เทพกระบี่แปดดินแดน
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเทพกระบี่แปดดินแดน
ประพันธ์โดย : 云泪天雨 I แปลและเรียบเรียงโดย : หลินฮุ่ย
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Beijing Gardenium Cultural Broadcasting Co., LTD(17K)
“ผู้ใดไร้จิตอสูร มันล้วนเป็นตัวไร้ค่าของแผ่นดินนี้”
“เยี่ยเฉินเฟิง” เด็กหนุ่มที่อดีตเคยมากไปด้วยพรสวรรค์ ถึงขั้นถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะแห่งแคว้นคนต่อไป
แต่ชะตากลับเล่นตลก เมื่อจิตอสูรที่ถูกปลุกขึ้นมา… ช่างไม่ต่างกับขยะสิ้นดี!
ต่อให้พรสวรรค์สูงส่งมากเพียงใด แต่ถ้าหากไร้จิตอสูร ก็แทบไม่ต่างจาก ‘คนไร้ค่า’ ในดินแดน
ทว่า ในตอนที่ชีวิตของเขาร่วงตกลงมาจุดต่ำสุด กลับเป็นสวรรค์ที่ประทานของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่เขา
เด็กหนุ่มได้ครอบครองพลังจาก ‘สมองกลืนเทวะ’ ที่บรรจุความทรงจำแพทย์และวิชายันต์อักขระสุดเลิศล้ำ
ผสานกับทักษะ ‘กลืนวิญญาณ’ ที่สามารถ ‘กลืนจิตอสูร’ จากศัตรูมาเป็นของตนได้!
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
เทพมรณะ
“ฮึ่ม ฮึ่ม เสินเต้าซวี เจ้ายังอยู่ที่นี่อีกงั้นหรือ!”
ยามที่คลื่นกระบี่น่าสะพรึงกลัวสายนั้นแทงลึกลงไปในทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะ เสียงตวาดเดือดดาลก็ดังแทรกมาจากใต้ก้นทะเลสาบ เสียงอันน่าหวาดกลัวนั้นสร้างคลื่นกระเพื่อมรุนแรงขึ้นบนผิวน้ำ
ครู่ต่อมา กะโหลกศีรษะขนาดใหญ่ยักษ์ก็โผล่พ้นผิวทะเลสาบออกมา ขนาดของกะโหลกศีรษะนั้นเท่ากับภูเขาลูกย่อมๆ อ้าปากใช้เขี้ยวแหลมคมกัดม่านพลังของค่ายกลบรรพกาลสังหารที่ครอบทับทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะอยู่
“ฮึ หยุดทำตัวเร้นลับซับซ้อนเถอะ การโจมตีของเจ้าใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก!”
เมื่อเห็นกะโหลกศีรษะปรากฏออกมาจากทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะ เสินเต้าซวีก็แค่นเสียงเย็นชา ควบคุมค่ายกลบรรพกาลสังหารให้สำแดงคลื่นอาวุธอันไร้ขอบเขต ซัดโจมตีกะโหลกศีรษะที่ราวกับภูเขาลูกเล็ก ป่นกะโหลกที่น่าสะพรึงกลัวนั้นจนแหลกในการโจมตีเดียว
“ค่ายกลบรรพกาลสังหาร เจ้าคิดว่าค่ายกลบรรพกาลสังหารพรรค์นั้นจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ?”
เสียงดุร้ายดังออกมาจากก้นบึ้งของทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะ กะโหลกศีรษะที่น่าพรั่นพรึงอีกสองชิ้นพลันปรากฏออกมา อ้าปากสีแดงฉานโจมตีใส่เสินเต้าซวี
ทว่าภายใต้อานุภาพโจมตีของค่ายกลบรรพกาลสังหาร ไม่ว่าเทพมรณะจะอัญเชิญกะโหลกศีรษะออกมาสักกี่ชิ้นก็ไม่สามารถทำอะไรเสินเต้าซวีได้ ถูกค่ายกลบรรพกาลสังหารซัดจนแหลกละเอียดอย่างต่อเนื่อง
“พลังโจมตีน่ากลัวมาก นี่น่ะหรือพลังที่แท้จริงของยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของพิภพเสมือนเทพ?”
แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะยืนอยู่ห่างมาก แต่พลังทำลายจากการปะทะของเสินเต้าซวีและเทพมรณะกลับส่งผลมาไกลถึงตรงนี้ ทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวนและตกตะลึงอย่างมาก
เขามีลางสังหรณ์ว่า ด้วยพลังเขตแดนมรรคาเทวะห้าดาวของตนเองในยามนี้ เกรงว่าแม้แต่การโจมตีเดียวของเทพมรณะก็ไม่น่าจะต้านทานไหว คงถูกอีกฝ่ายระเบิดร่างเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตาเดียวแน่
“เฉินเฟิง อีกเดี๋ยวพอเทพมรณะปรากฏตัวออกมา เจ้าจงมอบต้นเทวะโกลาหลให้ข้า แล้วส่งกระดานก่อเกิดดับสูญให้สิงโตทมิฬ!”
ระหว่างที่เสินเต้าซวีควบคุมค่ายกลบรรพกาลสังหารต่อสู้อยู่นั้น ก็ได้ถ่ายทอดเสียงไปบอกเยี่ยเฉินเฟิงที่อยู่ห่างออกไป
“เข้าใจแล้ว!”
เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำ อัญเชิญกระดานก่อเกิดดับสูญออกมาแล้วมอบให้สิงโตทมิฬที่อยู่ข้างๆ
“เจ้าเด็กเผ่ามนุษย์ อีกเดี๋ยวพอเริ่มประมือกันเจ้าก็หลบไปอยู่ไกลๆ หน่อยล่ะ ไม่อย่างนั้นเจ้าอาจจะโดนลูกหลงฆ่าตายเอาไว้!” สิงโตทมิฬรับกระดานก่อเกิดดับสูญแล้วเอ่ยเตือนเสียงกดต่ำ
“อืม!”
