โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยพร้อมลุย “เศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก” แต่ ติดหล่ม ‘ระบบ-พฤติกรรม’ ชู ‘EPR-PPP’ เร่งเครื่องสู่เป้าหมาย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 พ.ย. 2568 เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2568 เวลา 04.07 น.

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชี้ไทย 'พื้นฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง' พร้อมยกระดับสู่ระบบ "เศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก" ครบวงจร แต่ช้ากว่าเป้า 2-4 เท่า เหตุขาด 'โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง' และ 'ความชัดเจนของข้อมูลเศรษฐกิจ' ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการจัดการของเสีย ย้ำ 'EPR' และ 'PPP Plastics' คือกุญแจสำคัญสร้างแรงจูงใจและระบบบังคับใช้ในการเปลี่ยนผ่าน

3 พฤศจิกายน2568 - รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ นักวิชาการด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ชี้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากปัญหาขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลกในการลดการใช้ทรัพยากรและจัดการของเสียอย่างยั่งยืน โดยประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและผู้บริโภคพลาสติกรายใหญ่ กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวสู่เส้นทางนี้

รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สะท้อนมุมมองเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยมี "ศักยภาพสูง" ในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกอย่างครบวงจร เนื่องจากมีพื้นฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังมีกรณีศึกษาความสำเร็จของโครงการขนาดเล็กในระดับชุมชนที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการนำพลาสติกใช้แล้วกลับมาผลิตใหม่

ทว่า ในภาพรวมระดับชาติ การขยายตัวของโครงการและการดำเนินการกลับ "ล่าช้ากว่าเป้าหมาย" ที่กำหนดไว้ในแผนโรดแมปการจัดการขยะพลาสติก โดยเฉพาะเป้าหมายปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ที่ไทยควรมีระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกที่ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

"หากจะก้าวให้ทันตามเป้าหมายดังกล่าว จากนี้ไปไทยต้องเร่งการดำเนินการในหลายมิติให้เร็วขึ้นถึง 2 – 4 เท่า ไม่ว่าจะเป็นการยุติการใช้พลาสติกในกลุ่ม Single-use Plastic, การเพิ่มอัตรารีไซเคิลพลาสติกให้ได้ 50-70% รวมถึงการขยายขนาดของตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผลักดันหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) มาปรับใช้อย่างจริงจังเพื่อกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์" รศ.ดร.สัญญา กล่าวเน้นย้ำ

อุปสรรคเชิงระบบ: ขาดโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงและข้อมูลเศรษฐกิจที่ชัดเจน

อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านคือ การขาด "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่จะรองรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับประเทศ แม้จะมีโครงการขนาดเล็กในชุมชน แต่เมื่อต้องการขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลับขาดการเชื่อมโยงที่เป็นระบบ

  • ขาดการเชื่อมโยงที่เป็นระบบ: ระบบยังขาดการติดตามผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำให้พลาสติกส่วนใหญ่หลังการบริโภค "หลุดออกจากระบบ" ไม่สามารถติดตามและรวบรวมกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเป็นวงจร ซึ่งต้องอาศัยกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เช่น การขนส่งและการจัดเก็บ
    • ข้อมูลเศรษฐกิจไม่ครอบคลุม: ประเทศไทยยังขาดตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและครอบคลุมกิจกรรมหมุนเวียนทั้งหมด รวมถึงข้อมูลการลดการใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากปิโตรเลียม ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน
    • วามแตกต่างของตัวเลขอัตราการรีไซเคิล: แม้แต่ตัวเลขปริมาณการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละรายงาน และตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงการวัดปริมาณวัตถุดิบที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เท่านั้น ยังไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในระบบ

ตีความ 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' ให้ทะลุ: ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการสร้างมูลค่าทั้งระบบ

อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ "ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน" ต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่การรีไซเคิล จนนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศเพื่อมารีไซเคิลในประเทศ ซึ่งถูกใช้เป็นใบเบิกทางภายใต้คำว่าเศรษฐกิจหมุนเวียน

"เศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่แค่ขั้นตอนการรีไซเคิล แต่ต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การขนส่ง การรวบรวม การบำบัดมลพิษ ไปจนถึงการสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมุนเวียน" รศ.ดร.สัญญา เน้นย้ำว่า แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยใช้ทรัพยากรซ้ำ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และจัดการของเสียให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับวัสดุทางเลือก เช่น "พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Plastic)" ที่ผู้บริโภคเข้าใจว่าสามารถทิ้งที่ไหนก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่ง เนื่องจากพลาสติกกลุ่มนี้ถูกออกแบบให้ย่อยสลายได้ในสภาวะจำเพาะ เช่น ผ่านกระบวนการหมัก หรือสภาวะที่มีอุณหภูมิและแสงที่เหมาะสมเท่านั้น หากทิ้งโดยไม่คัดแยกหรือจัดการไม่เหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นไมโครพลาสติกและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน

พฤติกรรมผู้บริโภค: หัวใจสำคัญที่ต้องมีแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม

พฤติกรรมของผู้บริโภคและการคัดแยกขยะในครัวเรือนยังคงเป็นอีกหนึ่ง "ปัจจัยวิกฤต" ที่ต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการนำไปรีไซเคิลหรือไม่ แต่เกิดจาก "ความสับสนของผู้บริโภค" ในวิธีการคัดแยกเนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายสูง และ "ขาดแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม" ในระดับผู้บริโภค

"ในต่างประเทศ เช่น ยุโรป มีระบบค่ามัดจำคืนเมื่อคืนขวด (Deposit-Return Scheme) ซึ่งสร้างแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมในระดับผู้บริโภค หากผู้บริโภคมีความเข้าใจและให้ความร่วมมือ ก็จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"

EPR และ PPP Plastic: กลไกสำคัญสร้างระบบ 'บังคับ' และ 'สมัครใจ'

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกิจกรรมที่ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับ โดยมี "กลไกขับเคลื่อน" ที่สำคัญดังนี้:

  • Extended Producer Responsibility (EPR): หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้ในปี 2570 โดย รศ.ดร.สัญญา มองว่า EPR จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างทั้ง 'ภาคบังคับ' และ 'ภาคสมัครใจ' ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดแรงจูงใจเชิงระบบ และเอื้อให้เกิดความร่วมมือในระดับใหญ่
    • การเชื่อมโยงกับวาระระดับโลก (Climate Action): การเชื่อมโยงเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ โดยเฉพาะการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change จะเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ประกอบการที่นำพลาสติกกลับเข้าสู่ระบบได้รับ "พลาสติกเครดิต" ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจโดยธรรมชาติ
    • ความร่วมมือภาครัฐ-ธุรกิจ-ประชาสังคม (PPP Plastics): การจัดตั้งสมาคม PPP Plastics เพื่อผลักดันการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ถือเป็นทิศทางที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนในระดับประเทศยังจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

สรุปและทิศทาง: ความจำเป็นเร่งด่วนสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ก่อนที่วิกฤตมลพิษพลาสติกจะส่งผลกระทบเกินเยียวยา การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องอาศัยพลังร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีกลไก EPR เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งรัดกระบวนการให้เกิดผลในระดับที่ใหญ่และครอบคลุมยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...