดจากความแตกต่างของขนาดบ่อเลี้ยงของกลุ่มเรา และกลุ่มเลี้ยงริมทะเลมีความแตกต่างกัน เช่น ขนาดบ่อกลุ่มเราเล็กสุดประมาณ 3 งาน และใหญ่สุดประมาณ 3 ไร่ แต่ถ้าเป็นบ่อชายทะเลจะนับเป็น 10 ไร่ขึ้นไปจนถึงเป็น 100 ไร่ก็มี ซึ่งหากเขาจะลงระบบกรองน้ำอย่างกลุ่มเรา อาจจะต้องใช้เงินเยอะมาก เพราะบ่อเขามีขนาดใหญ่

ต่อคำถามที่ว่า ตลาดของกุ้งยังคุ้มค่ากับการลงทุนระบบการเลี้ยงที่ต้องลงทุนเพิ่มหรือไม่ นายสนิท กล่าวว่า ราคาไม่ดีถ้าเทียบกับความเสี่ยง โดยขณะนี้เกษตรกรจะมีกำไรเป็นบางช่วงเท่านั้น อย่างช่วงฤดูนี้ (นับตั้งแต่กรกฎาคมเป็นต้นไป) ราคาไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง มีกำไรก็จริงแต่กำไรไม่มาก เช่น กุ้งไซส์ 30 ตัว/กก. ราคาขายประมาณ 200 บาท ส่วนต้นทุนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 150 - 170 บาทคือมีกำไรอยู่ แต่กำไรบาง ประมาณ 30-50 บาท/กก.

“การเลี้ยงกุ้ง มีความเสี่ยงก็จริง แต่ความเร็วรอบมันเร็วกว่า เช่น ในปีหนึ่งอาจจะทำได้ประมาณ 4 รอบ และสามารถจำกัดความเสียหายได้ เช่น ถ้าหากกุ้งตายหรือโดนระบาดก็อาจจะเสียหายแค่รอบนี้แล้วลงใหม่”

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำนั้น อยากให้กรมประมงขยายโครงการจับปลาหมอคางดำลงไปสู่คลองย่อย ๆ หรือคลองเล็ก ๆ ในชุมชน พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนจากการกำจัดมาเป็นการส่งเสริมให้นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์จะดีกว่า

ด้าน นายจรูญ ทรัพย์ศิริ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม เล่าเสริมว่า การเลี้ยงกุ้งต้องอาศัยความใส่ใจในทุกขั้นตอน องค์ความรู้และประสบการณ์ก็มีความสำคัญในการประยุกต์ใช้ป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ตอบโจทย์เกษตรกรมีขีดการแข่งขันสูงขึ้น ผลผลิตตามเป้าหมาย จัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธภาพ การเลี้ยงกุ้งในทุกวันนี้ หัวใจอยู่ที่การจัดการน้ำให้สะอาด ช่วยให้กุ้งมีการเติบโตที่ดี ปลอดโรค
ดังนั้น เกษตรกรจึงปรับให้พื้นที่เลี้ยงเหลือมีเพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดของฟาร์ม ส่วนพื้นที่ 2 ใน 3 ถูกจัดสรรเป็นบ่อพักน้ำ บ่อตกตะกอน บ่อเก็บน้ำพร้อมใช้

กุ้งมีความเสี่ยงเรื่องโรคระบาด ผลกระทบจากปลาหมอคางดำถือว่าไม่มาก ที่ฟาร์มมีการป้องกันตั้งแต่การดึงน้ำเข้าสู่บ่อพักน้ำโดยใช้ตาข่ายกรองน้ำที่มีตาถี่ที่ละเอียดสูง แข็งแรง โอกาสปลาหมอคางดำหรือไข่หลุดรอดเข้ามาถึงบ่อมีน้อยมาก แต่หากหลุดเข้ามาในฟาร์มจะมีการเตรียมการไว้ โดยปล่อยปลากะพงลงในบ่อตกตะกอน เพื่อให้ปลากะพงช่วยกำจัดปลาหมอคางดำตัวเล็กๆ ได้ ผลที่ได้เห็นผลปลากะพงช่วยกำจัดปลาหมอคางดำได้จริง และปลากะพงยังจำหน่ายได้ราคาดี เป็นรายได้เสริมให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

ส่วนการเลี้ยงกุ้งอย่างไรให้สำเร็จ นายจรูญแบ่งปันแนวทางว่า การเลี้ยงให้รอด ผลผลิตแน่นอน การจัดการต้นทุนต้องดี เคล็ดลับของเกษตรกรการจัดการพื้นบ่อเลี้ยงกุ้ง เดิมบ่อเลี้ยงกุ้งเริ่มจากบ่อดิน พอมีโรคระบาดมาจึงเปลี่ยนมาเป็นปูพื้นบ่อด้วยพลาสติก PE ซึ่งจากการเก็บข้อมูลมาตลอดมองว่า พื้นบ่อ PE ทั้งหมดไม่ตอบโจทย์เรื่องผลผลิต จึงปรับมาใช้เป็นปูพื้นบ่อด้วยพลาสติก PE เพียง 2 ส่วนของพื้นบ่อ และปล่อยที่เหลือให้เป็นบ่อดินได้ผลดีกว่า เพราะดินจะช่วยคายแร่ธาตุที่ดีให้กุ้ง ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ดูดซับของเสียหรือเศษอาหารในบ่อ ซึ่งทำให้ระบบการจัดการน้ำในบ่อสะอาดขึ้น กุ้งอยู่สบาย ปลอดโรค ทำให้กุ้งแข็งแรง โตดี ทำให้ผลผลิตแน่นอนตามเป้าหมาย

สิ่งที่ต้องคำนึงนอกจากความสะอาดของบ่อและน้ำแล้ว การบริหารจัดการต้นทุนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกร การติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้ในฟาร์มช่วงกลางวัน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การทยอยลงกุ้งเลี้ยงในบ่อ เป็นอีกแนวทางหนึ่งช่วยลดความเสี่ยงหากเกิดความเสียหาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกษตรกร บ้านแพ้วเผยสูตรเลี้ยงกุ้งเป็น “ระบบพัฒนา”ทำกำไรได้ตามเป้าหมาย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...