เยี่ยเฉินเฟิงตระหนักดีว่าการต่อสู้ระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะยื่นมือเข้าไปสอดได้ จึงพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ตูม ตูม ตูม!”
การประมือระหว่างเสินเต้าซวีกับเทพมรณะรุนแรงมากถึงขั้นฟ้าถล่มดินทลาย ดวงตะวันจันทราอับแสง พลังโจมตีน่าสะพรึงกลัวทำลายพื้นที่รอบข้างจนพังยับเยิน ห้วงมิติทั้งหมดแทบจะพังทลาย
ลำแสงเจิดจ้าจำนวนมากสาดส่องสะท้อนไปทั่วทุกแห่งหน แยงตาเยี่ยเฉินเฟิงที่อยู่ห่างออกไปจนลืมตาไม่ขึ้น เจตจำนงอันไร้ขอบเขตประหนึ่งสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ตกกระทบพื้นดินที่เต็มไปด้วยรอยร้าวจนเกิดหลุมลึกจำนวนมาก
ระหว่างที่เสินเต้าซวีใช้ค่ายกลบรรพกาลสังหารต่อกรกับเทพมรณะ พลังงานจากอาวุธบรรพชนทั้งสิบชิ้นก็หลอมรวมลงในกระบี่เสินซวีอย่างกะทันหัน กระตุ้นพลังโจมตีขั้นสูงสุดของกระบี่เสินซวี กลายเป็นกระบี่เทวะยาวหลายร้อยจั้งที่โอบล้อมไปด้วยอานุภาพมรรคาไร้พ่าย แทงทะลุกะโหลกศีรษะจำนวนมากตรงดิ่งลงไปใต้ทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะ
“ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม เสินเต้าซวี วันนี้ข้าจะต้องจำกัดเจ้าให้สิ้นซาก!”
เมื่อถูกกระบี่เสินซวีอาวุธบรรพชนระดับสูงสุดโจมตีใส่ เสียงตวาดอย่างโกรธจัดก็ดังออกมาเป็นระยะ
จากนั้น เงาจำแลงเคียวขนาดยักษ์สายหนึ่งก็ปรากฏออกมาจากทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะ ฟันปะทะกระบี่เทวะยาวหลายร้อยจั้ง
“ตูม!”
อาวุธเทวะทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อเกิดเสียงดังสะท้านไปยันเก้าชั้นฟ้า พื้นที่รัศมีหลายลี้โดยรอบพังถล่ม
“เฉินเฟิง ส่งต้นเทวะโกลาหลมาให้ข้า!”
ยามที่ทุกแห่งหนถูกความโกลาหลเข้าปกคลุม เสียงเร่งรัดของเสินเต้าซวีก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเยี่ยเฉินเฟิง
“ได้!”
เยี่ยเฉินเฟิงอัญเชิญต้นเทวะโกลาหลออกมาแล้วส่งให้เสินเต้าซวีโดยปราศจากความลังเล
ตอนนั้นเอง ทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะที่กำลังปั่นป่วนก็ปรากฏวังวนน้ำขนาดใหญ่ โลงศพหินสีดำสนิท กลืนกินรัศมีของทุกสรรพสิ่งและมีลวดลายโบราณสลักอยู่บนพื้นผิวก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากวังวนน้ำ
“ในที่สุดเทพมรณะก็ปรากฏกายแล้ว!”
เมื่อเห็นโลงศพหินสีดำ เยี่ยเฉินเฟิงก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันทางจิตวิญญาณทันที ราวกับว่ามีภูเขาทั้งลูกกดทับในห้วงจิตวิญญาณของเขา หนักอึ้งจนเขาหายใจแทบไม่ออก
“ตัวหลักโผล่ออกมาแล้ว เจ้าเด็กมนุษย์ ถอยออกไปไกลๆ หน่อยล่ะ!”
สิงโตทมิฬหันมาเตือนอย่างเย็นชา ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับกระดานก่อเกิดดับสูญและรูปสลักเทพสิงโต ตั้งใจจะช่วยเหลือเสินเต้าซวีต่อกรกับเทพมรณะโดยเตรียมใจตายเอาไว้แล้ว
“เสินเต้าซวี เจ้านี่ช่างดื้อด้านเสียจริงนะ รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางสังหารข้าได้ แต่ก็ยังไม่ยอมถอดใจสักที ทำแต่เรื่องที่ต้องเปลืองแรงโดยเปล่าประโยชน์!” เสียงเกรี้ยวกราดดังออกมาจากภายในโลงศพหินสีดำ
“งั้นหรือ?” เสินเต้าซวีแค่นเสียงเย็นชา ควบคุมต้นเทวะโกลาหลที่มีอานุภาพเทียบเท่าอาวุธบรรพชนระดับสูงสุดให้ทิ้งตัวลงมากดทับโลงศพหินสีดำเอาไว้
“ต้นเทวะโกลาหล ทำไมเจ้าถึงมีต้นเทวะโกลาหลได้ล่ะ!” เมื่อสัมผัสพลังโกลาหลที่อยู่ภายในต้นเทวะโกลาหลได้ เทพมรณะก็โพล่งออกมาด้วยความตกใจ “มันเป็นใครกัน ใครกันที่บุกเข้ามาที่นี่แล้วนำต้นเทวะโกลาหลมาให้เจ้า”
“ต้นเทวะโกลาหล ผนึกโลงศพหิน!”
