โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดมีมติลดดอกเบี้ย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ธ.ค. 2568 เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2568 เวลา 10.44 น.

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดดอกเบี้ย

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 8-12 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (8/12) ที่ระดับ 31.89/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/12) ที่ระดับ 31.85/86 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฟื้นตัวเล็กน้อยหลังการปรับตัวอ่อนค่าในสัปดาห์ก่อน

ต่อมาในวันอังคาร (9/12) ดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาด สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ระบุว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.67 ล้านตำแหน่งในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน จากระดับ 7.66 ล้านตำแหน่ง และ 7.23 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ย. และ ส.ค.ตามลำดับ

ส่วนตัวเลขการปลดออกจากงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.9 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 ขณะที่อัตราการลาออกโดยสมัครใจ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี อีกทั้ง ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4,750 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 พ.ย. บ่งชี้ถึงการขยายตัวของตลาดแรงงานสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติ 9-3 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันพุธ (10/12) ตามการคาดการณ์ของตลาด ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และ ต.ค. ซึ่งสมาชิก FOMC จำนวน 9 รายลงมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่ 3 รายโหวตสวนมติดังกล่าว ซึ่งเป็นจำนวนสมาชิก FOMC มากที่สุดที่โหวตสวนมติที่ประชุมนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2562

โดยสตีเฟน มีแรน ลงมติให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ส่วนเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี และออสแตน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโก ลงมติให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75-4.0% นอกจากนี้ มีการระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลาง ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลงในปีนี้ และอัตราว่างงานปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ส่วนอัตราเงินเฟ้อได้ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่ช่วงต้นปีและยังคงอยู่ในระดับสูง

อีกทั้งคณะกรรมการฯ จะยังคงจับตาข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะได้รับในวันข้างหน้า และเตรียมความพร้อมเพื่อปรับแนวทางนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้เฟดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ สำหรับการปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2568-2571 คาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568, 2569, 2570 และ 2571 อยู่ที่ระดับ 1.7%, 2.3%, 2.0% และ 1.9% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์เดิมในเดือน ก.ย.ว่าจะมีการขยายตัว 1.6%, 1.8%, 1.9% และ 1.8% ตามลำดับ

ขณะที่อัตราการขยายตัวในระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 1.8% ต่อมา เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟต กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ว่านโยบายการเงินของเฟดอยู่ในสถานะที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในวันข้างหน้า พร้อมกับกล่าวว่า ทิศทางของนโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่

ขณะที่การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3% ทั้งนี้นักลงทุนจับตาดูการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่จะมีการประกาศในสัปดาห์หน้าเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดต่อไป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายมีการยกระดับทางการทหาร ส่งผลให้ความกังวลก่อตัวขึ้น และคาดการณ์ว่าการเจรจาดีลการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอาจยืดเยื้อไม่ทันสิ้นปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศ

ต่อมาสถานการณ์การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะสุญญากาศ ภายหลังการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล นับเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่บนเวทีการเมืองไทยรอบใหม่ เพราะไม่ใช่เพียงการกลับไปสู่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่สะท้อนแรงกดดันที่สะสมอยู่ทั้งภายในรัฐบาลและจากสังคม โดยเฉพาะความคาดหวังต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจและความขัดแย้งภายในฝ่ายบริหารเอง

ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.58-31.93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 31.62/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (8/12) ที่ระดับ 1.1651/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/12) ที่ระดับ 1.1654/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะไม่รีบร้อนปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยอ้างอิงจากถ้อยแถลงของประธาน และเจ้าหนี้ ECB

อีกทั้งยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือน ต.ค.ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.1% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะหดตัวลง 0.5% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากสหภาพยุโรป (EU) ที่เข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ ท่ามกลางยอดสั่งซื้อจากสหรัฐ และจีนที่ดิ่งลงอย่างหนัก

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากเครดิตรีฟอร์ม ระบุว่า จำนวนบริษัทล้มละลายในเยอรมนีปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเป็นเวลานาน รวมทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายภายในประเทศ ขณะที่การล้มละลายเพิ่มขึ้นเกือบทุกภาคส่วนหลักของเยอรมนี โดยบริษัทล้มละลายในภาคการผลิตและการค้าเพิ่มขึ้นกว่า 10%

ขณะที่ภาคบริการมีการล้มละลายอยู่ที่ประมาณ 14,000 ราย เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วงสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโร ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1616-1.1762 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 1.1741/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (8/12) ที่ระดับ 154.92/93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (5/12) ที่ระดับ 154.91/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่า หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันจันทร์ (8/12) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริง หดตัวลง 2.3% ในไตรมาส 3/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งต่ำกว่าการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัว 1.8%

โดยเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการลงทุนในภาคธุรกิจ และความไม่แน่นอนที่เป็นผลมาจากภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นของสหรัฐ อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าการส่งออกของญี่ปุ่นจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มคลี่คลายลงหลังการเจรจา ส่วน GDP ที่แท้จริงที่ปรับค่าเงินเฟ้อเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส หดตัวลง 0.6% ในไตรมาส 3 เทียบกับการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัวลง 0.4%

ขณะที่ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าในช่วงกลางสัปดาห์จากการอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับสูงจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์เพิ่มคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 154.95-156.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/12) ที่ระดับ 155.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดมีมติลดดอกเบี้ย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...