โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ธุรกิจเด็กหลอดแก้วดีมานด์ทะลัก โรงพยาบาลเปิดศึกแย่งลูกค้าจีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 เม.ย. 2566 เวลา 01.26 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2566 เวลา 00.35 น.

รพ.เอกชน คึกคักรับดีมานด์คนไข้จีนอยากมีลูกเพิ่ม โอกาสทองศูนย์ไอวีเอฟ-เด็กหลอดแก้ว บำรุงราษฎร์-บางกอกเชน-เมดพาร์ค-เอกชัย เร่งโปรโมต ทำการตลาด จับมือเอเย่นต์ขนคนจีนเข้ามารักษา ชี้จุดแข็ง หมอไทยเก่ง-ค่าบริการถูก-การรักษามีคุณภาพมาตรฐาน หนุนตลาดเติบโตก้าวกระโดด เผยเมื่อปี 2562 โกยเงินรายได้เข้าประเทศเฉียด ๆ 5 พันล้าน

ปัจจัยจากนโยบายการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ของทางการจีน และอนุญาตให้ชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศได้ และสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลาย นอกจากจะส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวค่อย ๆ กลับมาฟื้นตัวขึ้นแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลกลับมามีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการให้บริการศูนย์รักษาภาวะการมีบุตรยาก

ที่ขณะนี้โรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งเริ่มกลับมาเปิดให้บริการและเริ่มมีการทำการตลาดมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อจะรองรับกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทย และชาวจีนที่ต้องการจะมีบุตรเพิ่มตามนโยบายของทางการจีนที่อนุญาตให้มีบุตรได้มากกว่า 1 คน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเข้ามาตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป

แนวโน้ม “ไอวีเอฟ” คึกคัก

ศ.ดร.นายแพทย์เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH กลุ่ม รพ.เกษมราษฎร์, เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, การุญเวช และเวิลด์ เมดิคอล เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่รัฐบาลจีนผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้คนจีนเดินทางออกท่องเที่ยวต่างประเทศได้

ล่าสุดขณะนี้เริ่มเห็นคนไข้ชาวจีนเริ่มทยอยเดินทางเข้ามามากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมาด้วยเรื่องเวลเนส การดูแลสุขภาพ การดูแลตัวเอง เรื่องของความสวยความงาม ซึ่งตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เวิลด์ เมดิคอล ก็เริ่มมีคนไข้ชาวจีนที่มาเป็นกรุ๊ป เข้ามาทำในเรื่องของเวลเนส ตรวจเช็กร่างกาย

นอกจากนี้ยังคาดว่า ปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เด็กหลอดแก้ว หรือศูนย์รักษาภาวะการมีบุตรยาก (IVF) ของ รพ.ต่าง ๆ ก็จะเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น หลังจากที่ชะลอตัวลงเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา สำหรับบางกอก เชนฯเอง โดยในส่วนของ รพ.เวิลด์ เมดิคอล ก็ได้กลับมาเปิดศูนย์ IVF อีกครั้ง เพื่อรองรับดีมานด์จากชาวจีน ที่คาดว่าจะทยอยเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากนี้ ศูนย์นี้ก็จะรองรับกลุ่มคนไข้จากประเทศลิเบีย ที่ รพ.ได้มีการติดต่อประสานงานกับสถานทูตไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอนของการทยอยนำคนไข้เข้ามา

ล่าสุดเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา บางกอก เชนฯ ก็ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท ลาวิดา แอดวานซ์ เฟอร์ติลิตี้ แอนด์ เจเนติกส์ เซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อดูแลจัดการรับและส่งต่อผู้ป่วยจากจีน เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่ รพ.เวิลด์ เมดิคอล โดยเน้นกลุ่มผู้รับบริการรักษาภาวะผู้มีบุตรยาก และกลุ่มผู้รับบริการด้าน antiaging หรือเวชศาสตร์ชะลอวัย

เตรียมพร้อมรับจีนอยากมีลูก

แหล่งข่าวระดับสูงจากโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ตลาดรักษาภาวะการมีบุตรยากในไทยยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีชื่อเสียงและมีคุณภาพการรักษาที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทั้งในแง่ของชื่อเสียงของแพทย์ คุณภาพและมาตรฐานการรักษา รวมทั้งอัตราค่าบริการที่ถูกกว่าหลาย ๆ ประเทศ ทั้งสหรัฐ สิงคโปร์ และมาเลเซีย

นอกจากนี้ การขยายตัวของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากขึ้นก็จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตลาดนี้เติบโตมากขึ้น ซึ่งความต้องการมีบุตรเพิ่มของคนจีน หลังทางการจีนมีนโยบายส่งเสริมให้มีบุตรได้มากกว่า 1 คน จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ขณะที่ นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร รพ.เอกชัย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลจีนผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้คนจีนเดินทางออกท่องเที่ยวต่างประเทศได้ คาดว่าจะส่งผลดีกับ รพ.เอกชัย