เสินเต้าซวีไม่สนใจเสียงคำรามของเทพมรณะ เขาถ่ายเทสัทท์บรรพชนจำนวนมากลงในต้นเทวะโกลาหล ควบคุมต้นเทวะโกลาหลให้ขยายใหญ่และแผ่รากไม้ห้าสีจำนวนหลายแสนออกมา ห่อหุ้มโลงศพหินสีดำเอาไว้อย่างหนาแน่นราวกับขนมบ๊ะจ่าง
“ฮึ่ม ฮึ่ม ต่อให้เจ้ามีต้นเทวะโกลาหลแล้วมันอย่างไรล่ะ เจ้าคิดว่าจะฆ่าข้าได้อย่างนั้นหรือ!”
ยามที่โลงศพหินสีดำถูกต้นเทวะโกลาหลสะกดเอาไว้ เทพมรณะก็เกิดหวาดหวั่นขึ้นมาเล็กน้อย เขาแผดเสียงตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง ควบคุมเคียวเทพมรณะอาวุธบรรพชนระดับสูงสุด ฟันทะลุโลงศพหินสีดำออกไปโจมตีอย่างดุดัน คิดจะสะบั้นต้นเทวะโกลาหลให้แหลกเป็นชิ้นๆ
ทว่าต้นเทวะโกลาหลที่กลืนกินต้นเทพมังกรเข้าไป เกิดการวิวัฒนาการจนน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก จึงสามารถทนการโจมตีผ่ามิติของเคียวเทพมรณะได้ มันปิดตายโลงศพหินสีดำ ไม่ปล่อยให้เทพมรณะหลุดออกมาได้
“สิงโตทมิฬ พวกเราทำลายโลงศพหินให้พังสักจุดหนึ่ง แล้วสังหารเจ้าเทพมรณะนั่นให้สิ้น!”
ตอนนั้นเอง เสินเต้าซวีก็ควบคุมค่ายกลบรรพกาลสังหารโจมตีใส่โลงศพหินสีดำอย่างโหดเหี้ยม สิงโตทมิฬก็ใช้รูปสลักเทพสิงโตขนาดใหญ่ยักษ์และกระดานก่อเกิดดับสูญช่วยสนับสนุนอยู่ข้างๆ การโจมตีน่าพรั่นพรึงทำลายโลงศพหินมุมหนึ่งจนแตกละเอียด
เมื่อโลงศพหินถูกทำลายไปมุมหนึ่ง เคียวเทพมรณะขนาดใหญ่ก็บินออกมาจากโลงศพโบราณ ขยายขนาดจนใหญ่ยักษ์และฟันใส่เสินเต้าซวีตามการควบคุมของเทพมรณะ
“สิงโตทมิฬ ควบคุมสมบัติอันยิ่งใหญ่ทั้งสองนั่นโจมตีโลงศพแบบสุดกำลังเลย ข้าจะหยุดเคียวเทพมรณะเอง!” เสินเต้าซวีถ่ายทอดเสียงไปบอก
“ได้!”
ยามเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต สิงโตทมิฬไม่เคยคิดจะออมมืออยู่แล้ว เขาพ่นแก่นเลือดลงไปในอาวุธบรรพชนทั้งสองชิ้นอย่างไม่นึกเสียดาย ควบคุมรูปสลักเทพสิงโตจำแลงเป็นเทพสิงโตที่เปี่ยมพลังอำนาจ ห้าวหาญเกรียงไกร ปลดปล่อยเสียงคำรามสะท้านสวรรค์ซัดกระทบโลงศพหินสีดำ
ในขณะเดียวกันก็ควบคุมกระดานก่อเกิดดับสูญให้หมุนควงด้วยความเร็วสูง ปลดปล่อยพลังแห่งความเป็นตายอันน่าพรั่นพรึง ส่งออกไปโจมตีเทพมรณะในโลงศพหินสีดำอย่างพร้อมเพรียงกัน
แม้พลังของสิงโตทมิฬจะอ่อนด้อยและห่างชั้นจากเทพมรณะมากโข แต่เทพมรณะถูกต้นเทวะโกลาหลสะกดอยู่ แล้วยังต้องโจมตีโดยมีโลงศพหินสีดำขวางกั้นเอาไว้อีก อานุภาพจึงอ่อนแอลงจนสร้างความเสียหายต่อสิงโตทมิฬน้อยมาก
ในทางกลับกัน การโจมตีของรูปสลักเทพสิงโตและกระดานก่อเกิดดับสูญกลับสร้างความเสียหายมหาศาลต่อเทพมรณะ มันสร้างบาดแผลให้ร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง
“เสินเต้าซวี ครั้งนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้เลย!”
หลังถูกรูปสลักเทพสิงโตและกระดานก่อเกิดดับสูญเล่นงานไม่หยุดหย่อน เทพมรณะก็เดือดดาลจนขาดสติ เขาระเบิดพลังเทวะสะท้านฟ้า ซัดทำลายโลงศพหินสีดำแข็งๆ จนแหลกละเอียด ปรากฏตัวออกมาโดยมีละอองแสงสีดำปกคลุม ทำให้มองไม่เห็นรูปโฉมที่แท้จริง
ทว่าเสี้ยวพริบตาที่โลงศพหินสีดำแหลกละเอียด ต้นเทวะโกลาหลก็ส่งรากห้าสีเข้าไปรัดพันธนาการร่างเขาทันที สะกดร่างต้นที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ขณะเดียวกัน เสินเต้าซวีก็ควบคุมค่ายกลบรรพกาลสังหารสะกดเคียวเทพมรณะอาวุธบรรพชนระดับสูงสุดเอาไว้ ทำให้เคียวเทพมรณะไม่อาจเรียกมันกลับไปได้
“เทพมรณะ เวลาตายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
หลังสะกดเคียวเทพมรณะสำเร็จ เสินเต้าซวีก็ส่งค่ายกลบรรพกาลสังหารลงไปใต้ทะเลสาบต้นกำเนิดมรณะที่ใกล้จะพังทลาย จากนั้นก็ดึงกระบี่เสินซวีที่ป็นแกนหลักของค่ายกลสังหารออกมา ซัดการโจมตีใส่เทพมรณะที่ถูกต้นเทวะโกลาหลสะกดการเคลื่อนไหว คิดจะฉวยโอกาสฆ่าเขาตอนที่เคียวเทพมรณะยังถูกสะกดเอาไว้
Kawebookพร้อมเสริฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
จะสายมันส์ สายหวาน ก็มีอีกเพียบ!
