โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘คำนูณ’ ชำแหละ 3 MOU 3 มาตรฐาน ในการเสนอเรื่องต่อครม.มีขั้นตอนถูกต้องฉบับเดียว

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

2ม.ค.2569- นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) โพสต์ข้อความเรื่อง 3 MOU 3 มาตรฐาน มีเนื้้อหาดังนี้


.
ไปเป็นกรรมาธิการศึกษาข้อเสียข้อดี MOU ไทย-กัมพูชาของวุฒิสภาครั้งนี้ ได้ข้อมูลใหม่จากเอกสารสำคัญต่าง ๆ ทำให้เมื่อค่อย ๆ คิดแล้วก็สามารถต่อยอดจนตกผลึกเป็นแง่มุมใหม่ ๆ มาจับเข่าเล่าสู่กันฟัง
.
เปิดศักราชใหม่ขอเล่าสักเรื่อง
.
มีการทำหนังสือสัญญาเพื่อตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศรวม 3 ฉบับในช่วงปี 2539 - 2544
.
ทั้งนี้ ภายใต้ 3 รัฐบาล 3 นายกรัฐมนตรี และ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
.
เนื้อหา 2 ฉบับแรกใกล้เคียงกันเพราะเป็นเรื่องเขตแดนทางบกและยึดตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสเมื่อกว่า 120 ปีก่อนเหมือนกัน ส่วนฉบับที่ 3 เป็นเรื่องอาณาเขตทางทะเลและการแบ่งผลประโยชน์จากปิโตรเลียมในเขตไหล่ทวีป แต่ที่น่าสังเกตคือการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีนั้นแตกต่างกันถึง 3 รูปแบบ ทำให้ต้องตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เจ้าของเรื่อง เพราะขนาดมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2531 และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 กรกฎาคม 2535 ออกมาหมาด ๆ ในยุคนั้น กำหนดแนวปฏิบัติไว้ว่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก็ยังปฎิบัติไม่ตรงกัน
.
หนังสือสัญญาทั้ง 3 ฉบับ คือ…
.
- ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวร่วมกัน วันที่ 8 กันยายน 2539
.
- บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก วันที่ 14 มิถุนายน 2543
.
- บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราขอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราขอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน วันที่ 18 มิถุนายน 2544
.
ขอเรียกย่อ ๆ ว่า MOU 2539, MOU 2543 และ MOU 2544
.
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับ 2534 และ 2540 ที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงการทำหนังสือสัญญาทั้ง 3 ฉบับ และตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเอกสารเผยแพร่ความรู้ต่อประชาชนของกระทรวงการต่างประเทศเอง การทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นทางคณะรัฐมนตรี ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงต้องมีมติเห็นชอบหรืออนุมัติและมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปลงนามในหนังสือสัญญานั้นก่อนจะมีการลงนาม
.
ได้ชี้ให้เห็นมาแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2568 ว่ากรณี MOU 2543 นั้นมีปัญหาใหญ่แน่ เพราะมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 มิถุนายน 2543 คือรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ
.
https://www.facebook.com/share/p/1Bt1GPTKSJ/?
.
นี่นับว่าน่าตกใจยิ่ง !
.
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเมื่อค้นดูมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับ MOU อีก 2 ฉบับในช่วงเวลาใกล้กันทั้งก่อนและหลัง กลับแตกต่างออกไปอีก 2 รูปแบบ
.
MOU 2539 หนักหนาสาหัส !
.
เพราะนอกจากจะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบเท่านั้นแล้ว ยังเป็นการเสนอหลังจากลงนามไปแล้วเกือบ 1 เดือน
.
กล่าวคือได้มีการลงนามใน MOU 2539 ไปแล้วในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาวครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2539 ที่จังหวัดสงขลา พอลงนามปุ๊บก็ได้มีการประชุม JBC ไทย-ลาวครั้งที่ 1 ปั๊บทันทีในวันเดียวกัน ถัดมาอีกเกือบ 1 เดือนกระทรวงการต่างประเทศจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กต 0603/1942 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบถึงการตกลงลงนามในหนังสือสัญญานั้นและผลการประชุม JBC ไทย-ลาวครั้งที่ 1 ซึ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการเทคนิคร่วมขึ้นมาทำหน้าที่สำรวจและจัดทำหลักเขตแดน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2539 ทั้งนี้ตามหนังสือ ที่ นร 0215/14265 วันที่ 8 ตุลาคม 2539 ยืนยันแจ้งมติคณะรัฐมนตรีกลับไปยังกระทรวงการต่างประเทศ
.
มีข้อสังเกตว่าในหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ดังกล่าว ยังได้ระบุว่าการเจรจาเขตแดนไทย-ลาวจะยึดถือตามแผนที่ 1:200,000 (ใช้คำว่าแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามความตกลงฯ) แม้ไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึงในวันนี้ แต่ขอบอกว่านี่คือต้นเหตุแห่งความยุ่งยากที่ตามมาในกรณีเขตแดนไทย-กัมพูชา
