พิพัฒน์ แม่ทัพภาคใต้ ภูมิใจไทย กังวลส้ม ไม่กลัวฟ้า แดง...พรรคนอกสายตา
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม หรือ “โกเกี๊ยะ” แห่งพรรคภูมิใจไทย
คือ “แม่ทัพสีน้ำเงิน” คุมพื้นที่เลือกตั้ง 14 จังหวัดภาคใต้
ตลอดหลายปีที่พรรคภูมิใจไทยสยายปีก “พิพัฒน์” รวบรวมไพร่พลการเมืองบ้านใหญ่-สส.ต่างพรรค มารวมอยู่ที่พรรคสีน้ำเงิน
พิพัฒน์-โกเกี๊ยะ ผู้ที่นักเลงการเมืองตั้งฉายาให้ “พิพัฒน์หยัดได้” ชูสโลแกน“พูดแล้วทำ” ต้องสู้ศึกเลือกตั้งกับพรรคต่างสี ทั้ง เขียว คือพรรคกล้าธรรม-ฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ และ ส้ม พรรคประชาชน
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “พิพัฒน์” ในห้องทำงานที่กระทรวงราชรถ ถึงงาน 3 เดือนที่เขาเป็นราชรถ 1 การสู้ศึกเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บิ๊กโปรเจ็กต์ที่จะมัดใจชาวใต้ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้ เขามั่นใจว่าจะกวาด สส.ได้ 31 ที่นั่ง จาก 59 เขตเลือกตั้ง
พร้อมสู้สมรภูมิภาคใต้
พิพัฒน์ยอมรับว่าการยุบสภาเร็วทำให้ต้องปรับขบวนไม่น้อย ต้องบอกว่าการเลือกตั้งมาเร็วกว่าที่คิด เร็วกว่าที่ตั้งไว้ 50 วัน เพราะมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม
“ผมในฐานะที่ทางพรรคมอบหมายให้ดูพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จึงต้องปรับขบวน กลยุทธ์ ต้องเฟ้นผู้สมัคร 59 เขต แต่มี 3-4 เขตที่ใช้เวลาน้อย แต่ส่วนตัวทำการบ้านมาก่อนแล้วที่จะรวบรวมคนมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้”
“ซึ่งตลอดเวลาสามารถหลอม สส.เขตของ 14 จังหวัดภาคใต้ เรามี สส. 12 เขต และมีเพื่อน ๆ ที่เป็น สส. (จากพรรคอื่น) มาร่วมอีก 20 คน รวม 31 เขต นี่คือต้นทุนแรก นี่คือที่มาที่คาดว่าจะได้ สส.ไม่น้อยกว่า 30 เขตในภาคใต้ และเรายังมี สส.เลือดใหม่ที่มาร่วมอุดมการณ์การเมืองอีก 28 เขต ผมเชื่อว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ”
“ที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคบ้านใหญ่ ใช่ครับ ผมไม่เถียง แต่บ้านใหญ่ที่เป็นเลือดใหม่ คือผู้สมัครในแต่ละเขตเป็นทายาทของบ้านใหญ่ มีความรู้ ความสามารถ อาสาที่จะลงมาพัฒนาในพื้นที่ของตัวเอง นี่คือสิ่งที่ผมนำเสนอให้กับคนพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ว่าเรามีอะไรที่เปลี่ยนแปลง”
“ใจผมลึก ๆ ถ้าด้วยศักยภาพของคนที่มาร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง ผมยังมั่นใจว่าเราควรได้มากกว่า 30 ที่นั่ง มั่นใจว่าไม่น้อยกว่า 31 คนแน่”
อนุทินเหมาะสมนายกฯยุคต่อไป
ถามว่า แดง-ส้ม-เขียว พรรคภูมิใจไทยกังวลหรือไม่ “พิพัฒน์” ตอบว่า ผมมั่นใจว่าเรามีท่านอนุทินที่เสนอตัวเป็นนายกฯ มีทีมการเมือง มีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ จะมาควบตำแหน่งรองนายกฯ ประเทศไทยที่ผ่านมานโยบายต่างประเทศเราช้ากว่าประเทศอื่น แต่ในสมัยท่านสีหศักดิ์ พวกเราคงเห็นแล้ว ในระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมาเรามีบทบาทในเวทีโลก และการตอบโต้กับเพื่อนบ้านอย่างไร
“เราจะได้นักการคลัง คือท่านเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง และดูเรื่องกระบวนการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดูการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ที่จะดูแลและกำกับ ทำอย่างไรที่จะบริหารหนี้สาธารณะให้ดีที่สุด และมีการเพิ่มการลงทุนมากกว่าปัจจุบัน โดยไม่กระทบกับหนี้สาธารณะ”
“คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ มีหน้าที่ดูแลการค้าการขาย กระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องการค้า การส่งออกภายในประเทศ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ดูว่าอุตสาหกรรมที่อะไรแข่งกับโลกใบนี้ได้และประเทศไทยได้เปรียบ เป็นหน้าที่ที่จะไปวิเคราะห์ ศึกษา และสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมนั้น ๆ”
“ผมคิดว่าเรามีเสาหลักอย่างท่านอนุทิน ที่เคยเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง ท่านได้โชว์ศักยภาพใน 2 กิจกรรมใหญ่ ๆ ทั้งการประชุมอาเซียน และเอเปค แสดงให้เห็นแล้วว่าความเป็นอินเตอร์ของท่านไม่แพ้ใคร สามารถไปเสวนา เข้าไปคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ และยังได้สัมผัสกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แม้ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก แต่ในเวทีโลกเท่าเทียมกัน ศักดิ์ศรีเราในเวทีโลกไม่น้อยหน้าใคร แสดงให้เห็นว่าท่านอนุทินเหมาะเป็นผู้นำประเทศในยุคต่อไป”
รับมือส้ม-ฟ้า-เขียว
“แดง เขียว ฟ้า ในพื้นที่ภาคใต้ เราอาจจะต่อสู้สีเขียว สีส้ม และสีฟ้า ผมเรียนตรง ๆ ว่า ผมไม่ได้กังวลอะไรเลย เพราะที่ผ่านมาผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ได้สัมผัสแล้วว่า สีฟ้า (พรรคประชาธิปัตย์) เป็นอย่างไร เขาปกครองในพื้นที่ภาคใต้ 30-40 ปี คนภาคใต้ได้อะไรบ้าง คนใต้ยังจำได้แม่น คนใต้ยังขาดโอกาส”
“สีส้ม (พรรคประชาชน) ไม่ได้ค้านว่าพรรคสีส้มไม่เก่ง พรรคสีส้มเก่ง เป็นพรรคคนรุ่นใหม่ แต่ยังขาดโอกาสแสดงความสามารถในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นยังไม่รู้ว่าเอาอะไรไปขายใน 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งภาคใต้เป็นสังคมชนบท ถ้าเป็นสังคมเมืองผมอาจจะกังวลพรรคส้ม แต่เมื่อเป็นสังคมชนบทผมไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ เพราะตัวแทนของพรรคส้มเป็นนักการเมืองคนละชั้น เขาบอกของเขาอยู่ตลาดบน พวกเรานักการเมืองท้องถิ่นอยู่ตลาดล่าง เราสัมผัสตลาดล่างได้ทั้งหมด แต่ตลาดบนเขาสัมผัสเฉพาะวิชาการ ผมกังวลนะ แต่ไม่มาก”
“แต่สำหรับพรรคสีเขียว (กล้าธรรม) เป็นพรรคใหม่ ยังไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่พวกเขามาทีหลังพวกผม ที่พวกผมได้ทำการบ้าน ปูพื้นฐานมาแล้ว 2 การเลือกตั้ง”
“เราสามารถพูดได้ว่าเรามีผลงานอะไรบ้างที่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะสะพานมโนราห์ บางพรรคขอมา 30-40 ปีไม่จบ แต่ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยได้มีการสตาร์ต 2 สะพาน มโนราห์และสะพานเกาะลันตา และได้มีการอนุมัติ 30% ของการสร้างสะพาน คือกระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ ส่วน 70% เราขอกู้จากธนาคารโลก มาจบในยุคที่ผมเป็น รมว.คมนาคม อยู่ในช่วงการหารือกับกฤษฎีกาว่าจะเดินหน้าต่อได้ไหม หรือต้องรอรัฐบาลใหม่”
ส่วนสีแดง (เพื่อไทย) คนภาคใต้ไม่เคยรับสีแดง การเลือกตั้งที่ผ่านมาสีแดงมีพื้นที่จังหวัดเดียวคือ พังงาหลังจากเหตุการณ์สึนามิและยังไม่เคยได้อีกเลย ส่วนที่เหลือไม่มีสำหรับสีแดง ผมไม่แน่ใจว่าทำไมคนใต้ไม่ยอมรับสีแดง พี่น้องชาวใต้ต้องตอบเรื่องนี้แทนผม