อัพเดตเร็วดี ตอนฟรีมากกว่า
อ่านเลย >>>http://kawebook.co/Xk51
สมองประหลาด
“หึ!”
เฉียวจิ้งยวนตวัดสายตามองตี๋วั่นเสียนที่กองอยู่กับพื้นในสภาพเลือดกบปากราวกับศพของสุนัข นางอดกลั้นความรู้สึกชาหนึบตรงบั้นท้ายและสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไม่ใยดี
เยี่ยเฉินเฟิงเมื่อเห็นว่าเฉียวจิ้งยวนไม่คิดที่จะปรายตาหันมามอง เขาก็ได้หัวเราะเยาะกับตัวเองเงียบๆ
หากเป็นเมื่อก่อน นอกจากเฉียวจิ้งยวนจะไม่เมินเฉยใส่ตนแล้ว ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาอกเอาใจตนด้วยซ้ำ แต่หลังจากได้รู้ว่าจิตวิญญาณของเขาไม่อาจรวมร่างเป็นจิตอสูรได้และถูกขับไล่ออกจากตระกูลเยี่ย ทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนไป
ด้วยเหตุนี้เองเยี่ยเฉินเฟิงจึงได้เผชิญกับความจริงที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นโหดร้ายเพียงใด
“แข็งแกร่ง ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้“
เยี่ยเฉินเฟิงกำหมัดแน่นและสาบานกับตัวเองในใจ แม้เขาจะรู้ดีว่าการที่เขาคิดอยากจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งโดยปราศจากจิตอสูรนั้นมันยากเย็นเพียงใด ไม่ว่าเบื้องหน้าจะมีขวากหนามมากมายขนาดไหน เขาก็จะมุ่งหน้าทำต่อไปอย่างกล้าหาญและไม่ย่อท้อ
หลังจากซื้อยาสมุนไพรราคาถูกมาได้ เยี่ยเฉินเฟิงก็เดินออกจากร้านโอสถไป
ถึงแม้ว่าการพักอาศัยอยู่ในสำนักไป๋ตี้จะมีทุกอย่างครบครันและสะดวกสบายมาก แต่หลังจากที่เยี่ยเฉินเฟิงถูกขับไล่ออกจากตระกูลเย่นั้น เขาก็สูญเสียการสนับสนุนด้านการเงินทั้งหมดไป เขาจำต้องเช่าบ้านหลังเล็กราคาถูกแถบชานเมืองไป๋ตี้อย่างไม่มีทางเลือกเพื่อประหยัดเงิน
“หือ นี่มันกลิ่นเลือดนี่ ทำไมถึงมีกลิ่นเลือดออกมาจากในบ้านล่ะ”
ทันทีที่เยี่ยเฉินเฟิงพาร่างกายอันเหนื่อยล้ากลับมาถึงบ้านหลังเล็ก ประสาทการดมกลิ่นอันฉับไวของเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดจางๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศ เขาจึงเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เยี่ยเฉินเฟิงหยุดยืนตรงหน้าประตู ในขณะที่สายตาก็กำลังสอดส่องหาสิ่งผิดปรกติ และเขาก็พบร่างอันเปื้อนเลือดอยู่ใต้กระถางต้นไม้เก่าแก่ต้นเดียวภายในห้อง ร่างดังกล่าวถูกของมีคมแทงทะลุหน้าอกและนอนจมกองเลือดแน่นิ่ง
“ศพ ทำไมในบ้านของข้าถึงมีศพโผล่มาได้ล่ะเนี่ย”
เยี่ยเฉินเฟิงยืนมองร่างนั้นอยู่ห่างๆ หัวคิ้วขมวดมุ่นด้วยความลังเล แต่ก็ยังเลือกที่จะเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อตรวจดูสถานการณ์
“ชุดพวกนี้หรูหรามาก ดูท่าตอนคนผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ คงจะเป็นคนใหญ่คนโตแท้เชียว”
ขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังตรวจดูเหตุการณ์อยู่นั้น เขาก็พบว่าชุดที่ร่างนั้นสวมใส่อยู่ ถึงแม้จะฉีกขาดหลุดลุ่ย แต่เมื่อได้ลองสัมผัสเนื้อผ้าดูแล้ว ผิวสัมผัสเรียบลื่นนุ่มมือมาก อีกทั้งไม่มีรอยเปื้อนฝุ่นดินเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นชุดที่มีพลังวิญญาณเป็นแน่
เขาอาศัยอยู่ในตระกูลเยี่ยตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ได้เปิดหูเปิดตารับรู้เรื่องราวต่างๆ มามากมาย แต่เขาไม่เคยพบชุดที่มีพลังวิญญาณสถิตเช่นนี้มาก่อน เพียงเสื้อผ้าที่ร่างนี้ได้สวมใส่อยู่นั้น ก็เป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่าฐานะของคนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย
