ไทยพร้อมลุย “เศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก” แต่ ติดหล่ม ‘ระบบ-พฤติกรรม’ ชู ‘EPR-PPP’ เร่งเครื่องสู่เป้าหมาย
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชี้ไทย 'พื้นฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง' พร้อมยกระดับสู่ระบบ "เศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก" ครบวงจร แต่ช้ากว่าเป้า 2-4 เท่า เหตุขาด 'โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง' และ 'ความชัดเจนของข้อมูลเศรษฐกิจ' ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการจัดการของเสีย ย้ำ 'EPR' และ 'PPP Plastics' คือกุญแจสำคัญสร้างแรงจูงใจและระบบบังคับใช้ในการเปลี่ยนผ่าน
3 พฤศจิกายน2568 - รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ นักวิชาการด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ชี้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากปัญหาขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลกในการลดการใช้ทรัพยากรและจัดการของเสียอย่างยั่งยืน โดยประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและผู้บริโภคพลาสติกรายใหญ่ กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวสู่เส้นทางนี้
รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สะท้อนมุมมองเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยมี "ศักยภาพสูง" ในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกอย่างครบวงจร เนื่องจากมีพื้นฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังมีกรณีศึกษาความสำเร็จของโครงการขนาดเล็กในระดับชุมชนที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการนำพลาสติกใช้แล้วกลับมาผลิตใหม่
ทว่า ในภาพรวมระดับชาติ การขยายตัวของโครงการและการดำเนินการกลับ "ล่าช้ากว่าเป้าหมาย" ที่กำหนดไว้ในแผนโรดแมปการจัดการขยะพลาสติก โดยเฉพาะเป้าหมายปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ที่ไทยควรมีระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติกที่ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร
"หากจะก้าวให้ทันตามเป้าหมายดังกล่าว จากนี้ไปไทยต้องเร่งการดำเนินการในหลายมิติให้เร็วขึ้นถึง 2 – 4 เท่า ไม่ว่าจะเป็นการยุติการใช้พลาสติกในกลุ่ม Single-use Plastic, การเพิ่มอัตรารีไซเคิลพลาสติกให้ได้ 50-70% รวมถึงการขยายขนาดของตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน และการผลักดันหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) มาปรับใช้อย่างจริงจังเพื่อกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์" รศ.ดร.สัญญา กล่าวเน้นย้ำ
อุปสรรคเชิงระบบ: ขาดโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงและข้อมูลเศรษฐกิจที่ชัดเจน
อุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่านคือ การขาด "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่จะรองรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับประเทศ แม้จะมีโครงการขนาดเล็กในชุมชน แต่เมื่อต้องการขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลับขาดการเชื่อมโยงที่เป็นระบบ
- ขาดการเชื่อมโยงที่เป็นระบบ: ระบบยังขาดการติดตามผลิตภัณฑ์พลาสติกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำให้พลาสติกส่วนใหญ่หลังการบริโภค "หลุดออกจากระบบ" ไม่สามารถติดตามและรวบรวมกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเป็นวงจร ซึ่งต้องอาศัยกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เช่น การขนส่งและการจัดเก็บ
- ข้อมูลเศรษฐกิจไม่ครอบคลุม: ประเทศไทยยังขาดตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและครอบคลุมกิจกรรมหมุนเวียนทั้งหมด รวมถึงข้อมูลการลดการใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากปิโตรเลียม ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน
- ความแตกต่างของตัวเลขอัตราการรีไซเคิล: แม้แต่ตัวเลขปริมาณการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละรายงาน และตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงการวัดปริมาณวัตถุดิบที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เท่านั้น ยังไม่ได้สะท้อนถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในระบบ
ตีความ 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' ให้ทะลุ: ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการสร้างมูลค่าทั้งระบบ
อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ "ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน" ต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่การรีไซเคิล จนนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศเพื่อมารีไซเคิลในประเทศ ซึ่งถูกใช้เป็นใบเบิกทางภายใต้คำว่าเศรษฐกิจหมุนเวียน
"เศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่แค่ขั้นตอนการรีไซเคิล แต่ต้องครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การขนส่ง การรวบรวม การบำบัดมลพิษ ไปจนถึงการสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมุนเวียน" รศ.ดร.สัญญา เน้นย้ำว่า แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยใช้ทรัพยากรซ้ำ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และจัดการของเสียให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับวัสดุทางเลือก เช่น "พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Plastic)" ที่ผู้บริโภคเข้าใจว่าสามารถทิ้งที่ไหนก็ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างยิ่ง เนื่องจากพลาสติกกลุ่มนี้ถูกออกแบบให้ย่อยสลายได้ในสภาวะจำเพาะ เช่น ผ่านกระบวนการหมัก หรือสภาวะที่มีอุณหภูมิและแสงที่เหมาะสมเท่านั้น หากทิ้งโดยไม่คัดแยกหรือจัดการไม่เหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นไมโครพลาสติกและก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน
พฤติกรรมผู้บริโภค: หัวใจสำคัญที่ต้องมีแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม
พฤติกรรมของผู้บริโภคและการคัดแยกขยะในครัวเรือนยังคงเป็นอีกหนึ่ง "ปัจจัยวิกฤต" ที่ต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการนำไปรีไซเคิลหรือไม่ แต่เกิดจาก "ความสับสนของผู้บริโภค" ในวิธีการคัดแยกเนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายสูง และ "ขาดแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม" ในระดับผู้บริโภค
"ในต่างประเทศ เช่น ยุโรป มีระบบค่ามัดจำคืนเมื่อคืนขวด (Deposit-Return Scheme) ซึ่งสร้างแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมในระดับผู้บริโภค หากผู้บริโภคมีความเข้าใจและให้ความร่วมมือ ก็จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"
EPR และ PPP Plastic: กลไกสำคัญสร้างระบบ 'บังคับ' และ 'สมัครใจ'
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกิจกรรมที่ครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับ โดยมี "กลไกขับเคลื่อน" ที่สำคัญดังนี้:
- Extended Producer Responsibility (EPR): หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้ในปี 2570 โดย รศ.ดร.สัญญา มองว่า EPR จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างทั้ง 'ภาคบังคับ' และ 'ภาคสมัครใจ' ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เกิดแรงจูงใจเชิงระบบ และเอื้อให้เกิดความร่วมมือในระดับใหญ่
- การเชื่อมโยงกับวาระระดับโลก (Climate Action): การเชื่อมโยงเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ โดยเฉพาะการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change จะเป็นกลไกที่ทำให้ผู้ประกอบการที่นำพลาสติกกลับเข้าสู่ระบบได้รับ "พลาสติกเครดิต" ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจโดยธรรมชาติ
- ความร่วมมือภาครัฐ-ธุรกิจ-ประชาสังคม (PPP Plastics): การจัดตั้งสมาคม PPP Plastics เพื่อผลักดันการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ถือเป็นทิศทางที่ดีและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนในระดับประเทศยังจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
สรุปและทิศทาง: ความจำเป็นเร่งด่วนสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ การเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ก่อนที่วิกฤตมลพิษพลาสติกจะส่งผลกระทบเกินเยียวยา การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องอาศัยพลังร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีกลไก EPR เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งรัดกระบวนการให้เกิดผลในระดับที่ใหญ่และครอบคลุมยิ่งขึ้น