ทวงความยุติธรรมภาคใต้
พิพัฒน์กล่าวว่า ภูมิใจไทยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อน ๆ ที่ทำงานทางการเมือง นักธุรกิจในสังคมตั้งฉายานี้กับผมคือ “พิพัฒน์หยัดได้” ภาษาใต้คือไว้ใจได้ เชื่อใจได้ วางใจได้ สื่อว่าอะไรที่ผมรับปาก ผมจะพยายามทำให้ได้ตามที่รับปากไว้อย่างเต็มที่ จึงมีฉายาที่เกิดขึ้นใหม่ในการเลือกตั้งครั้งนี้
“และที่สำคัญผมกำลังต้องการมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับคน 14 จังหวัดภาคใต้ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐจัดให้กับคนภาคใต้ ผมน้อยใจมากในฐานะที่ผมเป็นคนใต้ เราได้ทุกสิ่งทุกอย่างน้อยกว่าภาคอื่น ดูภาคเหนือ ภาคอีสานสิ เขาพัฒนาถนนหนทาง พัฒนาสาธารณูปโภคไปถึงไหนแล้ว ขณะที่ภาคใต้ยังเตาะแตะ”
“ผมโทษผู้บริหารที่เป็นคนภาคใต้ว่า พวกท่านเคยทวงสิทธิให้เท่าเทียมกับภาคอื่นไม่ได้หรือ ทั้งที่ภาคใต้ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ดีมาก มีทางติดทะเล ภาคใต้ถือว่าเป็นภาคที่มีเศรษฐกิจดีที่สุด แต่ปัจจุบัน 3-4 จังหวัดชายแดนใต้มีรายได้น้อยที่สุดในประเทศ”
“ผมขอให้พวกเรามีเวลา (เป็นรัฐบาล) 4 ปี ผมจะทวงคืนความยุติธรรมหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างลงพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเราต้องสร้างงาน”
ดันเมกะโปรเจ็กต์สีน้ำเงิน
“ในเบื้องต้น เรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นเขตเศรษฐกิจภาคใต้ ระนอง สุราษฎร์ธานี ชุมพร แต่ถามว่าภาคใต้มีแค่ 3 จังหวัดหรือ แล้วจังหวัดที่นอกเหนือจากนั้น ที่ไม่ใช่จังหวัดที่ติดทะเลอันดามัน ซึ่งรายได้มาจากการท่องเที่ยว แต่เป็นจังหวัดสงขลาบางอำเภอ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เราต้องไปคิดโครงสร้างว่าทำอย่างไรที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพให้เขาได้ลืมตาอ้าปาก ให้ลูกหลานของเขาได้มีการศึกษา”
“ผมมีความคิดที่จะปัดฝุ่นโครงการของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) คือพืชพลังงานทดแทนใน 3 จังหวัดภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในสงขลา นาทวี สะบ้าย้อย จะนะ และเทพา ทาง ศอ.บต.มีการสำรวจพื้นที่ 6 แสนไร่ โดยให้มี 1 ครัวเรือน ครอบครองที่ดิน 20 ไร่ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 3 หมื่นครอบครัว เราจะเอาโรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส ซึ่งมาจากพืช มูลสัตว์ เราจะมีการทำเกษตรแบบสมบูรณ์ เลี้ยงแพะ เลี้ยงวัว จะส่งเสริมให้เป็นอุตสาหกรรม เติมเรื่องของเป็ด ไก่ เข้าไป”
“ส่วนเรื่องเงินทุน เราได้ประสานและติดต่อผู้ที่มาสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งมีหน้าที่ซัพพอร์ตเรื่องพันธุ์ของเป็ด ไก่ แพะ วัว เราจะเริ่มโครงการ 3 เฟส เฟสละ 50 เมกะวัตต์ ต่อ 1 ไร่ ซึ่งการปลูกพืชหมุนเวียนได้ 1.2 หมื่นบาทต่อเดือน รวมแล้วได้ 2.4 แสนต่อปี เป็นรายได้เสริมให้กับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”
โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งเป็นสตอรี่ที่พูดกันมา 20-30 ปี แต่ยังไม่ลงตัว เพราะเอกชนไม่สามารถคุยกับคนในพื้นที่ได้ ผมได้หารือกับเอกชนที่ไปซื้อที่ในอำเภอจะนะ เมื่อผมเข้ามาเป็นตัวกลางพร้อมกับพรรคพวกอีกหลายคน เราสามารถคุยและจบ สามารถทำให้เป็นนิคมฮาลาล เพื่อตอบสนองกับโครงการเกษตรสมบูรณ์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องการใช้ไฟฟ้า ชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าจะได้สิทธิพิเศษที่ใช้ไฟฟ้าถูกกว่าที่อื่น และได้สิทธิเข้าไปแบ่งผลกำไรโรงไฟฟ้าทั้ง 2 ระบบ
ผุดสะพานข้ามเกาะสมุย
อีกส่วนหนึ่งสะพานเกาะสมุย 37 กิโลเมตร อยู่ในเกาะกับทะเล 25 กิโลเมตร ชาวอำเภอเกาะสมุยอยากได้ ก่อนหน้านี้การเดินทางเราต้องผ่านเรือเฟอร์รี่ หรือเครื่องบิน ซึ่งเป็นโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ในยุคนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็น รมว.คมนาคม ส่วนในยุคผมมาลงนามในเอ็มโอยู น่าจะมีการจัดซื้อจัดจ้างได้ในปี 2571-2572 ซึ่งยังทำเอ็มโอยูกับการประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ NT แทนที่เราจะลากสายไฟลงใต้น้ำ น้ำประปาก็จะเกาะไปกับสะพานที่จะสร้าง
ภาคใต้ มั่นใจไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง และจะพยายามทำให้ทะลุเป้า ส่วนภาพรวมถ้าอยากจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องได้ สส.ไม่น้อยกว่า 150 ที่นั่ง เราได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคไหนที่จะมาร่วมรัฐบาลต้องดูว่ามีอุดมการณ์ที่ไปด้วยกันได้หรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าผู้นำในแต่ละพรรคต้องหารือกันหลังการเลือกตั้งเรียบร้อย ซึ่งท่านอนุทินจะตอบต่อไป
ผลงานความมั่นคงชัด
พิพัฒน์เล่าถึงการทำงาน 3 เดือนของพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลว่า คนไทยทั้งประเทศก็คงเห็นอยู่ การที่เราเข้ามาทำงาน 3 เดือน มีความแตกต่างจากรัฐบาลอีก 2 ยุค ที่มียุคละ 1 ปี รัฐบาลมีการเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการตั้งแต่ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงหลังโควิด-19 แต่เราบวกไปคำว่าพลัส เราเติมเสริมในส่วนที่เป็นวิชาการในเรื่องการใช้แอปพลิเคชั่นให้ผู้ประกอบการ นี่คือสิ่งที่ดีเราสามารถก๊อบปี้ ไม่มีอายที่ไปก๊อบปี้ของดีของรัฐบาลไหนมาใช้ นี่คือสิ่งที่บอกว่า นี่เป็นส่วนที่ดีที่สุดของรัฐบาลอนุทิน
คิดว่าสิ่งที่มีความชัดคือความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยทั้งหมดเราทราบดีว่ารัฐบาลที่แล้วสะดุดเรื่องอะไร เมื่อเป็นรัฐบาลอนุทินเข้ามาบริหารประเทศ เราจะยึดถือความมั่นคงของไทย คือปัญหาชายแดน หลังจากนายกฯชื่ออนุทินขึ้นมาบริหารประเทศ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้นำรัฐบาลและผู้นำกองทัพ เราเดินไปทิศทางเดียวกัน
แต่วันนี้สิ่งที่คนไทยต้องการคือ การทวงพื้นที่ที่เป็นของประเทศไทยคาราคาซังมา 40-50 ปี พื้นที่เหล่านั้นกองทัพได้นำคืนมาเกือบ ๆ 100% ซึ่งตลอด 40-50 ปีไม่เคยมีนายกฯ หรือผู้นำยุคไหนกล้าที่จะทวงคืนแผ่นดินกลับคืนให้กับคนไทย แต่นายกฯที่ชื่ออนุทินกล้าที่จะนำแผ่นดินไทยกลับมาให้คนทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าคนไทยเข้าใจและทราบดี นี่คืออีกส่วนที่ไม่เหมือนก่อน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิพัฒน์ แม่ทัพภาคใต้ ภูมิใจไทย กังวลส้ม ไม่กลัวฟ้า แดง…พรรคนอกสายตา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net