“ไม่ได้การละ ต้องรีบฝังร่างเขาด่วนเลย หากปล่อยให้ศัตรูเขาล่วงรู้ว่าร่างเขาอยู่ที่นี่ ไม่แน่ข้าอาจจะถูกหมายหัวเอาได้”
เมื่อตัดสินใจได้ เยี่ยเฉินเฟิงก็เริ่มเคลื่อนย้ายร่างอันโชกเลือดไปทางหลังบ้าน และเตรียมขุดหลุมเพื่อฝัง
ในระหว่างที่กำลังเคลื่อนย้ายศพอยู่นั้น ก็มีแหวนวงหนึ่งหล่นออกมาจากเสื้อของร่างนั้นโดยบังเอิญ ตัวแหวนทำมาจากโลหะคล้ายทองคำ ตรงกลางฝังพลอยสีทองทึบและมีรอยแตกร้าวทั่วทั้งวง
“นี่คงไม่ใช่แหวนเอกภพหรอกนะ” ตระกูลเยี่ยมีแหวนที่คล้ายคลึงกันอยู่หนึ่งวง เป็นสมบัติตกทอดประจำตระกูลซึ่งคนทั่วไปไม่อาจพบเห็นได้ มูลค่าของมันนั้นมหาศาลยากที่จะประเมินค่า
ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงทดสอบพรสวรรค์และกำลังรุ่งโรจน์ เขาเคยเห็นแหวนวงนั้นอยู่ครั้งหนึ่ง
พอนึกถึงห้วงมิติที่ซ่อนอยู่ในแหวนเอกภพ ประกอบกับฐานะของคนผู้นี้ที่ไม่ธรรมดา ดวงตาของเยี่ยเฉินเฟิงพลันวาววับ
“แหวนเอกภพวงนี้คิดเสียว่าเป็นค่าเหนื่อยที่ข้าช่วยฝังศพของเจ้าก็แล้วกัน” เยี่ยเฉินเฟิงพุ่งไปที่ร่างซึ่งหน้าอกถูกเจาะทะลุ คว้าเอาแหวนเอกภพที่มีสภาพร้าวนั้นขึ้นมา
“ตูม!”
มือขวาของเยี่ยเฉินเฟิงเผลอออกแรงมากไปหน่อย จึงไม่ทันระวังบีบแหวนเอกภพที่อยู่ในสภาพซอมซ่อจนแตกละเอียด พลังผนึกป้องกันจึงระเบิดออกมา สะท้านสะเทือนจนแขนของเขาชาไปทั้งแถบ เลือดลมทั่วร่างปั่นป่วน กระอักเลือดออกมาอึกใหญ่ ร่างเอียงกระแทกพื้นแทบจะล้มทั้งยืน
หากไม่ใช่เพราะแหวนเอกภพวงนี้ชำรุดอย่างหนักและสูญเสียพลังผนึกป้องกันไปเกือบหมดแล้ว แรงจากการระเบิดตัวเองของพลังผนึกในแหวนเอกภพคงมากพอทำให้เยี่ยเฉินเฟิงเสียชีวิตได้ในทันที
“หืม นั่นอะไรน่ะ?”
หลังจากพลังผนึกจางหายไป เยี่ยเฉินเฟิงที่บาดเจ็บหนักก็สังเกตเห็นว่า นอกจากกล่องโลหะสี่เหลี่ยมสีดำเข้มกล่องหนึ่งและผลึกวิญญาณที่แตกหักอีกหลายก้อน สิ่งของอื่นล้วนเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้เขารู้สึกเสียดายและเจ็บใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ไม่รู้ว่าในกล่องดำใบนี้บรรจุอะไรเอาไว้บ้าง?” เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกสงสัยจึงเปิดกล่องออกดู ภายในกล่องดำนั้นปรากฏก้อนกลมๆ แปลกประหลาด…มันคือสมองมนุษย์ที่เซลล์กล้ามเนื้อยังเต้นตุบๆ
“สมอง กล่องใบนี้ใส่สมองคนสดๆ เอาไว้หรือนี่” เยี่ยเฉินเฟิงมองสมองสีแดงสดในกล่องอย่างงวยงง
“นี่มันสมองของคนแบบไหนกัน ทำไมเซลล์กล้ามเนื้อถึงยังเต้นอยู่ล่ะ”
ในความทรงจำของเยี่ยเฉินเฟิง ถ้าสมองถูกแยกออกจากกะโหลกจะต้องสูญเสียพลังชีวิตในทันที ไม่มีทางเต้นตุบๆ ราวกับมีชีวิตเช่นสมองตรงหน้านี้ได้
“ซี๊ด!”
ขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงใช้นิ้วจิ้มก้อนสมองสีแดงสดเบาๆ ด้วยความสงสัย นิ้วของเขาก็ราวกับถูกบางอย่างทิ่มแทง ความปวดแปลบแล่นขึ้นอย่างฉับพลัน
เมื่อเขาคิดจะชักนิ้วออกมา เขากลับพบว่านิ้วของตนนั้นถูกสมองตรงหน้าดูดยึดเอาไว้ เลือดสดๆ ปริมาณมากจากร่างเขารินไหลเข้าไปในสมองก้อนนั้น
หลังจากดูดเลือดจากนิ้วของเยี่ยเฉินเฟิงเข้าไป เซลล์สมองสีแดงสดก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เลือดแดงสดจำนวนหนึ่งไหลกลับเข้ามาตามนิ้วมือและเจาะทะลวงเข้าไปในร่างกายของเขา
“ตุ้บ!”