.
หลักฐานทั้งหมดที่อ้างมาข้างต้นค้นหาได้จากระบบเปิดของสลค.ทั้งสิ้น
.
และในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำแผนที่ 1:200,000 มาใช้กับประเทศเพื่อนบ้าน จึงขอนำหลักฐานที่ว่ามาลงเป็นภาพประกอบ
.
ส่วน MOU 2544 นั้นไม่สามารถค้นหามติคณะรัฐมนตรีได้ในระบบเปิดของสลค. ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่เมื่อกรรมาธิการขอเอกสารไปยังสลค. ก็พบว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติให้ทำ MOU 2544 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2544
.
สรุปสั้น ๆ ว่ามี 3 มาตรฐานในการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี
.
1. MOU 2539 - ลงนามก่อน แล้วค่อยเสนอครม.เพื่อรับทราบ
.
2. MOU 2543 - เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติแล้วให้เสนอครม.เพื่อรับทราบ ก่อนไปลงนาม
.
3. MOU 2544 - เสนอครม.เพื่อเห็นชอบและอนุมัติ ก่อนไปลงนาม
.
แม้กรณี 1 จะอยู่ในช่วงของรัฐธรรมนูญ 2534 ขณะที่กรณี 2 และ 3 อยู่ในช่วงของรัฐธรรมนูญ 2540 แต่บทบัญญัติว่าด้วยพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนั้นเขียนไว้เหมือนกันในสาระสำคัญ โดยรัฐธรรมนูญ 2534 อยู่ในมาตรา 178 รัฐธรรมนูญ 2540 อยู่ในมาตรา 224
.
MOU 2539 และ MOU 2543 จึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการขัดรัฐธรรมนูญ 2534 และ 2540 บทสำคัญว่าด้วยพระราขอำนาจในการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศฯ
.
MOU 2544 มีขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรีถูกต้องฉบับเดียว
.
(ทั้งหมดนี้พิจารณาแต่เฉพาะประเด็นการเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนลงนามในหนังสือสัญญาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศฯวรรคแรกเท่านั้น ยังไม่ได้พูดถึงเนื้อหาว่าจะต้องได้รับความเห็นขอบจากรัฐสภาตามที่บทบัญญัติวรรคสองกำหนดไว้หรือไม่)
.
บางท่านอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จุกจิก และอาจเป็นแนวทางปฏิบัติในอดีตที่ยังไม่เคร่งครัด รวมทั้งในบางกรณีอาจมีความเร่งด่วนเป็นพิเศษ
.
ทว่าในทางกฎหมายแล้ว ความจำเป็นเร่งด่วนเป็นพิเศษไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญได้ เพียงแต่เป็นเหตุบรรเทาโทษเท่านั้น
.
อย่าลืมว่าคณะรัฐมนตรีประชุมนัดพิเศษได้ สภาก็ประชุมสมัยวิสามัญได้
.
ด้วยความเคารพความเห็นต่าง แต่ผมเชื่อโดยสุจริตว่าแนวปฏิบัติใดจะใช้ได้ ก็ต่อเมื่อไม่ขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น
.
สำหรับในกรณีนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2531 รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 กรกฎาคม 2535 คือการประมวลแนวปฏิบัติต่าง ๆ มารวบรวมไว้แล้ว และตอกย้ำไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ
.
แม้อาจเป็นความผิดพลาดที่ขาดเจตนา
.
แต่เป็นความผิดพลาดที่มีผลใหญ่หลวง และแก้ไขไม่ง่ายนัก
.
เพราะแม้จะพิจารณาได้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญในบทสำคัญว่าด้วยพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศฯ แต่ก็ยังไม่มีองค์กรที่ทำหน้าที่ชี้ขาดได้วินิจฉัยชี้ขาดให้มีผลเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร และตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ว่าสส. สว. หรือประชาขนทั่วไป ไม่มีช่องทางตรงที่จะยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ มีแต่คณะรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะพอหาช่องทางได้ แต่ก็คงไม่ทำแน่ และสุดท้ายต่อให้มีการวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ หากประเทศไทยต้องการจะยกเลิกหนังสือสัญญานั้นก็จะอ้างเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายภายในประเทศของเราไปขอยกเลิกหนังสือสัญญาที่ได้ลงนามกับประเทศอื่นไปแล้ว 25 ปีและ 30 ปีไม่ได้ง่าย ๆ แน่ ถ้าประเทศคู่สัญญาเขาไม่ประสงค์จะให้ยกเลิก เพราะจะต้องพิจารณาไปตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องศึกษาหาหนทางกันอย่างรอบคอบต่อไป
.
แต่ที่สำคัญกว่าคือเราจะมีบทเรียนจากกรณี MOU 3 ฉบับนี้อย่างไร ?
.
ควรจะขันชะเนาะระบบบริหารราชการแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่อย่างไร
.
รวมถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในกรณีทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศฯที่ควรจะเป็น หากผลการลงประชามติในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
วิญญูชนพึงพิจารณาด้วยวิจารณญาณ
.
ส่วนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เชื่อว่าก็จะยังคงถือหลัก “เลยตามเลย” และ “มีผลโดยปริยาย” แล้วเงียบต่อไป…
.
.
คำนูณ สิทธิสมาน
2 มกราคม 2569
.
.
#MOUไทยกัมพูชา
#MOU2543
#MOU2544

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...