และคาดว่าลูกค้าชาวจีนน่าจะกลับมาใช้บริการศูนย์ IVF ของ รพ.มากขึ้น และจะทำให้จำนวนลูกค้า IVF เพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากลุ่มลูกค้าชาวจีนจะเดินทางเข้ามาตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป หรืออย่างเร็วอาจจะเป็นช่วงปลายไตรมาส 2/2566 โดยปีนี้ตั้งเป้าลูกค้ามาใช้บริการที่ศูนย์ IVF ประมาณ 300 คู่ จากปี 2565 มีลูกค้าใช้บริการ 100 คู่

ก่อนหน้านี้ นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และกรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดเผยว่า มีแผนจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ต้องการจะเข้ามารักษาภาวะการมีบุตรยาก และอยู่ระหว่างการเจรจากับเอเย่นต์ในประเทศจีน

จัดแพ็กเกจรับคนไข้ไทย-เทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้โรงพยาบาลหลาย ๆ แห่งเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการทำการตลาดศูนย์รักษาภาวะการมีบุตรยาก เพื่อรองรับดีมานด์ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างประเทศที่คาดว่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เช่น รพ.บำรุงราษฎร์ ที่มีการโปรโมต ศูนย์การเจริญพันธุ์และคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก (ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา) ด้วยการชูจุดเด่นในเรื่องความพร้อมของทีมแพทย์และบุคลากรผู้ชำนาญการเฉพาะทางที่จะให้การดูแลคนไข้อย่างครบวงจรในที่เดียว

เช่นเดียวกับ รพ.ธนบุรีบำรุงเมือง ได้ลงนามความร่วมมือ MOU กับบริษัท นิวเซจ (ปักกิ่ง) อินโฟเมชั่น เทคโนโลยี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลปัญหาการมีบุตรยาก ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ บริษัท พระราม 3 เฟอร์ทิลิตี้ แอนด์ ยีน เซ็นเตอร์ จำกัด (ปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก

จากการสำรวจพบว่า ขณะนี้ รพ.หลาย ๆ แห่งมีการจัดแพ็กเกจเพื่อกระตุ้นตลาดด้วย เช่น บำรุงราษฎร์ จัดแพ็กเกจการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยใช้การปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ราคาเริ่มต้นที่ 350,900 บาท แบบเหมาจ่าย (ถึง 30 มิ.ย. 66) นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจอื่น ๆ อาทิ แพ็กเกจเพื่อคัดกรองภาวะมีบุตรยาก (สตรี), แพ็กเกจฝากไข่ (โปรแกรมการแช่แข็งเก็บรักษาเซลล์ไข่) เป็นต้น

ขณะที่ รพ.กรุงเทพ แพ็กเกจการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยแบ่งเป็นแพ็กเกจสำหรับคนไทย และชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย เช่น แพ็กเกจ A กระตุ้นไข่จนถึงใส่ตัวอ่อน และการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก ราคา 260,500 บาท แพ็กเกจ B ผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป/เคยมีประวัติแท้งมาก่อน การกระตุ้นรังไข่เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว การเจาะเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอด การตรวจโครโมโซมและแช่แข็งตัวอ่อน (3 Embryo) และการย้ายกลับตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ราคา 359,500 บาท (1 ม.ค.-31 ธ.ค. 66)

ส่วน รพ.เมดพาร์ค แพ็กเกจการรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยใช้การปฏิสนธิภายนอกร่างกายเด็กหลอดแก้ว หรืออิ๊กซี่ โดยจะฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่ และนำไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ และฝังตัวอ่อนในมดลูกเพื่อกระตุ้นการตั้งครรภ์ ราคา 279,999 บาท (ราคานี้เฉพาะชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ระยะเวลาถึง 30 มิ.ย. 66 นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพเพื่อประเมินภาวะมีบุตรยาก สำหรับผู้ชาย-ผู้หญิง (ถึง 30 มิ.ย. 66)

รายงานข่าวจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยรายชื่อของโรงพยาบาลและสถานบริการที่ให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่ได้รับอนุญาต ณ วันที่ 22 มี.ค. 2566 มีทั้งสิ้น 107 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาล 46 แห่ง คลินิกอีก 61 แห่ง โดยตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 75 แห่ง และต่างจังหวัด 32 แห่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจเชิงสถิติของ สบส.เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2562 พบว่า การให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4,500 ล้านบาท โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

และอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทย ได้รับความเชื่อมั่นจากชาวไทยและชาวต่างประเทศก็คือ การมี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ควบคุม กำกับการใช้เทคโนโลยีให้มีความถูกต้อง เป็นไปตามมาตรฐาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...