เยี่ยเฉินเฟิงคล้ายถูกค้อนหนักๆ ทุบเข้าที่ศีรษะอย่างจัง สะเทือนจนจิตวิญญาณของเขาสั่นระริก แทบจะล้มทั้งยืนในทันที
ครู่ต่อมา ความเจ็บปวดรวดร้าวปานจะขาดใจตายก็ปรากฏขึ้นในสมองของเยี่ยเฉินเฟิง ความรู้สึกคล้ายกับถูกเข็มเหล็กนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าไปในหัวสมองของเขา
ปวดร้าวจนเยี่ยเฉินเฟิงต้องยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมศีรษะ เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกจากหน้าผากเขาอย่างไม่ขาดสาย กลิ้งตัวทุรนทุรายอยู่บนพื้น ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
“นี่มันตัวบ้ากันอะไรวะ มันคิดจะกลืนกินสมองของข้างั้นเรอะ” ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสส่งผลให้เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกหายใจไม่ออกคล้ายร่างกำลังจะแตกสลาย
สิ่งที่มีมากกว่าความเจ็บปวดคือความหวาดกลัว เขากลัวว่าสมองของตนเองจะถูกสมองประหลาดก้อนนั้นกลืนกิน แล้วเขาก็จะกลายเป็นเพียงร่างเนื้อเดินได้ ไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิด
“ไม่ ข้ายังอยากไล่ตามวิถีแห่งการฝึกยุทธ์ถึงที่สุด ข้าจะตายไปพร้อมความคับแค้นใจเช่นนี้ไม่ได้”
เยี่ยเฉินเฟิงระเบิดเสียงคำรามออกมาท่ามกลางความปวดร้าว ปลายนิ้วจิกลึกลงบนหนังศีรษะ พยายามรักษาจิตใจของตนสุดกำลัง รั้งสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายไว้สุดแรง ต่อสู้ดิ้นรนด้วยใบหน้าซีดเซียว
หนึ่งนาที สองนาที สามนาที…
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งร้อยแปดสิบวินาที แต่สำหรับเยี่ยเฉินเฟิงแล้วนั้น มันช่างยาวนานคล้ายผ่านไปหนึ่งศตวรรษ ในตอนที่เขาเกือบจะสิ้นสติเพราะความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส โลหิตสีทองแปลกตาก็ปรากฏขึ้นที่เส้นชีพจรของเขาและไหลเวียนเข้าสู่สมอง
ครู่ต่อมา สมองประหลาดก้อนนั้นก็หยุดการกลืนกิน ภาพจำนวนมากไหลรินเข้าสู่ห้วงสมองของเยี่ยเฉินเฟิง
ในขณะที่สมองของเยี่ยเฉินเฟิงกำลังหลอมรวมภาพความทรงจำเหล่านั้น ดวงตาแดงฉานของร่างที่หน้าอกถูกแทงทะลุและเลือดที่รินไหลจนเกือบจะเหือดแห้งก็พลันเบิกโพลง
เมื่อเขาเห็นว่าสมองโลหิตในกล่องสีดำนั้นหายไป และมีกลุ่มหมอกโลหิตกำลังล้อมรอบศีรษะของเยี่ยเฉินเฟิงอยู่ ดวงตาสีแดงฉานของเขาก็ฉายแววประหลาดใจ
หลังจากนั้นความประหลาดใจในแววตาก็ถูกแทนที่ด้วยจิตสังหารทันที และเป็นจิตสังหารที่ดุดันเสียด้วย
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
.
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ชิ้นส่วนจิตวิญญาณ
“เจ้าฟื้นแล้วสินะ”
ในขณะที่ดวงตาอ่อนล้าของเยี่ยเฉินเฟิงค่อยๆ เปิดออก และเริ่มฟื้นคืนสติได้หลังจากสลบไป น้ำเสียงทุ้มต่ำกระแสหนึ่งก็ดังขึ้นกระทบโสตประสาทของเขา
“เจ้า เจ้ายังไม่ตายอีกเรอะ!” เยี่ยเฉินเฟิงเผยสีหน้าตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว เมื่อเห็นร่างของชายปริศนาที่ถูกของแหลมแทงทะลุอกและเลือดไหลโชกออกจากบาดแผลยืนอยู่ตรงหน้า
ในความคิดของเขา คนที่ถูกแทงทะลุหน้าอกและเลือดไหลแทบจะหมดตัวอยู่แล้วนั้น ไม่มีทางรอดมาได้หรอก เหตุการณ์ประหลาดเบื้องหน้าเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของเขามาก
“ทำไม นี่เจ้าอยากให้ข้าตายมากกระนั้นรึ?” ดวงตาของชายปริศนาเผยกลิ่นอายความอันตรายและเอ่ยถามอย่างไม่ยินดียินร้าย
“ย่อมมิใช่ ข้าเพียงประหลาดใจที่ผู้อาวุโสบาดเจ็บหนักขนาดนั้นแต่ยังดูปรกติดี” เยี่ยเฉินเฟิงใจกระตุกวูบ เมื่อสัมผัสถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในแววตาของชายปริศนาได้ จึงพยายามสงบจิตสงบใจของตัวเองและกล่าวอธิบาย
“งั้นรึ เช่นนั้นเจ้าอยากเก่งกาจให้ได้อย่างข้าไหมล่ะ” ชายปริศนาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแปลกๆ
“คือ…” หัวคิ้วของเยี่ยเฉินเฟิงกระตุกเบาๆ “ผู้อาวุโส ท่านต้องการให้ข้าคารวะท่านเป็นอาจารย์กระนั้นหรือ?”
