ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดมีมติลดดอกเบี้ย
ดอลลาร์อ่อนค่า หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดดอกเบี้ย
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 8-12 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (8/12) ที่ระดับ 31.89/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/12) ที่ระดับ 31.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฟื้นตัวเล็กน้อยหลังการปรับตัวอ่อนค่าในสัปดาห์ก่อน
ต่อมาในวันอังคาร (9/12) ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ระบุว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.67 ล้านตำแหน่งในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน จากระดับ 7.66 ล้านตำแหน่ง และ 7.23 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ย. และ ส.ค.ตามลำดับ
ส่วนตัวเลขการปลดออกจากงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.9 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 ขณะที่อัตราการลาออกโดยสมัครใจ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี อีกทั้ง ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4,750 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 พ.ย. บ่งชี้ถึงการขยายตัวของตลาดแรงงานสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติ 9-3 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันพุธ (10/12) ตามการคาดการณ์ของตลาด ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และ ต.ค. ซึ่งสมาชิก FOMC จำนวน 9 รายลงมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่ 3 รายโหวตสวนมติดังกล่าว ซึ่งเป็นจำนวนสมาชิก FOMC มากที่สุดที่โหวตสวนมติที่ประชุมนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2562
โดยสตีเฟน มีแรน ลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ส่วนเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี และออสแตน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโก ลงมติให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.0% นอกจากนี้ มีการระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลงในปีนี้ และอัตราว่างงานปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนอัตราเงินเฟ้อได้ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ช่วงต้นปีและยังคงอยู่ในระดับสูง
อีกทั้งคณะกรรมการฯ จะยังคงจับตาข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะได้รับในวันข้างหน้า และเตรียมความพร้อมเพื่อปรับแนวทางนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เฟดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ สำหรับการปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2568-2571 คาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568, 2569, 2570 และ 2571 อยู่ที่ระดับ 1.7%, 2.3%, 2.0% และ 1.9% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เดิมในเดือน ก.ย.ว่าจะมีการขยายตัว 1.6%, 1.8%, 1.9% และ 1.8% ตามลำดับ
ขณะที่อัตราการขยายตัวในระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 1.8% ต่อมา เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟต กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่านโยบายการเงินของเฟดอยู่ในสถานะที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในวันข้างหน้า พร้อมกับกล่าวว่า ทิศทางของนโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่
ขณะที่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3% ทั้งนี้นักลงทุนจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่จะมีการประกาศในสัปดาห์หน้าเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดต่อไป
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายมีการยกระดับทางการทหาร ส่งผลให้ความกังวลก่อตัวขึ้น และคาดการณ์ว่าการเจรจาดีลการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอาจยืดเยื้อไม่ทันสิ้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศ
ต่อมาสถานการณ์การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะสุญญากาศ ภายหลังการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล นับเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่บนเวทีการเมืองไทยรอบใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงการกลับไปสู่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่สะท้อนแรงกดดันที่สะสมอยู่ทั้งภายในรัฐบาลและจากสังคม โดยเฉพาะความคาดหวังต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและความขัดแย้งภายในฝ่ายบริหารเอง
ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.58-31.93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 31.62/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (8/12) ที่ระดับ 1.1651/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/12) ที่ระดับ 1.1654/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะไม่รีบร้อนปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยอ้างอิงจากถ้อยแถลงของประธาน และเจ้าหนี้ ECB
อีกทั้งยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือน ต.ค.ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวลง 0.5% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากสหภาพยุโรป (EU) ที่เข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ ท่ามกลางยอดสั่งซื้อจากสหรัฐ และจีนที่ดิ่งลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากเครดิตรีฟอร์ม ระบุว่า จำนวนบริษัทล้มละลายในเยอรมนีปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเป็นเวลานาน รวมทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายภายในประเทศ ขณะที่การล้มละลายเพิ่มขึ้นเกือบทุกภาคส่วนหลักของเยอรมนี โดยบริษัทล้มละลายในภาคการผลิตและการค้าเพิ่มขึ้นกว่า 10%
ขณะที่ภาคบริการมีการล้มละลายอยู่ที่ประมาณ 14,000 ราย เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วงสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโร ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1616-1.1762 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 1.1741/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (8/12) ที่ระดับ 154.92/93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/12) ที่ระดับ 154.91/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่า หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันจันทร์ (8/12) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริง หดตัวลง 2.3% ในไตรมาส 3/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัว 1.8%
โดยเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการลงทุนในภาคธุรกิจ และความไม่แน่นอนที่เป็นผลมาจากภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นของสหรัฐ อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการส่งออกของญี่ปุ่นจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มคลี่คลายลงหลังการเจรจา ส่วน GDP ที่แท้จริงที่ปรับค่าเงินเฟ้อเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส หดตัวลง 0.6% ในไตรมาส 3 เทียบกับการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัวลง 0.4%
ขณะที่ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าในช่วงกลางสัปดาห์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับสูงจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์เพิ่มคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.95-156.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 155.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดมีมติลดดอกเบี้ย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net