หากเป็นคนทั่วไป คงดีอกดีใจแทบตายกับสมบัติที่หล่นมาจากฟากฟ้าเช่นนี้ แต่เยี่ยเฉินเฟิงไม่ได้หลงมัวเมาไปกับลาภลอยตรงหน้า เพราะเขารู้ซึ้งแก่ใจว่าบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาอย่างไร้ราคา ความหวาดระแวงในดวงตาเขาก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น
“การที่ข้าได้พบเจ้าก่อนตายเป็นสิ่งชี้ชัดแล้วว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน หากเจ้ายอมคารวะข้าเป็นอาจารย์ ข้าจะถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่มีให้แก่เจ้า ในยามที่เจ้าสำเร็จเคล็ดวิชาแล้ว แม้แต่กษัตริย์ในแคว้นแดนมนุษย์แห่งนี้ ยังต้องปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความเคารพ” ชายปริศนาจ้องเยี่ยเฉินเฟิงด้วยสายตาลึกล้ำ จนยากจะคาดเดาวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่าย
แม้ชายปริศนาจะพูดจาดูน่าเชื่อถือ แต่เยี่ยเฉินเฟิงกลับสัมผัสกระแสสังหารแผ่วบางในแววตาของเขาได้
‘เขาคิดจะสังหารข้า เพราะสมองโลหิตก้อนนั้นหรือ’
ความคิดอันน่าหวาดหวั่นผุดขึ้นในห้วงสมองของเยี่ยเฉินเฟิง จนรู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่างกาย สองขาก้าวถอยหลังอย่างไม่อาจควบคุมได้
“อะไรกัน เจ้าไม่อยากคารวะข้าเป็นอาจารย์กระนั้นรึ!?”
สีหน้าของชายปริศนาเริ่มถมึงทึง เมื่อเห็นเยี่ยเฉินเฟิงก้าวถอยหนีไม่ยอมหยุด น้ำเสียงที่ใช้ก็เย็นยะเยือกเกินบรรยาย จิตสังหารที่เก็บซ่อนไว้ในแววตาถูกเผยออกมาและไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
“ผู้อาวุโส การคารวะอาจารย์เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินไป ให้ข้าปรึกษากับครอบครัวเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจได้หรือไม่” เยี่ยเฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และแสร้งพูดขึ้นอย่างสุขุม
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? และเจ้ารู้หรือไม่ว่ามีผู้คนมากมายทั่วทั้งทวีปโต้วหุนแห่งนี้ที่อยากจะคารวะข้าเป็นอาจารย์?” ชายปริศนาเอ่ยถามเสียงต่ำ
“ได้รับความชื่นชอบจากผู้อาวุโสเป็นบุญวาสนาของผู้น้อยแล้ว ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสพอจะให้เวลาผู้น้อยสักสองสามชั่วยามได้หรือไม่ รอให้ผู้น้อยแจ้งข่าวแก่บิดามารดาเสียก่อน ค่อยกลับมาติดตามผู้อาวุโสไปร่ำเรียนวิชา” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวอย่างรู้จักแบ่งรับแบ่งสู้
“เนื้อแท้ของจิตใจเจ้าไม่เลวเลยนะ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกแล้ว หากไม่ยอมคารวะข้าเป็นอาจารย์ก็จงตายเสียเถอะ”
ขณะที่กล่าวออกมานั้น พลังวิญญาณในห้วงความคิดของชายปริศนาก็พลั่งพรูออกมา รวมตัวกันกลายเป็นอสรพิษสามเศียรขนาดมหึมา ลำตัวใหญ่ยักษ์ขดเป็นวงกลมแผ่รัศมีสีแดงแสบตา แรงกดดันมหาศาลแผ่ปกคลุมเยี่ยเฉินเฟิงในชั่วพริบตาจนเขารู้สึกหายใจติดขัด สองขาหนักอึ้งเหมือนถูกกรอกด้วยตะกั่วหลอม ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
“ผู้อาวุโส ท่านอย่าได้กริ้วไปเลย ข้ายินยอมคารวะท่านเป็นอาจารย์แล้ว”
ถึงแม้ชายปริศนาจะบาดเจ็บหนัก แต่ด้วยความต่างชั้นระหว่างพลังของทั้งสองนั้นมีมากเกินไป เยี่ยเฉินเฟิงจึงไม่เคลือบแคลงใจเลยสักนิดว่า ชายปริศนาเพียงแค่เกิดความคิดขึ้นวูบเดียวเท่านั้น จิตอสูรอสรพิษสามเศียรของเขาก็พร้อมจะสังหารตนให้ตายตกในทันที เยี่ยเฉินเฟิงจำต้องยอมเจรจาต่อรอง ร้องขออย่างประนีประนอมด้วยความจำนน
“เจ้าคิดว่าข้าอยากจะรับเจ้าเป็นศิษย์จริงๆ หรือ ข้าเพียงสนใจกายเนื้อของเจ้าก็เท่านั้น ในเมื่อเจ้ามองวัตถุประสงค์ของข้าออกแล้วก็จงยอมรับความตายซะเถอะ” ชายปริศนาควบคุมพลังของจิตอสูรอสรพิษสามเศียรให้วนรัดรอบตัวของเยี่ยเฉินเฟิงเอาไว้และออกแรงกระชากร่างของเขาให้มาอยู่เบื้องหน้าของตน
ครู่ต่อมา ชายปริศนาก็ได้บังคับจิตวิญญาณของตนให้ออกจากร่าง ยอมเสี่ยงแทรกซึมเข้าไปในห้วงสมองของเยี่ยเฉินเฟิงหมายจะกลืนกินจิตวิญญาณของอีกฝ่ายและยึดร่างกายมาเป็นของตนเอง เพื่อขโมยสมองประหลาดกลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการแทรกซึมจิตวิญญาณของชายปริศนา เยี่ยเฉินเฟิงก็เป็นดั่งปลาบนเขียงที่ไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ได้แต่ปล่อยให้จิตวิญญาณของอีกฝ่ายรุกล้ำเข้าไปในสมองของตน
‘จบกัน ชีวิตข้าช่างสั้นเหลือเกิน’
ความคิดสุดท้ายผุดขึ้นในห้วงสมองของเยี่ยเฉินเฟิง ดวงตาสองข้างพลันมืดสนิท ร่างกายทิ้งดิ่งล้มลงสู่พื้น สูญสิ้นสติสัมปชัญญะ
หลังจากเข้ามาในห้วงสมองของเยี่ยเฉินเฟิงได้แล้ว จิตวิญญาณของชายปริศนาก็คิดจะช่วงชิงสติสัมปชัญญะของอีกฝ่ายด้วยการกลืนกินจิตวิญญาณและยึดร่างกายของเขาในทันที
แต่แล้วก็เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น
สมองประหลาดที่แฝงตัวอยู่ในห้วงความคิดของเยี่ยเฉินเฟิงนั้น มันเหมือนกับมีชีวิตจิตใจ ปลดปล่อยพลังกัดกลืนระลอกใหญ่ออกมา และกลายเป็นฝ่ายกลืนกินจิตวิญญาณของชายปริศนาเข้าไปแทน
“ไม่นะ!”
ขณะที่สมองประหลาดดูดกลืนจิตวิญญาณเขาเข้าไป ชายปริศนาก็สัมผัสได้ถึงอันตรายในทันที เขารีบร้อนผสานจิตวิญญาณให้รวมกันเป็นหนึ่ง คิดจะหลบหนีออกมาจากห้วงความคิดของเยี่ยเฉินเฟิง
แต่น่าเสียดายที่สมองก้อนนั้นมันเป็นก้อนสมองที่ไม่ธรรมดา การกลืนกินในรูปแบบคลื่นน้ำวนของมันอยู่เหนือกว่าขอบเขตที่จิตวิญญาณของเขาจะขัดขืนได้
สมองประหลาดไม่คิดจะเหลือหนทางให้เขาได้หลบหนีออกไป วังวนคลื่นกลืนกินและบดจิตวิญญาณของเขาจนแตกสลาย
ขณะที่เขาได้แต่กรีดร้องอย่างสิ้นหวัง จิตวิญญาณของเขาก็ถูกสมองประหลาดกลืนกินจนหมดสิ้น จิตอสูรอสรพิษสามเศียรของเขากลายเป็นแสงสีแดง สูญสลายไปท่ามกลางความว่างเปล่า
หลังจากดูดกลืนวิญญาณของชายปริศนาแล้ว เจ้าก้อนสมองประหลาดก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง เซลล์สมองแต่ละจุดขยับ ขยุกขยิกอย่างรวดเร็วและนำจิตวิญญาณของเยี่ยเฉินเฟิงเข้าไปสู่ห้วงดินแดนแห่งความฝันอันลึกลับในทันที
“อ้าว นี่ข้าอยู่ที่ไหนล่ะเนี่ย อย่าบอกนะว่าข้าตายซะแล้ว”
ในขณะที่สติสัมปชัญญะของเยี่ยเฉินเฟิงค่อยๆ ฟื้นคืนนั้น เขากลับพบว่าตัวเองอยู่ในห้วงมิติอันมืดมิด มืดจนยื่นมือออกไปก็ยังมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง และภายในมิติแห่งนี้มีจุดแสงสีขาวที่ลอยเคว้งดั่งดวงดาว แผ่พลังวิญญาณชวนให้เขาหวาดหวั่น
ขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงจ้องมองจุดแสงสีขาวที่อยู่ไกลออกไป จุดแสงนั้นก็ลอย ‘วูบ’ เข้ามาหาเขาราวกับมีชีวิต และแทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาทันทีแบบที่เขาก็ไม่ทันได้ตั้งตัว
“โอ๊ย…”
เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกเจ็บจี๊ดในห้วงสมอง ครู่ต่อมาก็ปรากฏภาพมากมายขึ้นในจิตวิญญาณของเขา ทว่าภาพเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับแมลงกลืนวิญญาณ ที่กัดกร่อนสมองของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง มันเจ็บปวดจนเขาแทบอยากจะกัดลิ้นตายและจิตวิญญาณก็เกือบจะแหลกสลาย
“นี่ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ? ไม่อย่างนั้นข้าจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดเพียงนี้ได้อย่างไร” เมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดนี้ได้ เยี่ยเฉินเฟิงพยายามฝืนรั้งสติสัมปชัญญะเอาไว้และกัดฟันอดทนรับกับความเจ็บปวดในครั้งนี้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในตอนที่เยี่ยเฉินเฟิงถูกความเจ็บปวดรวดร้าวกัดกินจนร่างแทบสลาย จุดแสงลึกลับก็หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาได้สำเร็จ ความเจ็บปวดที่เขาได้รับจึงค่อยๆ ลดน้อยลงในที่สุด
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เยี่ยเฉินเฟิงก็ได้สติตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลในสภาพเหงื่อโทรมกาย ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดฝาด ฝ่ามือถูกเล็บตัวเองจิกจนเลือดไหลซึม
เขาชะงักเมื่อได้เห็นร่างไร้วิญญาณของชายปริศนา และในเสี้ยววินาทีถัดมา ข้อมูลมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่สมองของเขาราวกับมวลน้ำจากเขื่อนที่พังทลาย
“หืม? สมองข้า…ทำไมถึงมีอะไรอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด?”
ศาสตร์แพทย์ ทักษะวิญญาณ เคล็ดวิชาลับ…
“หรือว่าจุดแสงลึกลับนั่นจะเป็นชิ้นส่วนจิตวิญญาณของใครสักคน?”
พอคิดได้เช่นนั้น ในใจของเยี่ยเฉินเฟิงก็เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดโถม เขาตระหนักในใจว่าสิ่งที่ตนได้รับมานั้น มันคือความมั่งคั่งที่มิอาจจะจินตนาการได้
และทรัพย์สมบัติดังกล่าวก็เป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดในยามนี้และเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาจะได้มาครอบครองมากที่สุด
เมื่อมีสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ เขาก็ไม่ต้องทนลำบากยากเข็ญอย่างที่เป็นอยู่และโบยบินสู่สรวงสวรรค์ได้
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
.
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